ว่าด้วยเงินสงเคราะผู้ป่วยเอดส์ : ไขข้อข้องใจทำไมผู้ติดเชื้อเอชไอวีไม่ได้?

ช่วงนี้ที่ผ่านลูกเพจเข้ามาถามในแชทบ่อยๆเรื่อง เงินสงเคราะห์ผู้ป่วยเอดส์ ส่วนใหญ่คำถามที่แอดได้รับจากลูกเพจก็จะเป็นประเด็นที่ว่า ทำไมหน่วยงานที่มีหน้าที่จ่ายเงินสงเคราะห์ในพื้นที่จึงยกเลิกการจ่ายเงิน วันนี้แอดมาไขข้อข้องใจให้ลูกเพจทุกคนกันจ้า ว่าด้วยเรื่องเงินสงเคราะห์ เราต้องท้าวความถึง “ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพขององค์กรการปกครอง่วนท้องถิ่น พ.ศ.2548” ได้ระบุให้มีการจ่ายเบี้ยยังชีพให้แก่ ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ป่วยเอดส์ ซึ่งในรายละเอียดเรื่องคุณสมบัติของผู้รับเงินสงเคราะห์ คนที่เข้าข่ายงสามกลุ่มนี้จะต้องอยู่ในภาวะยากลำบาก คือ รายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ ไม่สามารถประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงดูตัวเอง ขาดผู้อุปการะ สำหรับกรณีผู้ป่วยเอดส์จะต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ด้วย ในตอนนั้น (ปี 2548) เทคโนโลยีด้านการรักษา ยาต้านเอชไอวียังไม่ได้พัฒนาเท่าในปัจจุบัน ทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีป่วยเป็นเอดส์มากกว่าในปัจจุบีน และความเชื่อที่ว่าผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์ในขณะนั้นได้รับเงินสงเคราะห์ แต่กาลเวลาผ่านมาจนปัจจุบัน เทคโนโลยียาต้านพัฒนาจนสามารถทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาวและแข็งแรงแบบคนที่ไม่มีเชื้อ และองค์ความรู้ด้านเอชไอวี/เอดส์ก้าวหน้าไปมากขึ้น มีการนิยามใหม่ทำให้ผู้ติดเชื้อแยกจากผู้ป่วยเอดส์ เรื่องของเรื่องมันเกิดจาก เมื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) เข้ามาตรวจสอบหน่วยงานที่มีหน้าที่จ่ายเงินสงเคราะห์ ก็พบว่ามีการจ่ายเงินให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ที่ไม่ใช่ผู้ป่วยเอดส์ที่ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบ สตง.วินิจฉัยว่าหน่วยงานนั้นจ่ายผิดประเภท ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐมีความผิด ส่งผลให้หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบยกลิกการจ่ายเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้ติดเชื้อเอชไอวี และให้เฉพาะคนที่เป็นผู้ป่วยเอดส์ ซึ่งต้องมีใบรับรองแพทย์ระบุชัดเจนว่าป่วยเป็นเอดส์เท่านั้น เพราะกลัวว่าจะโดน สตง.เอาผิด ดังนั้น ผู้ติดเชื้อที่เคยได้เงินสงเคราะห์จึงไม่สามารถใช้เงินส่วนนี้ได้อีกต่อไป ครั้นจะไปขอใบรับรองแพทย์ให้หมอระบุว่าเป็นเอดส์ก็ไม่ได้ เพราะตนเองรับยาต้านไม่ได้ป่วยเป็นเอดส์ เมื่อมีการยกเลิกการจ่ายเงินสงเคราะห์ให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ก็มีทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบและผู้ที่ไม่ได้เดือดร้อนกับเงินส่วนนี้ เกิดประเด็นถกเถียงในกลุ่มผู้ติเชื่อเอชไอวีกันอย่างกว้างขวาง ผู้ติดเชื้อส่วนหนึ่งมองว่า เมื่อเรายืนยันว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีเหมือนคนอื่น ๆ ทำงานได้ ก็เท่ากับว่าเราสามารถเลี้ยงดูตัวเองไม่จำเป็นต้องรับเงินสงเคราะห์ แต่อีกฝั่งก็มองว่า การรับเงินสงเคราะห์ยังเป็นสิ่งจำเป็นเพราะผู้ติดเชื้อเอชไอวีบางส่วนได้รับผลกระทบเรื่องการทำงานและการใช้ชีวิต เช่น ถูกกีดกันจากการรับเข้าทำงาน ถูกทอดทิ้งเพราะถูกรังเกียจ ไม่มีผู้ดูแลอุปการะ ทำให้ไม่มีรายได้มาใช้ยังชีพ จากการให้ข้อมูลจากคุณสุภัทรา นาคะผิว ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ เกี่ยวกับประเด็นนี้ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้มีการยื่นหนังสือเพื่อให้แก้ไขระเบียบดังกล่าว โดยให้ครอบคลุมถึงผู้ติดเชื้อเอชไอวี แต่จะต้องมีการประเมินว่าผู้ติดเชื้อที่ขอรับเงินสงเคราะห์อยู่ในภาวะยากลำบากหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ อย่างไรก็ตามตอนนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการจ่ายเงินสงเคราะห์ยังไม่สามารถจ่ายเงินให้กับผู้ติดเชื้อได้ ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า จะมีการแก้ไขระเบียบดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งแอดจะมาบอกทันทีหากมีความเคลื่อนไหวเพิ่มอ้างอิง http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2548/00172706.PDF

เราไม่เอาการเลือกปฏิบัติ [GENDER Talk Podcast EP.09]

เราไม่เอาการเลือกปฏิบัติ [GENDER Talk Podcast EP.09]

ขาดเลือดหนัก แต่ก็ยังเลือกรับ

ขาดเลือดหนัก แต่ก็ยังเลือกรับ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สภากาชาดไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ขาดแคลนเลือดในคลัง โดยในเดือนตุลาคม ปี 62 มีการเปิดเผยข้อมูลการรับบริจาคเลือดในไทย พบว่า สภากาชาดไทย สามารถรับบริจาคเลือดได้วันละรับโลหิตบริจาคเฉลี่ย 1,500-1,700 ยูนิตต่อวัน ซึ่งเป้าหมายจริงๆแล้ว จะต้องรับบริจาคให้ได้ 2000-2500 ยูนิตต่อวัน ทำให้สามารถแจกจ่ายไปยังโรงพยาบาลได้เพียงร้อยละ 60 จากปริมาณที่ต้องการ ส่งผลให้คนไข้บางรายต้องเลื่อนการผ่าตัดไปก่อน ทั้งนี้เป็นเพราะวิถีชีวิตของคนไทยเปลี่ยน ส่งผลให้จำนวนผู้ขอบริจาคเลือดมีจำนวนน้อยลง ประกอบกับความต้องการใช้เลือดมากขึ้น สถานการณ์ยิ่งแย่ลงเพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้คนไม่ออกจาคบ้านมาบริจากเลือด ส่งผลให้ปริมาณเลือดสะสมในคลังอยู่ในขั้นวิกฤต ณ ปัจจุบัน เป้าหมายการรับบริจาคเลือดของสภากาชาดไทยเฉลี่ยอยู่ที่วันละประมาณ 2,200 ยูนิต หรือประมาณ 65,000 ต่อเดือน (ข้อมูล ณ วันที่ 3 สิงหาคม 63) แต่มีผู้มาบริจาคแล้ว รวมกันทุกหมู่เลือดไม่ถึง 5,200 ยูนิต เมื่อคำนวณแล้วเท่ากับว่า ตอนนี้เราสภากาชาดสามารถรับบริจาคเลือดได้เฉลี่ยวันละ 1,700 ยูนิต จะเห็นได้ว่าอัตราการบริจาคเลือดยังไม่ถึงเป้าหมาย หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป อาจจะส่งผลต่อการรักษาคนไข้ที่ต้องการใช้เลือด มากกว่าการเลื่อนการผ่าตัดหรือการเลื่อนการรักษาอย่างแน่นอน อย่างที่เราทราบกันดีว่า การบริจาคเลือดมีการกำหนดคุณสมบัติผู้บริจาคไว้หลายประการ ทั้งนี้เพื่อให้ได้เลือดที่มีคุณภาพและเพื่อความปลอดภัยทั้งผู้บริจาคและผู้รับบริจาค การให้ข้อมูลของสภากาชาดไทยกับสำนักข่าว the standard พบว่า จากการรับบริจาคเลือดทั้งหมดจะได้เลือดที่สามารถนำไปแจกจ่ายให้โรงพยาบาลได้เพียงร้อยละ 88 เป็นเพราะว่าในการรับบริจาคเลือดแต่ละครั้งจะมีการคัดกรอง 2 ระดับ คือ 1.คัดกรองจากการตรวจสุขภาพผู้ขอบริจาค ซึ่งตรงนี้จะทำให้ปริมาณเลือดที่ควรจะได้รับหายไปร้อยละ 10 และ 2. การตรวจหาเชื้อในเลือดที่รับบริจาคมาแล้ว ในขั้นตอนนี้เลือดที่มีเชื้อ เช่น ไวรัสตับอักเสบ ซิฟิลิส เอชไอวี จะถูกคัดออกประมาณร้อยละ 2 จากปริมาณทั้งหมด หากนำส่วนที่คัดกรองออกมาคำนวณเป็นปริมาณเลือดจริงๆก็ถือว่าไม่น้อยทีเดียว ในจำนวนร้อยละ 10 ที่หายไปจากการตรวจสุขภาพและความสมบูรณ์ของเลือด มีผู้ขอบริจาคที่แข็งแรง แต่ไม่สามารถบริจาคได้อยู่หลายราย เพราะหลักกฎเกณฑ์ที่สภากาชาดจะรับบริจาคเลือดคือ จะต้องไม่ใช่คนที่มีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน อีกทั้งในการคัดกรอง หากเจ้าหน้าที่ที่หน่วยรับบริจาคทราบว่าผู้ขอบริจาคเป็นเพศอื่นนอกเหนือจากชายหรือหญิง ก็จะคัดออกทันทีเพราะถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะมีเพศสัมพันธ์กับทั้งเพศเดียวกัน ต่างเพศ หรือทั้งสองเพศ หากไม่มีการป้องกัน ทุกคนก็มีความเสี่ยงเท่าๆกันทั้งหมด หากการคัดกรองมีขึ้นเพื่อหาเม็ดเลือดที่มีความสมบูรณ์ แจกจ่ายให้คนไข้ได้ การคัดกรองโดยใช้รสนิยมทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศเป็นเกณฑ์เช่นนี้ ไม่เท่ากับว่าเป็นการลดโอกาสที่เราจะได้เลือดที่มีคุณภาพเพิ่มหรือ กฎเกณฑ์เช่นนี้ นอกจากจะเป็นการลดโอกาสที่จะทำให้ได้เลือดมาช่วยเหลือคนไข้เพิ่มแล้ว การกำหนดคุณสมบัติดังกล่าวยังเป็นตีตรากลุ่มคนที่ไม่ใช่ชายหญิงว่าเป็นกลุ่มคนที่มีโรคติดต่อ สกปรก ส่งผลให้เกิดการเลือกปฏิบัติ และลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างชัดเจน ผ่านการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และตอกย้ำว่าสภากาชาดยังเป็นหน่วยงานที่ยังไม่ยอมรับความหลากหลายทางเพศ ถึงแม้ว่าตอนนี้ที่เลือดในคลังกำลังขาดแคลน และมีแนวโน้มจะลดสงเรื่อยๆก็ตาม ก่อนที่จะเกิดการสูญเสียเพราะปัญหาการขาดแคลนเลือดมาดูแลคนไข้ ถึงเวลาหรือยังที่สภากาชาดไทยจะยอมเปิดใจ ขยายช่องรับบริจาคเลือดที่แข็งแรงจากกลุ่มคนเหล่านี้ ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/874578 https://blooddonationthai.com/ https://blooddonationthai.com/?page_id=745 https://thestandard.co/blood-donation-thai-red-cross-society/ https://www.facebook.com/showyourspectrum/posts/582250165799991/

เลือกปฎิบัติ เรื่องธรรมดาของคนไทย

เลือกปฎิบัติ เรื่องธรรมดาของคนไทย ข่าวกรณีอัยการสูงสุดไม่สั่งฟ้องคดีทายาทตระกูลดังขับรถชนตำรวจเสียชีวิต นอกจากจะเป็นคดีที่ใช้เวลาพิจารณานานถึงแปดปีแล้ว ผู้กระทำผิดยังไม่ได้รับโทษใดๆ ทำให้ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมไทยที่ภาพลักษณ์ไม่ค่อยสู้ดีอยู่แล้วให้แย่ลงไปอีก ประกอบกับสถานการณืทางการเมือง ทำให้คดีดังกล่าวได้รับความสนใจและถูกตั้งคำถามจากคนในสังคมเป็นอย่างมาก การยกเว้นการดำเนินคดีกับผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจอย่างกรณีนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก มีทายาทตระกูลดัง เศรษฐีมากมายหลายคนไม่ได้รับโทษเมื่อกระทำความผิด อย่างคดีรถเก๋งชนรถตู้บนทางด่วน มีผู้เสียชีวิต 9 ศพ จน ณ ปัจจุบันก็ยังมีคำถามเรื่องการเยียวยาผู้เสียหาย และยังมีคดีอื่นๆ ดูเพิ่มเติม https://www.dailynews.co.th/crime/786714 อีกหลายคดีที่เป็นข่าวโด่งดังก่อนจะเงียบหายไปพร้อมกับกระแสสังคม ในทางกลับกัน หากผู้กระทำผิดเป็นคนที่ไม่ได้ร่ำรวย การดำเนินคดีจะกินระยะเวลานานจนขาดอายุความหรือไม่ และถ้าผู้กระทำผิดเป็นคนจน ตำรวจจะยอมลดราวาศอกเช่นนี้หรือเปล่า หากผู้อ่านใช้ชีวิตผ่านสังคมไทยมาพอควร ก็น่าจะเดาได้ว่า การดำเนินคดีจะออกมาในรูปแบบไหน อีกทางหนึ่งหากผู้กระทำผิดไม่ได้เป็นเศรษฐีนามสกุลดัง สื่อมวลชนจะให้ความสนใจจนเป็นกระแสสังคมเช่นนี้หรือ นานมาแล้วที่การเลือกปฎิบัติในลักษณะนี้แทรกซึมอยู่ในสังคมไทยอย่างแนบเนียน และยึดโยงกับความคิด ค่านิยม สังคมและวัฒนธรรม กลายเป็นวิถีชีวิต ฝังลึกถึงขั้นที่ว่าเราเห็นเป็นเรื่องธรรมดา จนเราทำใจได้เลยว่า หาคู่กรณีเราเป็นเศรษฐีไม่มีทางที่เราจะได้รับความเป็นธรรมทั้งในฐานะผู้กระทำผิดหรือผู้เสียหาย การเป็นคนรวยหรือเป็นคนจนไม่ใช่ต้นเหตุของความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น แต่ต้นตอของปัญหาจริงๆแล้วมันอยู่ที่ผู้ที่ใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรม หากว่ากันตามหลักฐานและกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีฐานะทางเศษฐกิจอย่างไร ก็ต้องได้รับการปฏิบัติที่เหมือนกัน ไม่เปิดช่องให้เกิดการทุจริต หากผู้ใช้อำนาจศาลยึดมั่นในความยุติธรรม ไม่แบ่งแยกว่าคนนี้เป็นคนรวย คนนี้เป็นคนจน การเลือกปฏิบัติเช่นนี้ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องปกติที่คนในสังคมจะมองข้ามไปง่ายๆ ความกดดันจากกระแสสังคมทำให้คดีทายาทตระกูลดังถูกรื้อขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้ง แต่คราวนี้เราไม่ได้มีเป้าหมายที่จะเอาผิดกับตัวผู้กระทำ แต่เป็นการรื้อเพื่อหาต้นตอของการใช้อำนาจอย่างมิชอบในกระบวนการยุติธรรม แสดงให้เห็นว่าสังคมตอนนี้มองเห็นปัญหา และไม่ทนต่อการถูกเลือกปฎิบัติเช่นนี้อีกต่อไป

จำนวนทั้งหมด 26 บทความ ดูกรณีศึกษาทั้งหมด