สัมภาษณ์พิเศษ : ผู้ติดเชื้อเอชไอวีในโลกการทำงาน

สัมภาษณ์พิเศษ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีในโลกการทำงานการปฏิเสธการรับเข้าทำงาน การบังคับตรวจเลือดก่อนเข้าทำงาน หรือระหว่างทำงาน เป็นสถานการณ์ปัญหาที่ผู้อติดกับเชื้อเอชไอวีเจอ เมื่อการงานนำพามาซึ่งรายได้ การถูกปฏิเสธ และการตรวจเลือดก่อนเข้าทำงาน จึงเปรียบเหมือนกำแพงอันใหญ่ที่ขวางทางไม่ให้ผู้ติดกับเชื้อเอชไอวีมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แฟรรี่ หนึ่งในผู้ติดเชื้อเอชไอวี เคยต้องพับความฝันที่อยากจะเข้าเรียนในสายคหกรรม และเปิดร้านคาเฟ่เป็นของตัวเอง เพียงเพราะได้ข้อมูลมาว่ามีการตรวจเลือดก่อนเข้าเรียน ในตอนนั้นเธอรู้ดีว่าเอชไอวีไม่ได้ติดต่อจากการสัมผัส หรือติดต่อผ่านอาหาร แต่ก็ตัดสินใจไม่เลือกเรียนในสายคหกรรม ทั้งที่เกิดคำถามในใจว่าทำไมต้องใช้การตรวจเลือดเข้ามาเป็นเงื่อนไขในการเข้าเรียน อย่างไรก็ตาม แฟรรี่ยังไม่ทิ้งความหลงใหล่ในการทำอาหาร และบอกกับเราว่าถ้ามีโอกาสเธอจะเปิดร้านของตัวเองในสักวันหนึ่งแน่นอน แฟรรี่ก้าวเข้าสู่โลกของการทำงานตั้งแต่อายุ 18 ปี เธอก็เหมือนเด็กสาวทั่วไปต้องการหารายได้มาใช้จ่ายส่วนตัว ซื้อของที่ตัวเองอยากได้ โดยไม่ต้องรบกวนครอบครัว โดยงานที่เธอเลือกทำนั้นเป็นงานพาร์ททามไม่เต็มเวลา เพื่อจะได้ไม่รบกวนการเรียน และที่สำคัญเป็นตำแหน่งที่ไม่มีเงื่อนไขในการตรวจเลือดก่อนรับเข้าทำงาน จนปัจจุบันแฟรรี่ยังทำงานเป็นพนักงานพาร์ททามให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง แต่ด้วยความที่เป็นคนอยู่ไม่สุข เธอจึงเรียนรู้งานจากตำแหน่งอื่นๆ จนสามารถทำแทนได้ หัวหน้างานเห็นข้อดีของเธอ จึงเสนอให้เธอส่งประวัติไปยังสำนักงานใหญ่เพื่อเข้าเป็นพนักงานประจำ ตอนนั้นแฟรรี่ก็สนใจที่จะส่งประวัติไป แต่เมื่อพบว่าจะต้องตรวจเอชไอวีเธอจึงเปลี่ยนใจ “...พี่หัวหน้าก็ถามนะ ว่าทำไมไม่ส่งประวัติไป ใจจริงหนูก็อยากส่งไปแหละแต่ก็ได้แต่ตอบว่า ‘ไม่เอาหรอกพี่ หนูอยู่ตรงนี้สบายใจกว่า ชอบวุ่นวายๆวิ่งไปวิ่งมาแบบนี้แหละ’...”เธอยอมรับว่ารู้สึกกลัวเมื่อเห็นเงื่อนไขการตรวจเลือด ส่วนตัวเธอไม่กลัวเรื่องการเปิดเผยสถานะของตัวเอง เพราะคิดว่าเธอสามารถจัดการกับผลกระทบเกิดขึ้นกับตัวเองได้ แต่เธอกลัวผลที่เกิดขึ้นกับครอบครัวมากกว่า เพราะถึงแม้ว่าในครอบครัวจะรู้ว่าเธอเป็นผู้ติดเชิ้อเอชไอวี แต่ไม่รู้ว่าพวกเขาจะรับมือผลกระทบทางสังคมที่จะเกิดหลังขึ้นได้หรือไม่ ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลสำคัญที่เธอเลือกจะปล่อยให้โอกาสนี้หลุดไปสำหรับแฟรรี่ การตรวจเลือดเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเอามาเป็นเงื่อนไขในการเรับเข้าทำงาน เธอมองว่าสำหรับคนที่มีความสามารถมีความฝัน พร้อมทำงาน พอมาเจอว่าไม่ได้ทำงานเพราะผลเลือด มันทำให้สิ่งที่เขาพยายามาทั้งหมดสูญเปล่า หนักกว่านั้นคือการทำให้เขารู้สึกไม่มีค่า ไร้ความหมาย ดังนั้นเราควรมองข้ามเรื่องผลเลือดไปมองเรื่องศักยภาพความสามารถมากกว่า“...แค่มองผู้ติดเชื้อเป็นคนธรรมดา คนธรรมดาไม่ได้ต้องการสิทธิประโยชน์พิเศษอะไร เราก็แค่ต้องกินยาทุกวัน ดูแลสุขภาพตัวเอง สมมุติว่าหนูไม่ได้เป็นผู้ติดเชื้อ แต่หนูก็อาจเป็นเบาหวาน เป็นความดัน ต้องดูแลสุขภาพ หาหมอไม่ต่างกันอยู่ดี ดังนั้นการรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีเข้ามาทำงาน เจ้าของกิจการผู้บริหาร ไม่จำเป็นจะต้องให้สิทธิเศษอะไรกับเราเลย แค่รับเราเข้าทำงานแบบคนทั่วไป มองที่ความสามารถ...” ในประเทศไทยมีการออกแนวปฏิบัติ เรื่องการบริหารกจัดการเรื่องเอชไอวี เอดส์ในที่ทำงานห้ามไม่ให้หน่วยงานตรวจเลือดพนักงาน และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อปี 2550 ที่ให้หน่วยงานให้โอกาสผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้พิการ และผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติดที่พ้นสภาพ เข้าศึกษาหรือทำงานในหน่วยงาน แต่ยังพบว่าในยังมีหน่วยงานองค์กร อีกมากมายที่ตรวจเลือดผู้สมัครเข้าทำงาน แฟรรี่ให้ความเห็นว่านโยบายที่ออกมานี้ยังเป็นแค่การขอความร่วมมือเท่านั้น ไม่ได้กำหนดให้หน่วยงานต้องทำ หรือมีบทกำหนดโทษ ทำให้เงื่อนไขการตรวจเลือดยังคงมีอยู่ถ้าได้เป็นเจ้าของกิจการอยากจะทำอะไรเกี่ยวกับประเด็นเอชไอวี/เอดส์บ้าง“...ถ้าหนูได้เป็นเจ้าของกิจการ แน่นอนว่าไม่ตรวจเลือดพนักงาน และก็จะจัดเวิร์คช็อปให้กับพนักงานทุกคน มาคุยกัน ทั้งเรื่องเอชไอวี เรื่องความหลากหลายทางเพศ และประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนอื่นๆด้วย...” ก่อนที่จะจบการสัมภาษณ์ เราได้ให้แฟรรี่ฝากอะไรถึงเพื่อนผู้ร่วมกับเชื้อที่กำลังสมัครงาน อยู่ในตอนนี้ เธออยากให้พวกเขาเดินหน้าต่อไป ถึงในตอนนี้ยังไม่สามารถสมัครงานที่ต้องการได้แต่อยากให้รู้ว่า มันมีทางเลือกอื่นๆยังไปได้อยู่ และที่สำคัญยังมีหน่วยงาน กลุ่มคนที่คอยให้ความช่วยเหลือหากมีปัญหาก็สามารถขอความช่วยเหลือหรือปรึกษาได้“อันดับแรกเราต้องยอมรับตัวเอง รู้จักตัวเอง และดูแลตัวเองให้แข็งแรง เข้มแข็ง ก็ให้เดินหน้าต่อ อยากพึ่งไปท้อเอาการโดนปฏิเสธมาด้อยค่าตัวเอง มันมีทางอื่นที่เราไปได้ ถ้าไม่ได้ทางนี้เราก็ไปอีกทาง แต่ถ้าไม่รู้ว่าจะทไอย่างไร ก็มีหน่วยงาน กลุ่ม เครือข่าย ที่คอยช่วยเหลือคุณอยู่”

วัคซีนที่ได้รับการอนุมัติปลอดภัยสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่

หลังจากรอมานานในที่สุดประเทศไทยได้รับวัคซีนป้องกันโควิดแล้วเมื่อต้นเดือนมีนาคม64 ได้มีการฉีดให้กับบุคคลากรทางการแพทย์และประชาชนผู้เข้าข่ายเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19ได้ง่าย แต่การฉีดวัคซีนก็ยังมีคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัย เนื่องจากกระบวนการผลิต ทดลองและขออนุญาต อยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีแล้วมั่นใจได้แค่ไหน บทความโดยคุณอุดม ลิขิตวรรณาวุฒิ มาไขข้อข้องใจเรื่องนี้แล้ว

สถิติผู้ต้องขังเรือนจำไทย ผลจากนโยบายยาเสพติดที่น้อยคนจะรู้

วันนี้ขอนำเสนอสถิติของเรือนจำล่าสุดมาให้ดูกัน เป็นตัวเลขที่ไม่ค่อยมีคนรู้ หรือไม่เชื่อ เลยเอาเผยแพร่ให้รู้ให้เห็นทั่วกัน เพื่อจะได้เห็นว่า กระบวนการยุติธรรมไทย บิดเบี้ยวและถูกทำให้ผิดเพี้ยนไปด้วยนโยบายยาเสพติดที่เดินผิดทางมากว่า 30 ปี ไม่มีที่ไหนในโลกนี้. ที่มีผู้ต้องขังคดียาเสพติดอยู่ในเรือนจำสูงถึง 81.57% เหมือนประเทศไทย และเป็นยาบ้าเสีย 4/5 ของยาเสพติดทั้งหมด ในขณะที่นักโทษคดีอื่นๆ ทั้งจี้ปล้น ฆ่า ทำร้าย ฉ้อโกง ลักทรัพย์ ทุจริต และอื่นๆ ทั้งหมดรวมกันทุกความผิด มีแค่ 18.43% เท่านั้น มาดูตัวเลขกัน ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 เรือนจำทั่วประเทศมีผู้ต้องขังทั้งหมด 319,082 คน (จากเดิมที่จำนวนผู้ต้องขังเกือบแสนแปดหมื่นคน แต่เพราะมีเหตุพิเศษ อภัยโทษสองครั้ง จึงมีนักโทษถูกปล่อยตัวไปประมาณหกหมื่นคน) เป็นผู้ต้องขังคดียาเสพติดถึง 260,270 คน (81.57%) เป็นผู้ต้องขังคดีความผิดอาญาอื่นทุกความผิดในประเทศไทย รวมกัน มีแค่ 58,812 คน (18.43%) เท่านั้น มาดูสถิตินักโทษเด็ดขาดคือ ผู้ที่คดีถึงที่สุดแล้ว คดีจบสิ้นสมบูรณ์ ไม่มีอุทธรณ์ ฎีกาอีกแล้ว มีนักโทษเด็ดขาดทั้งหมด 259,915 คน เป็น นักโทษเด็ดขาดคดียาเสพติดสูงถึง 82.86% (215,372 คน) ในขณะที่นักโทษเด็ดขาดในคดีความผิดอย่างอื่นรวมกัน มีแค่ 17.14% (44,543 คน) เท่านั้น ในจำนวนนักโทษเด็ดขาดคดียาเสพติด มียาเสพตืดสองประเภทเท่านั้น ที่ระบาดมาก คือ ยาบ้า และไอซ์ เป็นคดียาบ้า 75.02% ยาไอซ์ 12.9% ส่วนยาเสพติดอย่างอื่นนแต่ละอย่าง (รวมทั้งกันชา) ไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซนต์ สัดส่วนของผู้ถูกขังในเรือนจำอย่างนี้ ผิดปกติอย่างมาก ไม่มีที่ไหนในโลกเหมือนไทย เป็นข้อเท็จจริงและตัวเลขที่แปลกประหลาดมาก แสดงว่าระบบกระบวนการยุติธรรม และแนวทางปราบยาเสพติดของไทยผิดเพี้ยนมากมาย แต่กลับไม่มีคนสนใจที่จะแก้ไข ถ้าไม่รวมปัญหาเรื่องยาเสพติด จะเห็นว่าประเทศไทยมีอาชญากรรมอย่างอื่นน้อยมาก การที่มีผู้ทำผิดคดียาเสพติดถูกขังในเรือนจำ ถึง 81.57% ดูเหมือนว่าการปราบยาเสพติดได้ผลดีอย่างนั้นหรือ แต่ในความเป็นจริง ยาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้า ยิ่งระบาดมาก มีทุกหัวระแหง ราคาลดต่ำลงมามาก แสดงว่ามีของในตลาดมากมาย มีคนที่ติดยาบ้าหลายล้านคน อยู่ในเรือนจำสองแสนกว่าคน ทำให้เห็นว่า การปราบยาบ้าตามแนวทางเดิมที่ทำอยู่ ไม่ได้ผล เดินมาผิดทาง ยิ่งแก้ ปัญหายิ่งหนักหนาสาหัสมากขึ้นทุกวัน ในโลกนี้มีแนวทางแก้ปัญหายาเสพติดสองแนวทางใหญ่ๆ 1 แนวทางแรกคือ แนวทางแบบอเมริกา เน้นปราบปรามเด็ดขาด จับเอาเข้าคุกอย่างเดียว ใครเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นตัวเล็กตัวน้อย หรือตัวใหญ่ จับมาติดคุกให้หมด ไม่สนใจว่าจะเป็นการทำลายทรัพยากรมนุษย์หรือไม่ ซึ่งแนวทางของไทย เราตามแบบอเมริกามาเกือบสี่สิบปีแล้ว ตั้งแต่ตั้ง ปปส และ บชปส ที่อเมริกากดดันและสนับสนุนรัฐบาลไทยให้ตั้งขึ้น และอเมริกามีอิทธิพลครอบงำทางความคิดของ ปปส และ บชปส ผ่านการฝึกอบรม ดูงาน และการให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการมาตลอด 2. อีกแนวทางหนึ่งคือ การแก้ปัญหาแบบยุโรป มองปัญหาแยกเป็นสองส่วน คือ พวกผู้ผลิต ผู้นำเข้า ส่งออก ผู้ค้ารายใหญ่ เป็นอาชญากรที่ต้องทุ่มเทกำลังปราบปรามเอาจริงเอาจัง ส่วนพวกติดยา พวกที่ต้องมาขายยารายเล็กรายน้อย เป็นพวกที่มีปัญหาสังคม ที่ต้องแก้ปัญหาด้วยการหาทางฟื้นฟู และไม่เอามาติดคุกให้ตกงานและไม่ทำลายทรัพยากรมนุษย์ ในยุโรปหลายประเทศ มีคลีนิคนิรนาม แจกยาเสพติดให้ใช้ที่คลีนิคตามความจำเป็น หลังจากที่ได้พบหมอหรือนักจิตบำบัดแล้ว เพราะคนพวกนี้ ติดและเลิกยาก ต้องค่อยๆ บำบัดไป แต่การแจกยา เพื่อคนพวกนี้จะได้ไม่ต้องไปขายยาเพื่อหาเงินมาเสพยา เพราะการขายยาของคนที่ติดยา จะสร้างผู้เสพหน้าใหม่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แม้คนพวกนี้จะติดยา แต่ยังทำงานได้ เขาจึงไม่อยากเอามาไว้ในคุก พยายามประคับประคอง บำบัด ด้วยการแก้ปัญหาทางสังคม ในไทย ยาเสพติดมีราคาแพง คนติดยาไม่มีปัญญาซื้อ ก็ต้องไปขายยา เพื่อให้ตัวเองได้เสพยาจากกำไรในการขาย คนติดยาพวกนี้จะถูกจับเข้าคุก ตกงาน และเมื่อออกไปจากคุก ก็ไม่มีอนาคตเหลือ ไม่สามารถหางานใหม่ได้ ทางเลือกคือ ประกอบอาชีพอิสระ (ซึ่งมีไม่มาก) หรือลักทรัพย์ ปล้นจี้ หรือไปขายยาต่อ ยิ่งเอารายเล็กรายน้อยเข้าคุกมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งทำลายทรัพยากรมนุษย์ ทำลายกำลังแรงงาน และเพาะสร้างอาชญากร โดยเฉพาะผู้ค้ารายใหญ่ มากขึ้นเท่านั้น ไม่มีที่ไหนเพาะพันธุ์อาชญากรได้ดีไปกว่าในเรือนจำหรอกครับ และด้วยวิธีการปราบปรามของไทยที่ไม่คุ้นชินกับการสืบสวนระยะยาวเป็นเวลานานเพื่อหาหลักฐานจับรายใหญ่ เพราะกฎหมายและระบบไม่เอื้ออำนวย ทำให้เจ้าหน้าที่นิยมจับรายย่อย เพราะจับง่าย ไม่มีปัญญาสู้คดี ได้ความดีความชอบ ดีกว่าจับรายใหญ่ ที่จับยาก หาหลักฐานยาก เอาผิดยาก การปราบของไทยจึงมีแต่รายย่อย ปลาซิว ปลาสร้อย พวกติดยาที่ขายยาเล็กน้อย พวกเดินยา พวกรับจ้างขน พวกกองทัพมด เต็มไปหมด แต่รายใหญ่ที่ติดจริงมีน้อยถึงน้อยมากที่สุด นโยบายปราบยาเสพติดของไทยจึงล้มเหลว ยิ่งปราบ ยาเสพติดยิ่งระบาดมาก เพราะเราไม่ทุ่มเทเพื่อจับรายใหญ่เหมือนในยุโรป เราเอากำลังมาจับรายเล็กรายน้อยหมด ซึ่งเป็นการปราบที่ไร้คุณภาพ คดีอาญามากกว่า 1/3 เป็นคดียาเสพติด รายย่อยทั้งนั้น รกโรงรกศาลเต็มไปหมด เมื่อไหร่เราจะเปลี่ยนจากแนวทางปราบปรามอย่างเดียวแบบอเมริกา มาศึกษาและนำเอาแนวทางแบบยุโรปมาใช้แทน ในขณะที่แนวทางปราบอย่างอเมริกา ทำให้อเมริกามีนักโทษสูงกว่าสามล้านคน ซึ่งสูงที่สุดในโลก แนวทางแบบยุโรป มำให้หลายประเทศ ปิดคุกไปเพราะไม่มีนักโทษให้ขัง และยาเสพติดระบาดในวงจำกัด น้อยกว่าที่อเมริกามาก งบประมาณที่จะต้องเอามาเลี้ยงนักโทษ ก็เอาไปใช้พัฒนาประเทศแทน ไม่ทำลายคนด้วยการทำให้เป็นคนขี้คุก ที่ชีวิตจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ขอแค่ให้พิจารณาศึกษาแนวทางแก้ปัญหายาเสพติดแบบยุโรป ที่ได้ผล แล้วเอามาปรับใช้ แทนที่จะเดินตามแนวทางปราบอย่างเดียวของอเมริกาจะได้ไหม ปปส จะไม่ศึกษาวิธีแก้ปัญหาของยุโรป หรือเอามาใช้หรือครับ เพราะการปราบแบบอเมริกามี่ทำมาหลายสิบปี ไม่ได้ผล ยิ่งปราบยาบ้ายิ่งเยอะ คนติดยาเพิ่มสูงขึ้นตลอด เห็นได้ชัดว่า การแก้ปัญหาแบบเก่าไม่ได้ผล พวกท่านก็ยังจะดันทุรัง เดินหน้าเอาหัวชนฝาต่อไปเรื่อยๆ หรือครับ วันชัย รุจนวงศ์ 19 กพ 64

ขอบคุณที่ได้รู้จักเธอ

ดิฉันเป็นทราบว่าโรคนี้ตั้งแต่ พย.2012 ไม่ตกใจ แต่กังวลไม่คิดว่าใกล้ตัวแบบนี้ คิดว่าการปรับตัวเป็นสิ่งสำคัญของการเป็นโรคนี้ อยู่กับเขาให้ได้. โรคนี้ยังดีกว่ามะเร็ง เจ็บน้อยกว่ามะเร็ง มีแต่การต้องตระหนักว่ายามีความสำคัญดูแลตัวเองให้กินยาสม่ำเสมอ เพราะฉะนั้น คนรอบข้างที่ให้กำลังใจสำคัญ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ตัวเองต้องให้กำำลังใจตัวเองให้ได้ เกิดหนเดียวตายหนเดียว ชาติหน้าไม่มีไม่ต้องพึ่งมนุษย์มาก ขอพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนฟ้า เชื่อว่ามีอนาคตสดใส จริงๆขอจากฟ้า มีคนรู้ใจที่่เคียงข้างไปจนหมดลมหายใจจะดี ขออยู่เป็นกำลังใจให้เพื่อนร่วมโรคนี้ด้วยกันนะค่ะ เข้มแข็ง สู้ๆต่อไป ลมหายใจยังมี ขอเพียงศรัทธา และไม่สิ้นหวัง หวังว่าจะเป็นแรงใจเล็กน้อย และขอแรงใจจากเพื่อนๆในกลุ่มด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

จำนวนทั้งหมด 32 บทความ ดูกรณีศึกษาทั้งหมด