ความเป็นส่วนตัว หรือ ความปลอดภัย กับ ประชาธิปไตยที่มีในไทยเท่านั้น

ความเป็นส่วนตัว หรือ ความปลอดภัย กับ ประชาธิปไตยที่มีในไทยเท่านั้น ประเด็นที่กำลังถกเถียงกันในกลุ่มแฟนๆนางงาม หรืออาจจะไปถึงแวดวงนักวิชาการ จากการประกวดนางงามจักรวาลประจำปี2019 (Miss Universe 2019) ที่พึ่งจบลงไปสดๆร้อนๆ คงจะไม่พูดถึงคำถามที่ตัวแทนสาวงามจากประเทศไทย ได้รับในรอบตอบคำถามของการประกวด ที่ถามว่า “หลายประเทศรัฐบาลต้องการสร้างมาตรการความปลอดภัยซึ่งอาจจะรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของประชาชน คุณคิดว่าอะไรสำคัญกว่ากันระหว่างความปลอดภัยหรือความเป็นส่วนตัว?” หลังจากที่ตัวแทนสาวงามประเทศไทยตอบเสร็จ ก็มีหลายคนออกมาให้ความเห็นต่อคำตอบของเธอ ฝั่งหนึ่งเห็นว่า คำถามนี้ยากกว่าของประเทศอื่น บ้างว่าตัวแทนผู้เข้าประกวดของไทยตอบคำถามไม่คมพอ ติดนิสัยขี้เกรงใจ ไม่เลือกข้างแบบคนไทย ใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ สิ่งที่ผู้เขียนอยากคุยกับคุณผู้อ่าน คือ เรื่องราวในคำถามนั้นต่างหาก Privacy หรือที่แปลว่า” ความเป็นส่วนตัว” ในทางวิชาการหมายความว่าสิทธิที่จะอยู่ตามลำพัง (to be let alone) โดยปลอดจากการแทรกสอดในความเป็นอยู่ส่วนตัวทำให้ได้รับความอับอาย เดือดร้อน รำคาญใจ หรือนำภาพหรือชื่อไปใช้ประโยชน์ในทางแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ตามปฏิญาณสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ความเป็นส่วนตัว ก็ถูกบัญญัติไว้ใน ข้อ 12ข้อ 12 บุคคลใดจะถูกแทรกแซงตามอําเภอใจในความเป็นส่วนตัว ครอบครัว ที่อยู่อาศัย หรือการสื่อสาร หรือจะถูกลบหลู่เกียรติยศและชื่อเสียงไม่ได้ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองของกฎหมายต่อการแทรกแซงสิทธิหรือการลบหลู่ดังกล่าวนั้น อธิบายตามความเข้าใจของผู้เขียน คือ เราทุกคนเป็นเจ้าของพื้นที่พื้นที่หนึ่ง อาจไม่ใช่ในเชิงกายภาพ แบบที่ดินหรือห้องพัก จะเป็นบัญชีสังคมออนไลน์ ข้อมูลการทำธุรกรรมผ่านบัญชีก็ได้ แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่เราเข้าถึงได้คนเดียว และทำอะไรก็ได้บนพื้นที่นั้น โดยที่ไม่ว่าใครก็ห้ามมาแอบดูแอบฟัง เอาของของเราไปใช้ โดยที่เราไม่อนุญาตไม่ได้เด็ดขาด ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี 2560 เองก็ได้บัญญัติไว้ชัดเจน ในส่วนที่ 3 มาตรา 32 ดังนี้ มาตรา 32 บุคคลย่อมมีสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว การกระทําอันเป็นการละเมิดหรือกระทบต่อสิทธิของบุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือการนําข้อมูล ส่วนบุคคลไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าในทางใดๆ จะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพียงเท่าที่จําเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ เมื่อกล่าวว่า ความเป็นส่วนตัว คือ “สิทธิ” ดังนั้น ประชาชนจะต้องได้รับการคุ้มครองโดยรัฐเพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดความเป็นส่วนตัวนี้ ไม่ว่าจากใครหรือองค์กรไหนก็ตาม แต่ทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้น ตามที่ระบุไว้ตาม รธน.60 ม.32 วรรค 2 ความปลอดภัย จากอะไรหรือ? คำว่าปลอดภัย สำหรับผู้เขียนแล้วถือว่าเป็นคำที่ให้พลังบวก สร้างความมั่นใจให้คนที่ได้ยิน แต่ทำไมคำว่า ความปลอดภัยในคำถามนี้ ถึงถูกเชื่อมโยงกับการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของรัฐบาลในหลายๆประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการแทรกแซงทางตรง หรือการแก้กติกาบ้านเมือง เพื่อให้คนบางกลุ่มเข้าถึงข้อมูลความเป็นส่วนตัวของประชาชนในประเทศได้ หลายปีที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยออกกฎหมาย นโยบาย และมาตรการ ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยมาหลายฉบับ มีทั้งที่เป็นข่าวโด่งดัง และออกมาเงียบๆจนรู้ตัวอีกที ประชาชนก็โดนจับเสียแล้ว ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างที่เด่นๆ มาให้อ่านกัน เริ่มจาก มาตรา 44 ที่ให้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่ง ให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถดำเนินการ ตรวจสอบ หรือทำอะไรก็ได้กับประชาชน เช่น พาคนไปปรับทัศนคติ และขังในค่ายทหาร 7 วันโดย ให้เหตุผลเรื่องความสงบเรียบร้อยภายในต่อกันด้วย พ.ร.บ. การรักษาความปลอดภัยมั่นคงไซเบอร์ พ.ศ. 2562 เหตุผลการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ คือ ประเทศของเรามีความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อย ภายในประเทศ ดังนั้นจะต้องมีการป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงในด้านต่างๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ข้อความใดที่มีความเห็นต่างจากแนวคิดของ คสช. แล้วคนสนใจจะถูกลบออกจากสังคมออนไลน์ทันที เพื่อไม่ให้แพร่กระจายออกไปในวงกว้าง แต่กลับไม่จัดการข่าวปลอมที่ปล่อยออกมาเพื่อทำลายชื่อเสียงฝ่ายตรงข้ามแต่อย่างใด ก่อนจะไปกันต่ออยากให้ผู้อ่านจงเติมคำตอบในช่องว่าง .................. คือ บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพียงเท่าที่จําเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ ความสงสัยเกิดขึ้นทันทีในหัว อะไรที่รัฐถือว่า “เป็นภัย” สำหรับประชาชน หรือความมั่นคงของประเทศกันแน่? หากเหตุผลการใช้งานการใช้งานกฎหมาย นโยบาย และมาตรการเหล่านั้น เป็นการป้องกันการก่อการร้าย ปกป้องประชาชนจากการถูกคนอื่นนำข้อมูลสำคัญไปแสวงหาประโยชน์ตามที่กล่าวอ้างมันก็สมเหตุสมผลอยู่ แต่เป็นที่รู้กันในหมู่ประชาชน การใช้งานในความเป็นจริงเป็นอย่างไรกัน กลายเป็นว่าเพื่อความมั่นคงของประเทศ ข้อมูลความเป็นส่วนตัวของเรา จะต้องเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ ถามว่ารัฐพยายามสร้างความปลอดภัยแบบไหน จำเป็นหรือไม่ความปลอดภัยจะต้องแลกมาด้วยการรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของประชาชน ประชาธิปไตยแบบไทยแลนด์โอนลี่ มาถึงตรงนี้ เรียนตามตรง ถ้าสมมุติว่าตัวผู้เขียนเป็นผู้เข้าประกวด เจอคำถามนี้เข้าไปก็คงสะอึกแน่ๆ เพราะถึงแม้ว่าประเทศของเราจะประกาศตัวว่าเป็นประเทศประชาธิปไตย ระบอบที่ให้สิทธิ์เสียงทุกคนอย่างเท่าเทียม ที่ตามหลักการแล้ว เสียงส่วนใหญ่มีสิทธิ์บริหารประเทศ แต่ก็ไม่ลืมให้พื้นที่เสียงส่วนน้อยออกมาอภิปรายแบบมีน้ำใจนักกีฬา และที่สำคัญ ประชาชน เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในระบอบนี้หันกลับมามองที่ประเทศของเรา ประชาชนกลับไม่สามารถแสดงออกในสิ่งที่ตนเชื่อหรือแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ อย่างที่เราเห็นจากข่าวสารบ้านเมือง คนที่คิดต่าง ถูกขัดแข้งขัดขาด้วยสาระพัดวิธี คนที่ออกมาส่งเสียงเรียกร้องความเป็นธรรม อยู่ดีๆก็หายตัวไป เกมการเมืองที่ล้มกระดานโหวตเมื่อเห็นท่าว่าฝ่ายตัวเองจะแพ้ ประเทศที่ปกครองแบบที่เสียงส่วนใหญ่จ้องกำจัดเสียงส่วนน้อยไปให้พ้นทาง เสียงประชาชนมีค่าแค่เงินไม่กี่บาท แล้วยังยืนยันว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตยคงมีที่นี่ที่เดียว ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นหนึ่งในประชาชนของประเทศนี้ ลึกๆในใจยอมรับ ว่าตัวเองกลัวอำนาจบางอย่างที่อยู่เหนือกฎหมาย และไม่สนในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือกลัวที่ถูกปฏิเสธจากสังคม หากเราคิดต่าง การตอบคำถามที่ต้องการให้เลือกข้างแบบนี้ ก็คงออกมาในลักษณะกลางๆ แบบที่ตัวแทนผู้เข้าประกวดตอบ จะว่าง่ายๆก็คือ ปกป้องตัวเองไว้ก่อน ถึงไม่เห็นด้วยก็ต้องซ่อนให้มิด เพราะไม่อะไรรับประกันได้ว่า เราจะปลอดภัยเมื่อเลือกข้างไปแล้ว แล้วคุณผู้อ่านจะเลือกตอบคำถามนี้อย่างไร ลองจินตนาการตัวเองในชุดราตรียาว กำลังจะตอบคำถามนี้ต่อหน้าผู้ชมทั่วโลกดูสิ การให้เลือกระหว่าง ความเป็นส่วนตัวหรือความปลอดภัย ตามความเห็นของผู้เขียน เจตนาของผู้คิดคำถามไม่ได้จงใจทำให้ผู้เข้าประกวดคนใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เนื่องจากยังมีอีกหลายประเทศในโลกที่ทำการแทรกแซงข้อมูลประชาชนอย่างลับๆ แต่จะด้วยเหตุผลอะไร ก็คงต้องไปศึกษารายละเอียดกันอีกที ส่วนที่ว่ามาทั้งหมดนี้ เป็นการวิเคราะห์คำถามของผู้เข้าประกวด ผ่านบริบทสถานการณ์บ้านเมืองของเราเท่านั้นเองถึงตัวแทนประเทศไทยจะไม่ได้สวมมงกุฎนางงามจักรวาลในปีนี้ แต่ถ้าคำถามของเธอในการประกวดได้จุดประเด็นให้คนกลุ่มต่างๆในสังคม หันมาใส่ใจเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนประเทศไทยขึ้นมาบ้าง คุณผู้อ่านว่า มันก็น่าดีใจพอๆกับเราได้ครองมงกุฎ จริงไหม ฃอบคุณภาพจาก FB : Miss Universe Thailand 2019 อ้างอิง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน),รู้ให้ชัด พ.ร.บ. การรักษาความปลอดภัยมั่นคงไซเบอร์ พ.ศ. 2562 www.tot.co.th/blogs/ดิจิทัลทิปส์/now-trending/ดิจิทัลทิปส์/2019/07/01/รู้ให้ชัด-กับ-พ.ร.บ.-การรักษาความปลอดภัยมั่นคงไซเบอร์-พ.ศ.-2562 โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw),คำสั่งหัวหน้า คสช. 3/2558 ทหารยังมีอำนาจพาคนไปปรับทัศนคติ และขังในค่ายทหาร 7 วัน www.ilaw.or.th/node/5294 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย,ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน www.amnesty.or.th/our-work/hre/udhr/ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี2560 http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/A/040/1.PDF กุลพล พลวัน,สิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว กับการคุ้มครองตามกฎหมายไทย http://www.stat.ago.go.th/บทความลงเว็บ/บทที่%2016.htm PPTV Online ,เปิดคำตอบ "ฟ้าใส ปวีณสุดา" จากคำถามบนเวที Miss Universe 2019https://www.pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/115586

การแก้ไขปัญหายาเสพติดแนวใหม่ :Ep.01 ผู้เสพ=ผู้ป่วย

ทำไมผู้เสพ คือผู้ป่วย ในเมื่อการเสพยาเสพติดมีความผิดตามกฎหมาย คนที่เสพก็สมควรได้รับโทษ เพราะเขาเลือกเสพเอง ก็ต้องได้รับผลนั้นสิ แต่ช้าก่อน!! ลองอ่านดู แล้วมาคุยกันว่าแนวคิดนี้จะช่วยแก้ปัญหายาเสพติดได้อย่างไรก่อนที่จะไปพูดถึงนโยบาย ลองมาดูที่จุดเล็กๆอย่างตัวเรา อ่านให้จบแล้วมาดูกันว่าเรามีความคิดความเชื่อแบบที่แอดนำเสนอหรือเปล่าความคิดอัตโนมัติที่เกิดขึ้นในหัว เมื่อเรารู้ว่าคนๆนึงเป็นผู้ใช้ยา เราถูกสอนมาว่า ยาเสพติดเป็นอันตรายต่อร่างกาย ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว ผิดกฎหมาย ต้องกับกำจัดมันไปให้หมด แต่เมื่อค้นคว้าความเป็นมาแล้วยาเสพติดหลายตัว ในอดีตถูกนำเข้ามาเพื่อใช้ในการแพทย์ แต่ต่อมามีคนนำไปผสมสารอื่นๆจนทำให้มีโทษต่อร่างกาย จึงต้องมีมาตรการควบคุมการใช้ และสร้างความตระหนักให้กับสังคม โดยการใช้วิธีการที่ทำให้รู้สึกหวาดกลัว เช่น ผู้เสพตาย ผู้ขายติดคุก หรือการลงโทษที่รุนแรง ตามนโยบายสงครามยาเสพติดความเป็นจริงแล้ว ในสังคมมีผู้ใช้ยาที่ใช้ชีวิตปกติเหมือนกับคนทั่วไป คือใช้บางครั้ง หากไม่ได้ใช้ก็ไม่ได้มีอาการอยากยาแต่อย่างใด แต่ด้วยความคิดความเชื่อที่ถูกปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็ก เราเลยเหมารวมว่าผู้ใช้ยาจะต้องมีอาการอยากยาจนคุ้มคลั่งจนทำร้ายคนอื่นสื่อสาธารณะมีอิทธิพลต่อความคิดความเชื่อเกี่ยวกับผู้ใช้ยาของคนในสังคมมาก สื่อมักนำเสนอข่าวอาชญากรรม ที่มีผู้กระทำเป็นผู้ใช้ยา สร้างภาพจำให้คนในสังคมหวาดกลัว ผูกโยงยาเสพติดเข้ากับอาชญากรรม อีกทั้งกฎหมายก็กำหนดไว้ว่าใครที่เสพ ก็มีสถานะเป็นผู้ร้าย เป็นคนไม่ดี นำไปสู่การตีตราผู้ใช้ยา ขอบคุณภาพข่าวจาก https://www.thairath.co.th/news/local/central/1510130 https://www.thairath.co.th/news/crime/1461764 https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_2529839 https://news.mthai.com/general-news/597140.htmlเหตุผลของการใช้ยาเสพติดของแต่ละคนมีความแตกต่างกันไป จะใช้เพื่อความบันเทิง หรือเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย แต่หากใช้มากเกินไป ก็ส่งผลเสียต่อร่างกาย ไม่ต่างอะไรกับการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลสูง มีรสชาติถูกใจ กินแลัวมีความสุข แต่หากกินมากเกินไป ก็ก่อให้เกิดโรคเบาหวาน และเราก็เสพติดความหวานไปด้วย ดังนั้นผู้เสพก็เหมือนผู้ป่วยโรคอื่นๆ ที่ต้องการดูแลในปัจจุบัน ประเทศไทยมีระบบการบำบัดแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ตามพ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ได้แก่ 1. สมัครใจบำบัด คือ กลุ่มที่เดินเข้าไปพบแพทย์ด้วยตัวเองหรือญาติพาไป โรงพยาบาลทั่วประเทศรองรับแล้ว 2. บังคับบำบัด คือ กลุ่มที่ถูกจับกุมและต้องเข้ารับการบำบัดผ่าน พ.ร.บ.นี้เพื่อแลกกับการไม่ต้องรับโทษทางอาญา 3. บำบัดระหว่างต้องโทษ คือ กลุ่มที่ถูกดำเนินคดียาเสพติด หรืออาชญากรรมอื่นๆ แล้วมีประวัติการใช้สารเสพติด กลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดและจะได้รับการบำบัดภายในเรือนจำ พ.ร.บ.นี้ผู้ที่ครอบครองยาเสพติดจำนวนน้อย เช่นยาบ้าไม่เกิน 5 เม็ด สามารถ “เลือก” ที่จะเข้ารับการบำบัดจนสิ้นสุดกระบวนการ แลกกับการไม่ต้องรับโทษอาญา แต่ยังคง”มีประวัติยาเสพติดอยู่” ขอบคุณข้อมูลจาก prachatai.com/journal/2018/07/77805เมื่อมีประวัติยาเสพติดติดตัว ย่อมส่งผลต่อการดำเนินชีวิตในสังคม ทั้งในเรื่องการทำงาน ที่บางหน่วยงานไม่รับผู้ที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และมีโอกาสที่จะถูกละเมิดสิทธิ์จากผู้บังคับใช้กฎหมาย รวมถึงถูกเลือกปฏิบัติจากคนในสังคม กลายเป็นว่าแทนที่จะทำให้ผู้ใช้กลับเข้าสู่สังคมและมีชีวิตที่ดีขึ้น กลับทำให้หลายคนไม่ยอมเข้าสู่การบำบัดเพราะกลัวว่าจะมีประวัติด้วยเหตุนี้เอง ผู้ที่เคยผ่านการบำบัดจำนวนหนึ่งกลับไปใช้ยาอีก เพราะข้อบังคับของหน่วยงาน ความคิดความเชื่อที่ตีตราผู้ใช้ยา ทำให้ผู้ที่ผ่านการบำบัดแล้ว กลับเข้าไปใช้ชีวิตร่วมกับคนทั่วไปได้ลำบาก หรือพูดง่ายๆว่า แทบจะไม่มีที่ยืนในสังคมเมื่อกลับไปเสพซ้ำ สังคมยิ่งไม่ให้โอกาส และผลิตซ้ำการตีตราผู้ใช้ยาให้หนักกว่าเดิมทุกคนรู้ดีว่าการเสพยาเสพติดเป็นอันตราย ยิ่งถ้าเสพในปริมาณมาก และติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “ภาวะสมองติดยา” อ่านเพิ่มเติมที่ https://www.sdtc.go.th/paper/293 พูดง่ายๆก็คือ เมื่อผู้ใช้ยาเข้าสู่ภาวะสมองติดยา เขาจะไม่รู้สึกมีความสุขจากกิจกรรมที่เมื่อก่อนเคยทำ ต้องอาศัยฤทธิ์ของยาคอยกระตุ้นให้สมองส่วนอารมณ์ความรู้สึกทำงาน ทำให้สมองส่วนคิดเสื่อมลง สมองจะต้องการยาตลอดเวลา ส่งผลต่อการควบคุมพฤติกรรม และอารมณ์ ซึ่งอาจเป็นที่มาของพฤติกรรมที่สังคมไม่ยอมรับภาวะสมองติดยาสามารถรักษาได้ โดยใช้กระบวนการจิตบำบัด และการรักษาด้วยยา ร่วมกับ การทำความเข้าใจกับครอบครัว ปรับฐานความรู้ความเข้าใจเรื่องผู้ใช้ยา รวมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว และชุมชน ซึ่งกระบวนการดังกล่าวใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทของยาเสพติด และสภาพร่างกายของผู้ป่วยเมื่อแรกรับแต่อย่างที่เล่าไป อะไรก็ย่อมเกิดขึ้นได้ ไม่มีอะไรการันตีได้ว่า พวกเขาจะไม่โดนจับในขณะที่กำลังรักษาตัว หรือ รอดพ้นจาก “มาตรการหว่านแห” ค้นหาผู้ใช้ยา จับตัวมาบำบัด แนวคิดผู้เสพคือผู้ป่วย ไม่ใช่อาชญากร คงเป็นเรื่องไม่ง่ายสำหรับสังคมไทยเท่าไหร่เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว่กระบวนการ"บังคับบำบัด" ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 จะทำให้ปัญหายาเสพติดหมดไปจากประเทศได้หรือเปล่า ติดตามตอนต่อไปนะจ๊ะ

ร่วมเข้าชื่อเพื่อเสนอ ร่าง พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฎิติบัติต่อบุคคล พ.ศ. ... (ภาคประชาชน)

มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ กำลังรวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอ ร่าง พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฎิติบัติต่อบุคคล พ.ศ. ... (ภาคประชาชน) กฎหมายฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเท่าเทียมในคนทุกกลุ่มในสังคม ตามกฎหมายนี้จะมีการจัดตั้งกลไกที่จะให้ความคุ้มครอง ผู้ที่ถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม จากบุคคล กลุ่ม หรือองค์กร โดยจะมีการจัดคณะกรรมการวินิจฉัยเพื่อช่วยเหลือ อีกทั้งยังมีบทกำหนดโทษสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม ตัวอย่างเช่น หากผู้ติดเชื้อเอชไอวี ถูกปฏิเสธรับเข้าทำงานทั้งที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่บริษัทต้องการ เพราะ ทราบข้อมูลว่าเป็นผู้ติดเชื้อ จากการบังคับตรวจเลือด จากกรณีนี้ ผู้เสียหายสามารถมายื่นเรื่องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยเพื่อดำเนินการ เพื่อช่วยเหลือและคุ้มครองต่อไป นอกจากผู้ติดเชื้อเอชไอวีกฎหมาฉบับนี้จะคุ้มครองคนกลุ่มอื่นๆด้วย อย่างเช่น คนพิการ กลุ่มคนที่มีความหลากหลานทางเพศ ผู้ใช้ยาเสพติด และผู้ที่ถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลที่ไม่เป็นธรรม เช่นเชื้อชาติ ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง ฯลฯ ที่ไม่เกี่ยวกับศักยภาพ ความสามารถของบุคคล ซึ่งการเสนอกฎหมายแต่ละฉบับจะต้องรวบรวมรายชื่อ ให้ได้ทั้งหมด 10,000 รายชื่อ ถึงจะนำเข้าสู่การพิจารณาในสภาได้ เราเริ่มรวบรวมรายชื่อตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 62 จนถึงตอนนี้ยังขาดรายชื่อสนับสนุนอีกมาก ส่วนใครยังไม่รู้ว่ากฎหมายที่เรากำลังผลักดันกันอยู่เป็นยังไง แอดรวมลิ้งค์ที่เกี่ยวข้องมาไว้ให้แล้วด้านล่างจ้า รวมลิ้งค์เข้าชื่อสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ ขจัดการเลือกปฎิบัติต่อบุคคล พ.ศ....(ภาคประชาชน) เอกสารอ่านเพิ่มเติม สาระสำคัญของกฎหมายคลิ๊ก เอกสารอ่านประกอบเพื่อทำความเข้าใจคลิ๊กลิ้งค์ขั้นตอน การเข้าชื่อเสนอกฎหมายคลิ๊ก ลิ้งค์ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม เข้าชื่อเสนอกฎหมายคลิ๊ก เมื่อกรอกรายละเอียดเสร็จแล้ว ให้แบบฟอร์มและสำเนาบัตรส่งมาที่ มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ 133/235 หมู่บ้านรื่นฤดี3 ถนนหทัยราษฎร์ แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กทม 10510 ***ไม่ต้องลงวันที่ในเอกสาร*********

ร่างพระราชบัญญัติพืชยา กัญชา กระท่อม พ.ศ. .... (ฉบับประชาชน)

ร่างพระราชบัญญัติพืชยา กัญชา กระท่อม พ.ศ. .... (ฉบับประชาชน) แอดเอามาแปะไว้เผื่อใครยังไม่เคลียร์ว่า พ.ร.บ.นี จะเข้ามีบทบาทอย่างไรกับการรักษาโรคด้วยสมุนไพร หรือจะอ่านรอไปพลางๆก่อนจะร่วมลงชื่อสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ.กับมูลนิธิศูยน์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ เอกสารเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. พืชยา กัญชา กระท่อม 1. ร่าง พ.ร.บ. พืชยา กัญชา กระท่อม https://drive.google.com/file/d/16weZHU2RBkxzuwGk2atlsp8SHRFDoVJz/edit?fbclid=IwAR06QZJFC0bED2ihU4KV4QVk695M49OYN2oAbYCeL-SgYYyK-Rnqcnls8oE 2. สรุปเหตุผลความจำเป็นและสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. พืชยา กัญชา กระท่อม https://drive.google.com/file/d/1Do86mBOro2TJJWFRdzUiKve-NckYId_F/edit?fbclid=IwAR3e1H29cKDJfFtc1gzijRQZIf3SHFGh7qHmFMsD2nxwGacPBLcjU1GM-6E 3. Press Release https://drive.google.com/file/d/1yKanSaTJdjnpusVe-JUNoSmvOJeFa2v4/view?fbclid=IwAR1RtKzHqRrdz8M0ftZtvYsw1k-wsuoAvmEK94ZRqQ0rmWfvzsfK15P-2dQ 4. แบบฟอร์ม เอกสารการลงลายมือชื่อของผู้ริเริ่มการเสนอกฎหมาย https://drive.google.com/file/d/13dcnwU_mSxKvW_kb-8rvmQeNOVQD3KGC/edit?fbclid=IwAR2PusTariY9s8T_QvXluKuAFZntXun8I_l2ldhdNGUGczsSj5KuZHwz8O4 5. แบบฟอร์ม เอกสารการลงลายมือชื่อของผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมาย https://drive.google.com/file/d/1Giia5XOFwj0nLtUwrmQ7dMKi6uMLHhEl/edit?fbclid=IwAR0S_zoinwUd0pcw-EzMTUpQl_oAbQHr836mU54OncicnBZ2xWWsXlhwUY8 ใครเข้ามาอ่านแล้ว ช่วยแอดลงชื่อสนับสนุนกันเยอะๆนะ ถ้าชวนเพื่อนๆมาลงชื่อด้วยยิ่งดีเลยจ้า

จำนวนทั้งหมด 14 บทความ ดูกรณีศึกษาทั้งหมด