เรื่องเล่าจาก inbox ของแฟนเพจ EP.02 : เพราะขาดเอกสารจึงนำมาซึ่งความสูญเสีย

เรื่องเล่าจาก inbox ของแฟนเพจมูลนิธิฯ ออกจะเศร้าหน่อย แต่แอดคิดว่าเรื่องราวของผู้ติดเชื้อท่านนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับคนทำงานด้านสิทธิ ซึ่งแอดคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านหลายท่านด้วยเช่นกัน จึงนำมาเล่าให้นำไปเป็นแนวทางการจัดการเผื่อเจอปัญหากรณีคล้ายๆกันนี้ เริ่มต้นจากแอดได้รับข้อความจากลูกเพจ ซึ่งเป็นญาติของผู้ติดเชื้อรายหนึ่ง อยู่ในพื้นที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เข้ามาสอบถามเกี่ยวกับปัญหาสิทธิสุขภาพ พอเจ้าหน้าที่ทีมกฎหมายของมูลนิธิฯเข้ามารับเรื่องและได้สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ก็พบว่า ผู้ติดเชื้อรายนี้(ต่อไปขอเรียกว่าคุณเอ)ไม่สามารถใช้สิทธิเข้ารับบริการสุขภาพได้ เนื่องจากถูกจำหน่ายชื่ออกจากทะเบียนราษฎร์ ก่อนอื่นต้องขอท้าวความเกี่ยวกับที่มาที่ไปของการจำหน่ายชื่อออก คุณเอเป็นผู้ถือบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 0 คือเลขบัตรของคนที่ได้รับการรับรองเป็นบุคคลแล้วแต่ไม่มีสัญชาติ ปกติแล้วหากได้รับการรับรองว่าเป็นบุคคล ถึงแม้จะยังไม่ได้สัญชาติไทยก็สามารถใช้สิทธิการรักษาพยาบาลได้ผ่านกองทุนคืนสิทธิ โดยสิทธิประโยชน์ก็จะได้เทียบเท่ากับสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า(บัตรทอง) ในกรณีคุณเอ ถูกจำหน่ายชื่อออกเมื่อปี 2552 โดยเจ้าหน้าที่อ้างเหตุผลตามระเบียบสำนักทะเบียนกลาง ว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ.2535 ข้อ 110 บุคคลซึ่งมีชื่อในทะเบียนบ้านโดยมิชอบ แต่เจ้าตัวพึ่งทราบว่าชื่อตนถูกจำหน่ายออกเมื่อปี 2559 จึงการดำเนินการยื่นคำร้องคืนสถานะเดิม แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่รับดำเนินการเนื่องจากเอกสารที่ถืออยู่ยังไม่หมดอายุ สามารถใช้สิทธิและทำงานต่อได้ คุณเอจึงไม่ได้ดำเนินการอะไร ต่อมาในปี 2560 คุณเอไปดำเนินการต่ออายุบัตร แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถดำเนินการให้ได้ อ้างว่าชื่อถูกจำหน่ายออกไปแล้ว ซึ่งกระบวนการคัดชื่อออกนี้เจ้าของชื่อไม่ได้รับการแจ้งจากเจ้าหน้าที่ให้มาโต้แย้งสิทธิ และไม่มีการออกมาชี้แจงเหตุผลเป็นรายลักษณ์อักษรแต่อย่างใด เมื่อบัตรประจำตัวหมดอายุลงสิทธิการรักษาพยาบาลจึงถูกระงับ มากไปกว่านั้นคุณเอไม่สามารถทำงานได้เนื่องจาก ไม่สามารถออกเอกสารเพื่อรับรองสถานะบุคคลไปยืนยันต่อนายจ้าง แต่เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ เมื่อบัตรหมดอายุ คุณเอจึงก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายค่ายา และบริการสุขภาพเองทั้งหมดเอง ถ้าว่ากันจริงๆแล้วหากไม่มีกองทุนเพื่อจ่ายค่ายาค่ารักษา ค่าใช้จ่ายตรงนี้ถือว่าสูงมาก ยิ่งด้วยตอนนี้คุณเอก็ไม่ได้มีรายได้เหมือนแต่ก่อน การเข้าถึงยาที่ดี การรักษาที่มีคุณภาพมาตรฐานจึงเป็นไปได้ยาก สถานการณ์จึงค่อยๆแย่ลงเรื่อยๆ จนมาถึงเมื่อช่วงเดือนตุลาคมปี 63 ที่ญาติของคุณเอติดต่อเข้ามาทางแฟนเพจ เมื่อเจ้าหน้าที่ทีมกฎหมายของมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์รับเรื่องและสอบถามข้อเท็จจริงแล้ว จึงได้ประสานกับเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีในพื้นที่ใกล้เคียงให้นำยาต้านไวรัสไปให้เป็นการช่วยเหลือเบื้องต้น และได้ประสานกับสถาบันให้คำปรึกษาและฝึกอบรมการกำหนดสถานะและสิทธิของบุคคล (สปผส.) คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้ผลัดถิ่น และสภาทนายความ เพื่อดำเนินการเรื่องสิทธิและสถานะบุคคล แต่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง หลังจากที่มูลนิธิดำเนินการช่วยเหลือไปประมาณ 1 สัปดาห์ คุณเอได้จากเราไปก่อน โดยญาติแจ้งว่า ได้รับยาต้านเอชไอวีจากเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีแล้ว แต่คุณเอมีอาการป่วยเรื้อรังมาก่อนหน้านี้มานานจึงเสียชีวิตไปก่อนโดยยังไม่ทันได้ทานยา จากคำบอกเล่าจากเจ้าหน้าที่ทีมกฎหมายของมูลนิธิฯ เรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณเอเป็นเรื่องที่สะเทือนใจเป็นอย่างมาก การสูญเสียชีวิตมนุษย์คนหนึ่งเพราะปัญหาเรื่องเอกสาร เป็นเรื่องที่ไม่ควรให้เกิดขึ้นเลยสำหรับคนที่ดำเนินการช่วยเหลือ ถึงแม้ว่าจะเรื่องที่เกิดขึ้นนี้จะน่าเศร้าใจ แต่เรื่องของคุณเอก็ทำให้เราได้เห็นความสำคัญของการเข้าถึงบริการสุขภาพ สิทธิสุขภาพที่เราอาจจะไม่ได้ใช้ แต่สำหรับคนที่เขายากลำบากนั้น ถือได้ว่าเป็นเรื่องของชีวิตความเป็นความตายเลยทีเดียว หากรัฐไม่รับรองสิทธิของเขาในฐานะบุคคล ก็แทบไม่มีทางเลยที่คนกลุ่มนี้จะได้รับบริการสุขภาพ การที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิทธิของบุคคลเมื่อเกิดข้อผิดพลาดในระบบข้อมูลทะเบียนราษฎร์ หรือดำเนินการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อย่างเช่น การประสานกับโรงพยาบาลที่เจ้าของสิทธิ์สังกัดอยู่ให้ดำเนินการจ่ายยาที่ต้องทานต่อเนื่องไปก่อน โดยอาจจะมีการหนังสือเพื่อขอความอนุเคราะห์จากโรงพยาบาล เป็นต้น สถานการณ์ปัญหาเรื่องเอกสารประจำตัวบุคคลยังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ในประเทศไทย และมีไม่กี่องค์กรทีเข้ามาช่วยเหลือ มีผู้คนมากมายถูกปล่อยลอยแพ ไม่สามารถใช้สิทธิที่เข้าสมควรจะได้และนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างกรณีนี้ หรืออาจจะสรุปได้ว่าสาเหตุการเสียชีวิตที่จริงแล้วไม่ใช่พฤติกรรมสุขภาพที่ทำให้ป่วย หรือโรคที่อยู่ในตัวผู้ติดเชื้อ แต่อาจเป็นเพราะสิ่งแวดล้อมอย่าง กฎหมาย นโยบาย และระบบการบริหารงานของราชการมากกว่า ที่กีดกันไม่ให้เขาเข้าถึงบริการและเกิดความสูญเสียในที่สุด สุดท้ายในนามมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ขอแสดงความเสียใจและขอขอบคุณ คุณเอ และครอบครัวที่อนุญาตให้นำเรื่องราวมาเผยแพร่ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2551/E/180/1.PDF

เรื่องเล่าจาก inbox EP.01 พบว่าเลือดบวกช่วงโควิด-19 แต่ทำงานอยู่ต่างแดนกลับบ้านไม่ได้

เรื่องเล่าจาก inbox EP.01 พบว่าเลือดบวกช่วงโควิด-19 แต่ทำงานอยู่ต่างแดนกลับบ้านไม่ได้เผลอแป๊บเดียวปี 2563 ก็มาถึงช่วงท้ายแล้ว เวลาของปีนี้ผ่านไปเร็วมาก สาเหตุส่วนหนึ่งเราทราบกันดีว่า ทั่วโลกเดือดร้อนเพราะการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธ์ใหม่ 2019 หรือที่เรียกกันว่า โควิด-19 ทำให้โครงการต่างๆที่คิดจะทำในปีนี้ต้องพับไปโดยปริยาย มารู้สึกตัวอีกทีก็ย่างเข้าเดือนตุลาคม แต่ว่าใพนช่วงการระบาดของโควิด-19 ก็มีเรื่องราวดีๆเกิดขึ้นบ้างแอดเลยนำมาเล่าให้ฟัง เรื่องครั้งนี้เป็นเรื่องของลูกเพจท่านหนึ่ง ทักเข้ามาทางแฟนเพจ เพื่อปรึกษาเรื่องหน่วยงานที่ให้บริการตรวจเลือด และบริการสุขภาพเกี่ยวกับเอชไอวี/เอดส์ ลูกเพจท่านนี้ทำงานเป็นพนักงานบริการอยู่ที่ฮ่องกง เนื่องจากเป็นอาชีพที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สูง ลูกเพจท่านนี้จึงดูแลเรื่องสุขภาวะทางเพศเป็นอย่างดี แต่ในช่วง9เดือนที่ผ่านมาไม่ได้ตรวจเลือด และสังเกตว่าตนป่วยบ่อย เจ้าตัวเกิดความสงสัยจึงใช้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองตรวจเลือด ปรากฎว่าผลที่ออกมาเป็นบวก แต่เบื้องต้นแอดก็แนะนำว่าให้ไปตรวจเลือดที่หน่วยบริการสุขภาพเพื่อยืนยันอีกที เพราะการตรวจเอชไอวีด้วยชุดตรวจเป็นแค่การคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น หากอยู่ในประเทศไทย คนไทยที่มีเลขประจำตัว 13 หลักสามารถเข้าถึงบริการตรวจเลือดได้ง่ายๆ เพราะมีองค์กรที่จัดบริการทั้งภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนครอบคุมในหลายกลุ่มเป้าหมาย และการเข้ารับบริการแทบจะไม่เสียค่าใช้จ่าย ถ้ามีลูกเพจทักเข้ามาในเพจปกติแอดก็สามารถแนะนำบริการที่เหมาะสมตามความสะดวกของลูกเพจ แต่เหตุที่ทำให้เรื่องของลูกเพจท่านนี้น่าสนใจคือ ประการแรกเขาไม่ได้อยู่ในประเทศไทยซึ่งแอดเองก็ไม่ทราบว่าแหล่งหน่วยบรากรสุขภาพด้านเอชไอวีมีที่ไหนอย่างไรบ้าง ต่อมาคือการระบาดของโควิด-19 ทำให้เขาไม่มาสามารถกับประเทศได้ในทันที ทางลูกเพจท่านนี้ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็มีไปหาแหล่งบริการที่อยู่ในพื้นที่อยู่เหมือนกัน จากคำบอกเล่าของลูกเพจ ที่ฮ่องก็มีบริการตรวจเลือดฟรีเช่นกัน แต่ค่าใช้จ่ายเรื่องการรักษาเอชไอวีที่นั่นตกราว 6 หมื่นบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับรายได้ที่เขาหาได้ในฮ่องกงคงจะไม่ไหว ส่วนทีมทำงานด้านคุ้มครองสิทธิของมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ มีความพยาพยามที่ประสานหน่วยงานและญาติให้ส่งยาต้านจากไทยไปยังฮ่องกง แต่ก็ติดปัญหาเพราะไม่มีเครื่องบินบินข้ามประเทศในช่วงโควิค-19 อีกทั้งติดเรื่องข้อกฎหมายต่างๆ การส่งยาข้ามประเทศ และเรื่องภาษี ทำให้การส่งยาจากไทยเป็นไปได้ยาก ทางเลือกถัดมาจึงเป็นการหาแหล่งทรัพยากรในพื้นที่ที่ใกล้ตัวเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งมูลนิธิฯก็ทำได้แค่สอบถามลูกเพจท่านนี้เป็นระยะ เพราะด้วยสถานการณ์ ผลปรากฎว่าหลังจากนะเนอีกไม่นาน ลูกเพจท่านนี้ก็สามารถหน่วยงานที่ให้บริการและในปัจจุบันลูกเพจท่านนี้ก็ได้เข้าสู่กระบวนการรักษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ข้อสังเกตที่น่าสนใจสำหรับเรื่องราวของลูกเพจท่านนี้คือ ตัวลูกเพจเองผ่านการอบรมและรับข้อมูลเรื่องเอชไอวีมามากพอสมควร ซึ่งนั่นทำให้เขารู้จักดูแลตัวเอง ไม่กระวนกระวายเมื่อเกิดผลเลือดออกมาเป็นบวก หาแหล่งทรัพยากรที่จะมาช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จะเห็นได้ว่าการมีข้อมูลความรู้สามารถช่วยให้เราคลายความกังวลได้ระดับหนึ่ง แต่มากไปกว่านั้นคือทัศนคติที่ไม่ได้มองว่าติดเชื้อเอชไอวีแล้วจะต้องตาย ทำให้ลูกเพจท่านนี้จึงควบคุมสติและหาทางแก้ปัญหาได้ดี เรื่องราวของลูกเพจท่านนี้เป็นตัวอย่างของการจัดการปัญหาที่ดี เพราะได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ ทำให้เห็นว่าการทำงานด้านความรู้และความเข้าใจด้านเอชไอวีและเอดส์ มีความสำคัญและจะดีกว่านี้ ถ้าช่วยกันนำเรื่องราวเหล่านี้แชร์ไปให้เพื่อนๆได้เรียนรู้ร่วมกันด้วยนะจ๊ะ

ว่าด้วยเงินสงเคราะผู้ป่วยเอดส์ : ไขข้อข้องใจทำไมผู้ติดเชื้อเอชไอวีไม่ได้?

ช่วงนี้ที่ผ่านลูกเพจเข้ามาถามในแชทบ่อยๆเรื่อง เงินสงเคราะห์ผู้ป่วยเอดส์ ส่วนใหญ่คำถามที่แอดได้รับจากลูกเพจก็จะเป็นประเด็นที่ว่า ทำไมหน่วยงานที่มีหน้าที่จ่ายเงินสงเคราะห์ในพื้นที่จึงยกเลิกการจ่ายเงิน วันนี้แอดมาไขข้อข้องใจให้ลูกเพจทุกคนกันจ้า ว่าด้วยเรื่องเงินสงเคราะห์ เราต้องท้าวความถึง “ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพขององค์กรการปกครอง่วนท้องถิ่น พ.ศ.2548” ได้ระบุให้มีการจ่ายเบี้ยยังชีพให้แก่ ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ป่วยเอดส์ ซึ่งในรายละเอียดเรื่องคุณสมบัติของผู้รับเงินสงเคราะห์ คนที่เข้าข่ายงสามกลุ่มนี้จะต้องอยู่ในภาวะยากลำบาก คือ รายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ ไม่สามารถประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงดูตัวเอง ขาดผู้อุปการะ สำหรับกรณีผู้ป่วยเอดส์จะต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ด้วย ในตอนนั้น (ปี 2548) เทคโนโลยีด้านการรักษา ยาต้านเอชไอวียังไม่ได้พัฒนาเท่าในปัจจุบัน ทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีป่วยเป็นเอดส์มากกว่าในปัจจุบีน และความเชื่อที่ว่าผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์ในขณะนั้นได้รับเงินสงเคราะห์ แต่กาลเวลาผ่านมาจนปัจจุบัน เทคโนโลยียาต้านพัฒนาจนสามารถทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาวและแข็งแรงแบบคนที่ไม่มีเชื้อ และองค์ความรู้ด้านเอชไอวี/เอดส์ก้าวหน้าไปมากขึ้น มีการนิยามใหม่ทำให้ผู้ติดเชื้อแยกจากผู้ป่วยเอดส์ เรื่องของเรื่องมันเกิดจาก เมื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) เข้ามาตรวจสอบหน่วยงานที่มีหน้าที่จ่ายเงินสงเคราะห์ ก็พบว่ามีการจ่ายเงินให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ที่ไม่ใช่ผู้ป่วยเอดส์ที่ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบ สตง.วินิจฉัยว่าหน่วยงานนั้นจ่ายผิดประเภท ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐมีความผิด ส่งผลให้หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบยกลิกการจ่ายเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้ติดเชื้อเอชไอวี และให้เฉพาะคนที่เป็นผู้ป่วยเอดส์ ซึ่งต้องมีใบรับรองแพทย์ระบุชัดเจนว่าป่วยเป็นเอดส์เท่านั้น เพราะกลัวว่าจะโดน สตง.เอาผิด ดังนั้น ผู้ติดเชื้อที่เคยได้เงินสงเคราะห์จึงไม่สามารถใช้เงินส่วนนี้ได้อีกต่อไป ครั้นจะไปขอใบรับรองแพทย์ให้หมอระบุว่าเป็นเอดส์ก็ไม่ได้ เพราะตนเองรับยาต้านไม่ได้ป่วยเป็นเอดส์ เมื่อมีการยกเลิกการจ่ายเงินสงเคราะห์ให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ก็มีทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบและผู้ที่ไม่ได้เดือดร้อนกับเงินส่วนนี้ เกิดประเด็นถกเถียงในกลุ่มผู้ติเชื่อเอชไอวีกันอย่างกว้างขวาง ผู้ติดเชื้อส่วนหนึ่งมองว่า เมื่อเรายืนยันว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีเหมือนคนอื่น ๆ ทำงานได้ ก็เท่ากับว่าเราสามารถเลี้ยงดูตัวเองไม่จำเป็นต้องรับเงินสงเคราะห์ แต่อีกฝั่งก็มองว่า การรับเงินสงเคราะห์ยังเป็นสิ่งจำเป็นเพราะผู้ติดเชื้อเอชไอวีบางส่วนได้รับผลกระทบเรื่องการทำงานและการใช้ชีวิต เช่น ถูกกีดกันจากการรับเข้าทำงาน ถูกทอดทิ้งเพราะถูกรังเกียจ ไม่มีผู้ดูแลอุปการะ ทำให้ไม่มีรายได้มาใช้ยังชีพ จากการให้ข้อมูลจากคุณสุภัทรา นาคะผิว ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ เกี่ยวกับประเด็นนี้ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้มีการยื่นหนังสือเพื่อให้แก้ไขระเบียบดังกล่าว โดยให้ครอบคลุมถึงผู้ติดเชื้อเอชไอวี แต่จะต้องมีการประเมินว่าผู้ติดเชื้อที่ขอรับเงินสงเคราะห์อยู่ในภาวะยากลำบากหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ อย่างไรก็ตามตอนนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการจ่ายเงินสงเคราะห์ยังไม่สามารถจ่ายเงินให้กับผู้ติดเชื้อได้ ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า จะมีการแก้ไขระเบียบดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งแอดจะมาบอกทันทีหากมีความเคลื่อนไหวเพิ่มอ้างอิง http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2548/00172706.PDF

เราไม่เอาการเลือกปฏิบัติ [GENDER Talk Podcast EP.09]

เราไม่เอาการเลือกปฏิบัติ [GENDER Talk Podcast EP.09]

จำนวนทั้งหมด 28 บทความ ดูกรณีศึกษาทั้งหมด