สมัครสมาชิกใหม่

กล่องฝากข้อความ
ข้อจำกัด

มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
Foundation For AIDS Rights (FAR)
Choose your language :

กรณีศึกษาที่น่าสนใจทั้งหมด (30 บทความ)

สถิติผู้ต้องขังเรือนจำไทย ผลจากนโยบายยาเสพติดที่น้อยคนจะรู้

วันนี้ขอนำเสนอสถิติของเรือนจำล่าสุดมาให้ดูกัน เป็นตัวเลขที่ไม่ค่อยมีคนรู้ หรือไม่เชื่อ เลยเอาเผยแพร่ให้รู้ให้เห็นทั่วกัน เพื่อจะได้เห็นว่า กระบวนการยุติธรรมไทย บิดเบี้ยวและถูกทำให้ผิดเพี้ยนไปด้วยนโยบายยาเสพติดที่เดินผิดทางมากว่า 30 ปี ไม่มีที่ไหนในโลกนี้. ที่มีผู้ต้องขังคดียาเสพติดอยู่ในเรือนจำสูงถึง 81.57% เหมือนประเทศไทย และเป็นยาบ้าเสีย 4/5 ของยาเสพติดทั้งหมด ในขณะที่นักโทษคดีอื่นๆ ทั้งจี้ปล้น ฆ่า ทำร้าย ฉ้อโกง ลักทรัพย์ ทุจริต และอื่นๆ ทั้งหมดรวมกันทุกความผิด มีแค่ 18.43% เท่านั้น มาดูตัวเลขกัน ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 เรือนจำทั่วประเทศมีผู้ต้องขังทั้งหมด 319,082 คน (จากเดิมที่จำนวนผู้ต้องขังเกือบแสนแปดหมื่นคน แต่เพราะมีเหตุพิเศษ อภัยโทษสองครั้ง จึงมีนักโทษถูกปล่อยตัวไปประมาณหกหมื่นคน) เป็นผู้ต้องขังคดียาเสพติดถึง 260,270 คน (81.57%) เป็นผู้ต้องขังคดีความผิดอาญาอื่นทุกความผิดในประเทศไทย รวมกัน มีแค่ 58,812 คน (18.43%) เท่านั้น มาดูสถิตินักโทษเด็ดขาดคือ ผู้ที่คดีถึงที่สุดแล้ว คดีจบสิ้นสมบูรณ์ ไม่มีอุทธรณ์ ฎีกาอีกแล้ว มีนักโทษเด็ดขาดทั้งหมด 259,915 คน เป็น นักโทษเด็ดขาดคดียาเสพติดสูงถึง 82.86% (215,372 คน) ในขณะที่นักโทษเด็ดขาดในคดีความผิดอย่างอื่นรวมกัน มีแค่ 17.14% (44,543 คน) เท่านั้น ในจำนวนนักโทษเด็ดขาดคดียาเสพติด มียาเสพตืดสองประเภทเท่านั้น ที่ระบาดมาก คือ ยาบ้า และไอซ์ เป็นคดียาบ้า 75.02% ยาไอซ์ 12.9% ส่วนยาเสพติดอย่างอื่นนแต่ละอย่าง (รวมทั้งกันชา) ไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซนต์ สัดส่วนของผู้ถูกขังในเรือนจำอย่างนี้ ผิดปกติอย่างมาก ไม่มีที่ไหนในโลกเหมือนไทย เป็นข้อเท็จจริงและตัวเลขที่แปลกประหลาดมาก แสดงว่าระบบกระบวนการยุติธรรม และแนวทางปราบยาเสพติดของไทยผิดเพี้ยนมากมาย แต่กลับไม่มีคนสนใจที่จะแก้ไข ถ้าไม่รวมปัญหาเรื่องยาเสพติด จะเห็นว่าประเทศไทยมีอาชญากรรมอย่างอื่นน้อยมาก การที่มีผู้ทำผิดคดียาเสพติดถูกขังในเรือนจำ ถึง 81.57% ดูเหมือนว่าการปราบยาเสพติดได้ผลดีอย่างนั้นหรือ แต่ในความเป็นจริง ยาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้า ยิ่งระบาดมาก มีทุกหัวระแหง ราคาลดต่ำลงมามาก แสดงว่ามีของในตลาดมากมาย มีคนที่ติดยาบ้าหลายล้านคน อยู่ในเรือนจำสองแสนกว่าคน ทำให้เห็นว่า การปราบยาบ้าตามแนวทางเดิมที่ทำอยู่ ไม่ได้ผล เดินมาผิดทาง ยิ่งแก้ ปัญหายิ่งหนักหนาสาหัสมากขึ้นทุกวัน ในโลกนี้มีแนวทางแก้ปัญหายาเสพติดสองแนวทางใหญ่ๆ 1 แนวทางแรกคือ แนวทางแบบอเมริกา เน้นปราบปรามเด็ดขาด จับเอาเข้าคุกอย่างเดียว ใครเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นตัวเล็กตัวน้อย หรือตัวใหญ่ จับมาติดคุกให้หมด ไม่สนใจว่าจะเป็นการทำลายทรัพยากรมนุษย์หรือไม่ ซึ่งแนวทางของไทย เราตามแบบอเมริกามาเกือบสี่สิบปีแล้ว ตั้งแต่ตั้ง ปปส และ บชปส ที่อเมริกากดดันและสนับสนุนรัฐบาลไทยให้ตั้งขึ้น และอเมริกามีอิทธิพลครอบงำทางความคิดของ ปปส และ บชปส ผ่านการฝึกอบรม ดูงาน และการให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการมาตลอด 2. อีกแนวทางหนึ่งคือ การแก้ปัญหาแบบยุโรป มองปัญหาแยกเป็นสองส่วน คือ พวกผู้ผลิต ผู้นำเข้า ส่งออก ผู้ค้ารายใหญ่ เป็นอาชญากรที่ต้องทุ่มเทกำลังปราบปรามเอาจริงเอาจัง ส่วนพวกติดยา พวกที่ต้องมาขายยารายเล็กรายน้อย เป็นพวกที่มีปัญหาสังคม ที่ต้องแก้ปัญหาด้วยการหาทางฟื้นฟู และไม่เอามาติดคุกให้ตกงานและไม่ทำลายทรัพยากรมนุษย์ ในยุโรปหลายประเทศ มีคลีนิคนิรนาม แจกยาเสพติดให้ใช้ที่คลีนิคตามความจำเป็น หลังจากที่ได้พบหมอหรือนักจิตบำบัดแล้ว เพราะคนพวกนี้ ติดและเลิกยาก ต้องค่อยๆ บำบัดไป แต่การแจกยา เพื่อคนพวกนี้จะได้ไม่ต้องไปขายยาเพื่อหาเงินมาเสพยา เพราะการขายยาของคนที่ติดยา จะสร้างผู้เสพหน้าใหม่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แม้คนพวกนี้จะติดยา แต่ยังทำงานได้ เขาจึงไม่อยากเอามาไว้ในคุก พยายามประคับประคอง บำบัด ด้วยการแก้ปัญหาทางสังคม ในไทย ยาเสพติดมีราคาแพง คนติดยาไม่มีปัญญาซื้อ ก็ต้องไปขายยา เพื่อให้ตัวเองได้เสพยาจากกำไรในการขาย คนติดยาพวกนี้จะถูกจับเข้าคุก ตกงาน และเมื่อออกไปจากคุก ก็ไม่มีอนาคตเหลือ ไม่สามารถหางานใหม่ได้ ทางเลือกคือ ประกอบอาชีพอิสระ (ซึ่งมีไม่มาก) หรือลักทรัพย์ ปล้นจี้ หรือไปขายยาต่อ ยิ่งเอารายเล็กรายน้อยเข้าคุกมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งทำลายทรัพยากรมนุษย์ ทำลายกำลังแรงงาน และเพาะสร้างอาชญากร โดยเฉพาะผู้ค้ารายใหญ่ มากขึ้นเท่านั้น ไม่มีที่ไหนเพาะพันธุ์อาชญากรได้ดีไปกว่าในเรือนจำหรอกครับ และด้วยวิธีการปราบปรามของไทยที่ไม่คุ้นชินกับการสืบสวนระยะยาวเป็นเวลานานเพื่อหาหลักฐานจับรายใหญ่ เพราะกฎหมายและระบบไม่เอื้ออำนวย ทำให้เจ้าหน้าที่นิยมจับรายย่อย เพราะจับง่าย ไม่มีปัญญาสู้คดี ได้ความดีความชอบ ดีกว่าจับรายใหญ่ ที่จับยาก หาหลักฐานยาก เอาผิดยาก การปราบของไทยจึงมีแต่รายย่อย ปลาซิว ปลาสร้อย พวกติดยาที่ขายยาเล็กน้อย พวกเดินยา พวกรับจ้างขน พวกกองทัพมด เต็มไปหมด แต่รายใหญ่ที่ติดจริงมีน้อยถึงน้อยมากที่สุด นโยบายปราบยาเสพติดของไทยจึงล้มเหลว ยิ่งปราบ ยาเสพติดยิ่งระบาดมาก เพราะเราไม่ทุ่มเทเพื่อจับรายใหญ่เหมือนในยุโรป เราเอากำลังมาจับรายเล็กรายน้อยหมด ซึ่งเป็นการปราบที่ไร้คุณภาพ คดีอาญามากกว่า 1/3 เป็นคดียาเสพติด รายย่อยทั้งนั้น รกโรงรกศาลเต็มไปหมด เมื่อไหร่เราจะเปลี่ยนจากแนวทางปราบปรามอย่างเดียวแบบอเมริกา มาศึกษาและนำเอาแนวทางแบบยุโรปมาใช้แทน ในขณะที่แนวทางปราบอย่างอเมริกา ทำให้อเมริกามีนักโทษสูงกว่าสามล้านคน ซึ่งสูงที่สุดในโลก แนวทางแบบยุโรป มำให้หลายประเทศ ปิดคุกไปเพราะไม่มีนักโทษให้ขัง และยาเสพติดระบาดในวงจำกัด น้อยกว่าที่อเมริกามาก งบประมาณที่จะต้องเอามาเลี้ยงนักโทษ ก็เอาไปใช้พัฒนาประเทศแทน ไม่ทำลายคนด้วยการทำให้เป็นคนขี้คุก ที่ชีวิตจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ขอแค่ให้พิจารณาศึกษาแนวทางแก้ปัญหายาเสพติดแบบยุโรป ที่ได้ผล แล้วเอามาปรับใช้ แทนที่จะเดินตามแนวทางปราบอย่างเดียวของอเมริกาจะได้ไหม ปปส จะไม่ศึกษาวิธีแก้ปัญหาของยุโรป หรือเอามาใช้หรือครับ เพราะการปราบแบบอเมริกามี่ทำมาหลายสิบปี ไม่ได้ผล ยิ่งปราบยาบ้ายิ่งเยอะ คนติดยาเพิ่มสูงขึ้นตลอด เห็นได้ชัดว่า การแก้ปัญหาแบบเก่าไม่ได้ผล พวกท่านก็ยังจะดันทุรัง เดินหน้าเอาหัวชนฝาต่อไปเรื่อยๆ หรือครับ วันชัย รุจนวงศ์ 19 กพ 64

ขอบคุณที่ได้รู้จักเธอ

ดิฉันเป็นทราบว่าโรคนี้ตั้งแต่ พย.2012 ไม่ตกใจ แต่กังวลไม่คิดว่าใกล้ตัวแบบนี้ คิดว่าการปรับตัวเป็นสิ่งสำคัญของการเป็นโรคนี้ อยู่กับเขาให้ได้. โรคนี้ยังดีกว่ามะเร็ง เจ็บน้อยกว่ามะเร็ง มีแต่การต้องตระหนักว่ายามีความสำคัญดูแลตัวเองให้กินยาสม่ำเสมอ เพราะฉะนั้น คนรอบข้างที่ให้กำลังใจสำคัญ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ตัวเองต้องให้กำำลังใจตัวเองให้ได้ เกิดหนเดียวตายหนเดียว ชาติหน้าไม่มีไม่ต้องพึ่งมนุษย์มาก ขอพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนฟ้า เชื่อว่ามีอนาคตสดใส จริงๆขอจากฟ้า มีคนรู้ใจที่่เคียงข้างไปจนหมดลมหายใจจะดี ขออยู่เป็นกำลังใจให้เพื่อนร่วมโรคนี้ด้วยกันนะค่ะ เข้มแข็ง สู้ๆต่อไป ลมหายใจยังมี ขอเพียงศรัทธา และไม่สิ้นหวัง หวังว่าจะเป็นแรงใจเล็กน้อย และขอแรงใจจากเพื่อนๆในกลุ่มด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

เรื่องเล่าจาก inbox ของแฟนเพจ EP.02 : เพราะขาดเอกสารจึงนำมาซึ่งความสูญเสีย

เรื่องเล่าจาก inbox ของแฟนเพจมูลนิธิฯ ออกจะเศร้าหน่อย แต่แอดคิดว่าเรื่องราวของผู้ติดเชื้อท่านนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับคนทำงานด้านสิทธิ ซึ่งแอดคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านหลายท่านด้วยเช่นกัน จึงนำมาเล่าให้นำไปเป็นแนวทางการจัดการเผื่อเจอปัญหากรณีคล้ายๆกันนี้ เริ่มต้นจากแอดได้รับข้อความจากลูกเพจ ซึ่งเป็นญาติของผู้ติดเชื้อรายหนึ่ง อยู่ในพื้นที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เข้ามาสอบถามเกี่ยวกับปัญหาสิทธิสุขภาพ พอเจ้าหน้าที่ทีมกฎหมายของมูลนิธิฯเข้ามารับเรื่องและได้สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ก็พบว่า ผู้ติดเชื้อรายนี้(ต่อไปขอเรียกว่าคุณเอ)ไม่สามารถใช้สิทธิเข้ารับบริการสุขภาพได้ เนื่องจากถูกจำหน่ายชื่ออกจากทะเบียนราษฎร์ ก่อนอื่นต้องขอท้าวความเกี่ยวกับที่มาที่ไปของการจำหน่ายชื่อออก คุณเอเป็นผู้ถือบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 0 คือเลขบัตรของคนที่ได้รับการรับรองเป็นบุคคลแล้วแต่ไม่มีสัญชาติ ปกติแล้วหากได้รับการรับรองว่าเป็นบุคคล ถึงแม้จะยังไม่ได้สัญชาติไทยก็สามารถใช้สิทธิการรักษาพยาบาลได้ผ่านกองทุนคืนสิทธิ โดยสิทธิประโยชน์ก็จะได้เทียบเท่ากับสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า(บัตรทอง) ในกรณีคุณเอ ถูกจำหน่ายชื่อออกเมื่อปี 2552 โดยเจ้าหน้าที่อ้างเหตุผลตามระเบียบสำนักทะเบียนกลาง ว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ.2535 ข้อ 110 บุคคลซึ่งมีชื่อในทะเบียนบ้านโดยมิชอบ แต่เจ้าตัวพึ่งทราบว่าชื่อตนถูกจำหน่ายออกเมื่อปี 2559 จึงการดำเนินการยื่นคำร้องคืนสถานะเดิม แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่รับดำเนินการเนื่องจากเอกสารที่ถืออยู่ยังไม่หมดอายุ สามารถใช้สิทธิและทำงานต่อได้ คุณเอจึงไม่ได้ดำเนินการอะไร ต่อมาในปี 2560 คุณเอไปดำเนินการต่ออายุบัตร แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถดำเนินการให้ได้ อ้างว่าชื่อถูกจำหน่ายออกไปแล้ว ซึ่งกระบวนการคัดชื่อออกนี้เจ้าของชื่อไม่ได้รับการแจ้งจากเจ้าหน้าที่ให้มาโต้แย้งสิทธิ และไม่มีการออกมาชี้แจงเหตุผลเป็นรายลักษณ์อักษรแต่อย่างใด เมื่อบัตรประจำตัวหมดอายุลงสิทธิการรักษาพยาบาลจึงถูกระงับ มากไปกว่านั้นคุณเอไม่สามารถทำงานได้เนื่องจาก ไม่สามารถออกเอกสารเพื่อรับรองสถานะบุคคลไปยืนยันต่อนายจ้าง แต่เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ เมื่อบัตรหมดอายุ คุณเอจึงก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายค่ายา และบริการสุขภาพเองทั้งหมดเอง ถ้าว่ากันจริงๆแล้วหากไม่มีกองทุนเพื่อจ่ายค่ายาค่ารักษา ค่าใช้จ่ายตรงนี้ถือว่าสูงมาก ยิ่งด้วยตอนนี้คุณเอก็ไม่ได้มีรายได้เหมือนแต่ก่อน การเข้าถึงยาที่ดี การรักษาที่มีคุณภาพมาตรฐานจึงเป็นไปได้ยาก สถานการณ์จึงค่อยๆแย่ลงเรื่อยๆ จนมาถึงเมื่อช่วงเดือนตุลาคมปี 63 ที่ญาติของคุณเอติดต่อเข้ามาทางแฟนเพจ เมื่อเจ้าหน้าที่ทีมกฎหมายของมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์รับเรื่องและสอบถามข้อเท็จจริงแล้ว จึงได้ประสานกับเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีในพื้นที่ใกล้เคียงให้นำยาต้านไวรัสไปให้เป็นการช่วยเหลือเบื้องต้น และได้ประสานกับสถาบันให้คำปรึกษาและฝึกอบรมการกำหนดสถานะและสิทธิของบุคคล (สปผส.) คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้ผลัดถิ่น และสภาทนายความ เพื่อดำเนินการเรื่องสิทธิและสถานะบุคคล แต่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง หลังจากที่มูลนิธิดำเนินการช่วยเหลือไปประมาณ 1 สัปดาห์ คุณเอได้จากเราไปก่อน โดยญาติแจ้งว่า ได้รับยาต้านเอชไอวีจากเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีแล้ว แต่คุณเอมีอาการป่วยเรื้อรังมาก่อนหน้านี้มานานจึงเสียชีวิตไปก่อนโดยยังไม่ทันได้ทานยา จากคำบอกเล่าจากเจ้าหน้าที่ทีมกฎหมายของมูลนิธิฯ เรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณเอเป็นเรื่องที่สะเทือนใจเป็นอย่างมาก การสูญเสียชีวิตมนุษย์คนหนึ่งเพราะปัญหาเรื่องเอกสาร เป็นเรื่องที่ไม่ควรให้เกิดขึ้นเลยสำหรับคนที่ดำเนินการช่วยเหลือ ถึงแม้ว่าจะเรื่องที่เกิดขึ้นนี้จะน่าเศร้าใจ แต่เรื่องของคุณเอก็ทำให้เราได้เห็นความสำคัญของการเข้าถึงบริการสุขภาพ สิทธิสุขภาพที่เราอาจจะไม่ได้ใช้ แต่สำหรับคนที่เขายากลำบากนั้น ถือได้ว่าเป็นเรื่องของชีวิตความเป็นความตายเลยทีเดียว หากรัฐไม่รับรองสิทธิของเขาในฐานะบุคคล ก็แทบไม่มีทางเลยที่คนกลุ่มนี้จะได้รับบริการสุขภาพ การที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิทธิของบุคคลเมื่อเกิดข้อผิดพลาดในระบบข้อมูลทะเบียนราษฎร์ หรือดำเนินการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อย่างเช่น การประสานกับโรงพยาบาลที่เจ้าของสิทธิ์สังกัดอยู่ให้ดำเนินการจ่ายยาที่ต้องทานต่อเนื่องไปก่อน โดยอาจจะมีการหนังสือเพื่อขอความอนุเคราะห์จากโรงพยาบาล เป็นต้น สถานการณ์ปัญหาเรื่องเอกสารประจำตัวบุคคลยังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ในประเทศไทย และมีไม่กี่องค์กรทีเข้ามาช่วยเหลือ มีผู้คนมากมายถูกปล่อยลอยแพ ไม่สามารถใช้สิทธิที่เข้าสมควรจะได้และนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างกรณีนี้ หรืออาจจะสรุปได้ว่าสาเหตุการเสียชีวิตที่จริงแล้วไม่ใช่พฤติกรรมสุขภาพที่ทำให้ป่วย หรือโรคที่อยู่ในตัวผู้ติดเชื้อ แต่อาจเป็นเพราะสิ่งแวดล้อมอย่าง กฎหมาย นโยบาย และระบบการบริหารงานของราชการมากกว่า ที่กีดกันไม่ให้เขาเข้าถึงบริการและเกิดความสูญเสียในที่สุด สุดท้ายในนามมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ขอแสดงความเสียใจและขอขอบคุณ คุณเอ และครอบครัวที่อนุญาตให้นำเรื่องราวมาเผยแพร่ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2551/E/180/1.PDF

เรื่องเล่าจาก inbox EP.01 พบว่าเลือดบวกช่วงโควิด-19 แต่ทำงานอยู่ต่างแดนกลับบ้านไม่ได้

เรื่องเล่าจาก inbox EP.01 พบว่าเลือดบวกช่วงโควิด-19 แต่ทำงานอยู่ต่างแดนกลับบ้านไม่ได้เผลอแป๊บเดียวปี 2563 ก็มาถึงช่วงท้ายแล้ว เวลาของปีนี้ผ่านไปเร็วมาก สาเหตุส่วนหนึ่งเราทราบกันดีว่า ทั่วโลกเดือดร้อนเพราะการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธ์ใหม่ 2019 หรือที่เรียกกันว่า โควิด-19 ทำให้โครงการต่างๆที่คิดจะทำในปีนี้ต้องพับไปโดยปริยาย มารู้สึกตัวอีกทีก็ย่างเข้าเดือนตุลาคม แต่ว่าใพนช่วงการระบาดของโควิด-19 ก็มีเรื่องราวดีๆเกิดขึ้นบ้างแอดเลยนำมาเล่าให้ฟัง เรื่องครั้งนี้เป็นเรื่องของลูกเพจท่านหนึ่ง ทักเข้ามาทางแฟนเพจ เพื่อปรึกษาเรื่องหน่วยงานที่ให้บริการตรวจเลือด และบริการสุขภาพเกี่ยวกับเอชไอวี/เอดส์ ลูกเพจท่านนี้ทำงานเป็นพนักงานบริการอยู่ที่ฮ่องกง เนื่องจากเป็นอาชีพที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สูง ลูกเพจท่านนี้จึงดูแลเรื่องสุขภาวะทางเพศเป็นอย่างดี แต่ในช่วง9เดือนที่ผ่านมาไม่ได้ตรวจเลือด และสังเกตว่าตนป่วยบ่อย เจ้าตัวเกิดความสงสัยจึงใช้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองตรวจเลือด ปรากฎว่าผลที่ออกมาเป็นบวก แต่เบื้องต้นแอดก็แนะนำว่าให้ไปตรวจเลือดที่หน่วยบริการสุขภาพเพื่อยืนยันอีกที เพราะการตรวจเอชไอวีด้วยชุดตรวจเป็นแค่การคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น หากอยู่ในประเทศไทย คนไทยที่มีเลขประจำตัว 13 หลักสามารถเข้าถึงบริการตรวจเลือดได้ง่ายๆ เพราะมีองค์กรที่จัดบริการทั้งภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนครอบคุมในหลายกลุ่มเป้าหมาย และการเข้ารับบริการแทบจะไม่เสียค่าใช้จ่าย ถ้ามีลูกเพจทักเข้ามาในเพจปกติแอดก็สามารถแนะนำบริการที่เหมาะสมตามความสะดวกของลูกเพจ แต่เหตุที่ทำให้เรื่องของลูกเพจท่านนี้น่าสนใจคือ ประการแรกเขาไม่ได้อยู่ในประเทศไทยซึ่งแอดเองก็ไม่ทราบว่าแหล่งหน่วยบรากรสุขภาพด้านเอชไอวีมีที่ไหนอย่างไรบ้าง ต่อมาคือการระบาดของโควิด-19 ทำให้เขาไม่มาสามารถกับประเทศได้ในทันที ทางลูกเพจท่านนี้ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็มีไปหาแหล่งบริการที่อยู่ในพื้นที่อยู่เหมือนกัน จากคำบอกเล่าของลูกเพจ ที่ฮ่องก็มีบริการตรวจเลือดฟรีเช่นกัน แต่ค่าใช้จ่ายเรื่องการรักษาเอชไอวีที่นั่นตกราว 6 หมื่นบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับรายได้ที่เขาหาได้ในฮ่องกงคงจะไม่ไหว ส่วนทีมทำงานด้านคุ้มครองสิทธิของมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ มีความพยาพยามที่ประสานหน่วยงานและญาติให้ส่งยาต้านจากไทยไปยังฮ่องกง แต่ก็ติดปัญหาเพราะไม่มีเครื่องบินบินข้ามประเทศในช่วงโควิค-19 อีกทั้งติดเรื่องข้อกฎหมายต่างๆ การส่งยาข้ามประเทศ และเรื่องภาษี ทำให้การส่งยาจากไทยเป็นไปได้ยาก ทางเลือกถัดมาจึงเป็นการหาแหล่งทรัพยากรในพื้นที่ที่ใกล้ตัวเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งมูลนิธิฯก็ทำได้แค่สอบถามลูกเพจท่านนี้เป็นระยะ เพราะด้วยสถานการณ์ ผลปรากฎว่าหลังจากนะเนอีกไม่นาน ลูกเพจท่านนี้ก็สามารถหน่วยงานที่ให้บริการและในปัจจุบันลูกเพจท่านนี้ก็ได้เข้าสู่กระบวนการรักษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ข้อสังเกตที่น่าสนใจสำหรับเรื่องราวของลูกเพจท่านนี้คือ ตัวลูกเพจเองผ่านการอบรมและรับข้อมูลเรื่องเอชไอวีมามากพอสมควร ซึ่งนั่นทำให้เขารู้จักดูแลตัวเอง ไม่กระวนกระวายเมื่อเกิดผลเลือดออกมาเป็นบวก หาแหล่งทรัพยากรที่จะมาช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จะเห็นได้ว่าการมีข้อมูลความรู้สามารถช่วยให้เราคลายความกังวลได้ระดับหนึ่ง แต่มากไปกว่านั้นคือทัศนคติที่ไม่ได้มองว่าติดเชื้อเอชไอวีแล้วจะต้องตาย ทำให้ลูกเพจท่านนี้จึงควบคุมสติและหาทางแก้ปัญหาได้ดี เรื่องราวของลูกเพจท่านนี้เป็นตัวอย่างของการจัดการปัญหาที่ดี เพราะได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ ทำให้เห็นว่าการทำงานด้านความรู้และความเข้าใจด้านเอชไอวีและเอดส์ มีความสำคัญและจะดีกว่านี้ ถ้าช่วยกันนำเรื่องราวเหล่านี้แชร์ไปให้เพื่อนๆได้เรียนรู้ร่วมกันด้วยนะจ๊ะ

ว่าด้วยเงินสงเคราะผู้ป่วยเอดส์ : ไขข้อข้องใจทำไมผู้ติดเชื้อเอชไอวีไม่ได้?

ช่วงนี้ที่ผ่านลูกเพจเข้ามาถามในแชทบ่อยๆเรื่อง เงินสงเคราะห์ผู้ป่วยเอดส์ ส่วนใหญ่คำถามที่แอดได้รับจากลูกเพจก็จะเป็นประเด็นที่ว่า ทำไมหน่วยงานที่มีหน้าที่จ่ายเงินสงเคราะห์ในพื้นที่จึงยกเลิกการจ่ายเงิน วันนี้แอดมาไขข้อข้องใจให้ลูกเพจทุกคนกันจ้า ว่าด้วยเรื่องเงินสงเคราะห์ เราต้องท้าวความถึง “ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพขององค์กรการปกครอง่วนท้องถิ่น พ.ศ.2548” ได้ระบุให้มีการจ่ายเบี้ยยังชีพให้แก่ ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ป่วยเอดส์ ซึ่งในรายละเอียดเรื่องคุณสมบัติของผู้รับเงินสงเคราะห์ คนที่เข้าข่ายงสามกลุ่มนี้จะต้องอยู่ในภาวะยากลำบาก คือ รายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ ไม่สามารถประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงดูตัวเอง ขาดผู้อุปการะ สำหรับกรณีผู้ป่วยเอดส์จะต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ด้วย ในตอนนั้น (ปี 2548) เทคโนโลยีด้านการรักษา ยาต้านเอชไอวียังไม่ได้พัฒนาเท่าในปัจจุบัน ทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีป่วยเป็นเอดส์มากกว่าในปัจจุบีน และความเชื่อที่ว่าผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์ในขณะนั้นได้รับเงินสงเคราะห์ แต่กาลเวลาผ่านมาจนปัจจุบัน เทคโนโลยียาต้านพัฒนาจนสามารถทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาวและแข็งแรงแบบคนที่ไม่มีเชื้อ และองค์ความรู้ด้านเอชไอวี/เอดส์ก้าวหน้าไปมากขึ้น มีการนิยามใหม่ทำให้ผู้ติดเชื้อแยกจากผู้ป่วยเอดส์ เรื่องของเรื่องมันเกิดจาก เมื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) เข้ามาตรวจสอบหน่วยงานที่มีหน้าที่จ่ายเงินสงเคราะห์ ก็พบว่ามีการจ่ายเงินให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ที่ไม่ใช่ผู้ป่วยเอดส์ที่ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบ สตง.วินิจฉัยว่าหน่วยงานนั้นจ่ายผิดประเภท ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐมีความผิด ส่งผลให้หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบยกลิกการจ่ายเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้ติดเชื้อเอชไอวี และให้เฉพาะคนที่เป็นผู้ป่วยเอดส์ ซึ่งต้องมีใบรับรองแพทย์ระบุชัดเจนว่าป่วยเป็นเอดส์เท่านั้น เพราะกลัวว่าจะโดน สตง.เอาผิด ดังนั้น ผู้ติดเชื้อที่เคยได้เงินสงเคราะห์จึงไม่สามารถใช้เงินส่วนนี้ได้อีกต่อไป ครั้นจะไปขอใบรับรองแพทย์ให้หมอระบุว่าเป็นเอดส์ก็ไม่ได้ เพราะตนเองรับยาต้านไม่ได้ป่วยเป็นเอดส์ เมื่อมีการยกเลิกการจ่ายเงินสงเคราะห์ให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ก็มีทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบและผู้ที่ไม่ได้เดือดร้อนกับเงินส่วนนี้ เกิดประเด็นถกเถียงในกลุ่มผู้ติเชื่อเอชไอวีกันอย่างกว้างขวาง ผู้ติดเชื้อส่วนหนึ่งมองว่า เมื่อเรายืนยันว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีเหมือนคนอื่น ๆ ทำงานได้ ก็เท่ากับว่าเราสามารถเลี้ยงดูตัวเองไม่จำเป็นต้องรับเงินสงเคราะห์ แต่อีกฝั่งก็มองว่า การรับเงินสงเคราะห์ยังเป็นสิ่งจำเป็นเพราะผู้ติดเชื้อเอชไอวีบางส่วนได้รับผลกระทบเรื่องการทำงานและการใช้ชีวิต เช่น ถูกกีดกันจากการรับเข้าทำงาน ถูกทอดทิ้งเพราะถูกรังเกียจ ไม่มีผู้ดูแลอุปการะ ทำให้ไม่มีรายได้มาใช้ยังชีพ จากการให้ข้อมูลจากคุณสุภัทรา นาคะผิว ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ เกี่ยวกับประเด็นนี้ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้มีการยื่นหนังสือเพื่อให้แก้ไขระเบียบดังกล่าว โดยให้ครอบคลุมถึงผู้ติดเชื้อเอชไอวี แต่จะต้องมีการประเมินว่าผู้ติดเชื้อที่ขอรับเงินสงเคราะห์อยู่ในภาวะยากลำบากหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ อย่างไรก็ตามตอนนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการจ่ายเงินสงเคราะห์ยังไม่สามารถจ่ายเงินให้กับผู้ติดเชื้อได้ ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า จะมีการแก้ไขระเบียบดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งแอดจะมาบอกทันทีหากมีความเคลื่อนไหวเพิ่มอ้างอิง http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2548/00172706.PDF

เราไม่เอาการเลือกปฏิบัติ [GENDER Talk Podcast EP.09]

เราไม่เอาการเลือกปฏิบัติ [GENDER Talk Podcast EP.09]

ขาดเลือดหนัก แต่ก็ยังเลือกรับ

ขาดเลือดหนัก แต่ก็ยังเลือกรับ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สภากาชาดไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ขาดแคลนเลือดในคลัง โดยในเดือนตุลาคม ปี 62 มีการเปิดเผยข้อมูลการรับบริจาคเลือดในไทย พบว่า สภากาชาดไทย สามารถรับบริจาคเลือดได้วันละรับโลหิตบริจาคเฉลี่ย 1,500-1,700 ยูนิตต่อวัน ซึ่งเป้าหมายจริงๆแล้ว จะต้องรับบริจาคให้ได้ 2000-2500 ยูนิตต่อวัน ทำให้สามารถแจกจ่ายไปยังโรงพยาบาลได้เพียงร้อยละ 60 จากปริมาณที่ต้องการ ส่งผลให้คนไข้บางรายต้องเลื่อนการผ่าตัดไปก่อน ทั้งนี้เป็นเพราะวิถีชีวิตของคนไทยเปลี่ยน ส่งผลให้จำนวนผู้ขอบริจาคเลือดมีจำนวนน้อยลง ประกอบกับความต้องการใช้เลือดมากขึ้น สถานการณ์ยิ่งแย่ลงเพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้คนไม่ออกจาคบ้านมาบริจากเลือด ส่งผลให้ปริมาณเลือดสะสมในคลังอยู่ในขั้นวิกฤต ณ ปัจจุบัน เป้าหมายการรับบริจาคเลือดของสภากาชาดไทยเฉลี่ยอยู่ที่วันละประมาณ 2,200 ยูนิต หรือประมาณ 65,000 ต่อเดือน (ข้อมูล ณ วันที่ 3 สิงหาคม 63) แต่มีผู้มาบริจาคแล้ว รวมกันทุกหมู่เลือดไม่ถึง 5,200 ยูนิต เมื่อคำนวณแล้วเท่ากับว่า ตอนนี้เราสภากาชาดสามารถรับบริจาคเลือดได้เฉลี่ยวันละ 1,700 ยูนิต จะเห็นได้ว่าอัตราการบริจาคเลือดยังไม่ถึงเป้าหมาย หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป อาจจะส่งผลต่อการรักษาคนไข้ที่ต้องการใช้เลือด มากกว่าการเลื่อนการผ่าตัดหรือการเลื่อนการรักษาอย่างแน่นอน อย่างที่เราทราบกันดีว่า การบริจาคเลือดมีการกำหนดคุณสมบัติผู้บริจาคไว้หลายประการ ทั้งนี้เพื่อให้ได้เลือดที่มีคุณภาพและเพื่อความปลอดภัยทั้งผู้บริจาคและผู้รับบริจาค การให้ข้อมูลของสภากาชาดไทยกับสำนักข่าว the standard พบว่า จากการรับบริจาคเลือดทั้งหมดจะได้เลือดที่สามารถนำไปแจกจ่ายให้โรงพยาบาลได้เพียงร้อยละ 88 เป็นเพราะว่าในการรับบริจาคเลือดแต่ละครั้งจะมีการคัดกรอง 2 ระดับ คือ 1.คัดกรองจากการตรวจสุขภาพผู้ขอบริจาค ซึ่งตรงนี้จะทำให้ปริมาณเลือดที่ควรจะได้รับหายไปร้อยละ 10 และ 2. การตรวจหาเชื้อในเลือดที่รับบริจาคมาแล้ว ในขั้นตอนนี้เลือดที่มีเชื้อ เช่น ไวรัสตับอักเสบ ซิฟิลิส เอชไอวี จะถูกคัดออกประมาณร้อยละ 2 จากปริมาณทั้งหมด หากนำส่วนที่คัดกรองออกมาคำนวณเป็นปริมาณเลือดจริงๆก็ถือว่าไม่น้อยทีเดียว ในจำนวนร้อยละ 10 ที่หายไปจากการตรวจสุขภาพและความสมบูรณ์ของเลือด มีผู้ขอบริจาคที่แข็งแรง แต่ไม่สามารถบริจาคได้อยู่หลายราย เพราะหลักกฎเกณฑ์ที่สภากาชาดจะรับบริจาคเลือดคือ จะต้องไม่ใช่คนที่มีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน อีกทั้งในการคัดกรอง หากเจ้าหน้าที่ที่หน่วยรับบริจาคทราบว่าผู้ขอบริจาคเป็นเพศอื่นนอกเหนือจากชายหรือหญิง ก็จะคัดออกทันทีเพราะถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะมีเพศสัมพันธ์กับทั้งเพศเดียวกัน ต่างเพศ หรือทั้งสองเพศ หากไม่มีการป้องกัน ทุกคนก็มีความเสี่ยงเท่าๆกันทั้งหมด หากการคัดกรองมีขึ้นเพื่อหาเม็ดเลือดที่มีความสมบูรณ์ แจกจ่ายให้คนไข้ได้ การคัดกรองโดยใช้รสนิยมทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศเป็นเกณฑ์เช่นนี้ ไม่เท่ากับว่าเป็นการลดโอกาสที่เราจะได้เลือดที่มีคุณภาพเพิ่มหรือ กฎเกณฑ์เช่นนี้ นอกจากจะเป็นการลดโอกาสที่จะทำให้ได้เลือดมาช่วยเหลือคนไข้เพิ่มแล้ว การกำหนดคุณสมบัติดังกล่าวยังเป็นตีตรากลุ่มคนที่ไม่ใช่ชายหญิงว่าเป็นกลุ่มคนที่มีโรคติดต่อ สกปรก ส่งผลให้เกิดการเลือกปฏิบัติ และลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างชัดเจน ผ่านการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และตอกย้ำว่าสภากาชาดยังเป็นหน่วยงานที่ยังไม่ยอมรับความหลากหลายทางเพศ ถึงแม้ว่าตอนนี้ที่เลือดในคลังกำลังขาดแคลน และมีแนวโน้มจะลดสงเรื่อยๆก็ตาม ก่อนที่จะเกิดการสูญเสียเพราะปัญหาการขาดแคลนเลือดมาดูแลคนไข้ ถึงเวลาหรือยังที่สภากาชาดไทยจะยอมเปิดใจ ขยายช่องรับบริจาคเลือดที่แข็งแรงจากกลุ่มคนเหล่านี้ ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/874578 https://blooddonationthai.com/ https://blooddonationthai.com/?page_id=745 https://thestandard.co/blood-donation-thai-red-cross-society/ https://www.facebook.com/showyourspectrum/posts/582250165799991/

เลือกปฎิบัติ เรื่องธรรมดาของคนไทย

เลือกปฎิบัติ เรื่องธรรมดาของคนไทย ข่าวกรณีอัยการสูงสุดไม่สั่งฟ้องคดีทายาทตระกูลดังขับรถชนตำรวจเสียชีวิต นอกจากจะเป็นคดีที่ใช้เวลาพิจารณานานถึงแปดปีแล้ว ผู้กระทำผิดยังไม่ได้รับโทษใดๆ ทำให้ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมไทยที่ภาพลักษณ์ไม่ค่อยสู้ดีอยู่แล้วให้แย่ลงไปอีก ประกอบกับสถานการณืทางการเมือง ทำให้คดีดังกล่าวได้รับความสนใจและถูกตั้งคำถามจากคนในสังคมเป็นอย่างมาก การยกเว้นการดำเนินคดีกับผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจอย่างกรณีนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก มีทายาทตระกูลดัง เศรษฐีมากมายหลายคนไม่ได้รับโทษเมื่อกระทำความผิด อย่างคดีรถเก๋งชนรถตู้บนทางด่วน มีผู้เสียชีวิต 9 ศพ จน ณ ปัจจุบันก็ยังมีคำถามเรื่องการเยียวยาผู้เสียหาย และยังมีคดีอื่นๆ ดูเพิ่มเติม https://www.dailynews.co.th/crime/786714 อีกหลายคดีที่เป็นข่าวโด่งดังก่อนจะเงียบหายไปพร้อมกับกระแสสังคม ในทางกลับกัน หากผู้กระทำผิดเป็นคนที่ไม่ได้ร่ำรวย การดำเนินคดีจะกินระยะเวลานานจนขาดอายุความหรือไม่ และถ้าผู้กระทำผิดเป็นคนจน ตำรวจจะยอมลดราวาศอกเช่นนี้หรือเปล่า หากผู้อ่านใช้ชีวิตผ่านสังคมไทยมาพอควร ก็น่าจะเดาได้ว่า การดำเนินคดีจะออกมาในรูปแบบไหน อีกทางหนึ่งหากผู้กระทำผิดไม่ได้เป็นเศรษฐีนามสกุลดัง สื่อมวลชนจะให้ความสนใจจนเป็นกระแสสังคมเช่นนี้หรือ นานมาแล้วที่การเลือกปฎิบัติในลักษณะนี้แทรกซึมอยู่ในสังคมไทยอย่างแนบเนียน และยึดโยงกับความคิด ค่านิยม สังคมและวัฒนธรรม กลายเป็นวิถีชีวิต ฝังลึกถึงขั้นที่ว่าเราเห็นเป็นเรื่องธรรมดา จนเราทำใจได้เลยว่า หาคู่กรณีเราเป็นเศรษฐีไม่มีทางที่เราจะได้รับความเป็นธรรมทั้งในฐานะผู้กระทำผิดหรือผู้เสียหาย การเป็นคนรวยหรือเป็นคนจนไม่ใช่ต้นเหตุของความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น แต่ต้นตอของปัญหาจริงๆแล้วมันอยู่ที่ผู้ที่ใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรม หากว่ากันตามหลักฐานและกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีฐานะทางเศษฐกิจอย่างไร ก็ต้องได้รับการปฏิบัติที่เหมือนกัน ไม่เปิดช่องให้เกิดการทุจริต หากผู้ใช้อำนาจศาลยึดมั่นในความยุติธรรม ไม่แบ่งแยกว่าคนนี้เป็นคนรวย คนนี้เป็นคนจน การเลือกปฏิบัติเช่นนี้ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องปกติที่คนในสังคมจะมองข้ามไปง่ายๆ ความกดดันจากกระแสสังคมทำให้คดีทายาทตระกูลดังถูกรื้อขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้ง แต่คราวนี้เราไม่ได้มีเป้าหมายที่จะเอาผิดกับตัวผู้กระทำ แต่เป็นการรื้อเพื่อหาต้นตอของการใช้อำนาจอย่างมิชอบในกระบวนการยุติธรรม แสดงให้เห็นว่าสังคมตอนนี้มองเห็นปัญหา และไม่ทนต่อการถูกเลือกปฎิบัติเช่นนี้อีกต่อไป
สายด่วนเรื่องสิทธิและกฎหมาย

02-1715135-6 - กรุงเทพฯ

038-993-242 - ระยอง

ทุกวัน เวลา 10.00 - 20.00 น.