สมัครสมาชิกใหม่

กล่องฝากข้อความ
ข้อจำกัด

มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
Foundation For AIDS Rights (FAR)
Choose your language :

กรณีศึกษาที่น่าสนใจทั้งหมด (20 บทความ)

ร่วมเข้าชื่อเพื่อเสนอ ร่าง พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฎิติบัติต่อบุคคล พ.ศ. ... (ภาคประชาชน)

มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ กำลังรวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอ ร่าง พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฎิติบัติต่อบุคคล พ.ศ. ... (ภาคประชาชน) กฎหมายฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเท่าเทียมในคนทุกกลุ่มในสังคม ตามกฎหมายนี้จะมีการจัดตั้งกลไกที่จะให้ความคุ้มครอง ผู้ที่ถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม จากบุคคล กลุ่ม หรือองค์กร โดยจะมีการจัดคณะกรรมการวินิจฉัยเพื่อช่วยเหลือ อีกทั้งยังมีบทกำหนดโทษสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม ตัวอย่างเช่น หากผู้ติดเชื้อเอชไอวี ถูกปฏิเสธรับเข้าทำงานทั้งที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่บริษัทต้องการ เพราะ ทราบข้อมูลว่าเป็นผู้ติดเชื้อ จากการบังคับตรวจเลือด จากกรณีนี้ ผู้เสียหายสามารถมายื่นเรื่องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยเพื่อดำเนินการ เพื่อช่วยเหลือและคุ้มครองต่อไป นอกจากผู้ติดเชื้อเอชไอวีกฎหมาฉบับนี้จะคุ้มครองคนกลุ่มอื่นๆด้วย อย่างเช่น คนพิการ กลุ่มคนที่มีความหลากหลานทางเพศ ผู้ใช้ยาเสพติด และผู้ที่ถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลที่ไม่เป็นธรรม เช่นเชื้อชาติ ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง ฯลฯ ที่ไม่เกี่ยวกับศักยภาพ ความสามารถของบุคคล ซึ่งการเสนอกฎหมายแต่ละฉบับจะต้องรวบรวมรายชื่อ ให้ได้ทั้งหมด 10,000 รายชื่อ ถึงจะนำเข้าสู่การพิจารณาในสภาได้ เราเริ่มรวบรวมรายชื่อตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 62 จนถึงตอนนี้ยังขาดรายชื่อสนับสนุนอีกมาก ส่วนใครยังไม่รู้ว่ากฎหมายที่เรากำลังผลักดันกันอยู่เป็นยังไง แอดรวมลิ้งค์ที่เกี่ยวข้องมาไว้ให้แล้วด้านล่างจ้า รวมลิ้งค์เข้าชื่อสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ ขจัดการเลือกปฎิบัติต่อบุคคล พ.ศ....(ภาคประชาชน) เอกสารอ่านเพิ่มเติม สาระสำคัญของกฎหมายคลิ๊ก เอกสารอ่านประกอบเพื่อทำความเข้าใจคลิ๊กลิ้งค์ขั้นตอน การเข้าชื่อเสนอกฎหมายคลิ๊ก ลิ้งค์ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม เข้าชื่อเสนอกฎหมายคลิ๊ก เมื่อกรอกรายละเอียดเสร็จแล้ว ให้แบบฟอร์มและสำเนาบัตรส่งมาที่ มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ 133/235 หมู่บ้านรื่นฤดี3 ถนนหทัยราษฎร์ แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กทม 10510 ***ไม่ต้องลงวันที่ในเอกสาร*********

ร่างพระราชบัญญัติพืชยา กัญชา กระท่อม พ.ศ. .... (ฉบับประชาชน)

ร่างพระราชบัญญัติพืชยา กัญชา กระท่อม พ.ศ. .... (ฉบับประชาชน) แอดเอามาแปะไว้เผื่อใครยังไม่เคลียร์ว่า พ.ร.บ.นี จะเข้ามีบทบาทอย่างไรกับการรักษาโรคด้วยสมุนไพร หรือจะอ่านรอไปพลางๆก่อนจะร่วมลงชื่อสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ.กับมูลนิธิศูยน์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ เอกสารเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. พืชยา กัญชา กระท่อม 1. ร่าง พ.ร.บ. พืชยา กัญชา กระท่อม https://drive.google.com/file/d/16weZHU2RBkxzuwGk2atlsp8SHRFDoVJz/edit?fbclid=IwAR06QZJFC0bED2ihU4KV4QVk695M49OYN2oAbYCeL-SgYYyK-Rnqcnls8oE 2. สรุปเหตุผลความจำเป็นและสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. พืชยา กัญชา กระท่อม https://drive.google.com/file/d/1Do86mBOro2TJJWFRdzUiKve-NckYId_F/edit?fbclid=IwAR3e1H29cKDJfFtc1gzijRQZIf3SHFGh7qHmFMsD2nxwGacPBLcjU1GM-6E 3. Press Release https://drive.google.com/file/d/1yKanSaTJdjnpusVe-JUNoSmvOJeFa2v4/view?fbclid=IwAR1RtKzHqRrdz8M0ftZtvYsw1k-wsuoAvmEK94ZRqQ0rmWfvzsfK15P-2dQ 4. แบบฟอร์ม เอกสารการลงลายมือชื่อของผู้ริเริ่มการเสนอกฎหมาย https://drive.google.com/file/d/13dcnwU_mSxKvW_kb-8rvmQeNOVQD3KGC/edit?fbclid=IwAR2PusTariY9s8T_QvXluKuAFZntXun8I_l2ldhdNGUGczsSj5KuZHwz8O4 5. แบบฟอร์ม เอกสารการลงลายมือชื่อของผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมาย https://drive.google.com/file/d/1Giia5XOFwj0nLtUwrmQ7dMKi6uMLHhEl/edit?fbclid=IwAR0S_zoinwUd0pcw-EzMTUpQl_oAbQHr836mU54OncicnBZ2xWWsXlhwUY8 ใครเข้ามาอ่านแล้ว ช่วยแอดลงชื่อสนับสนุนกันเยอะๆนะ ถ้าชวนเพื่อนๆมาลงชื่อด้วยยิ่งดีเลยจ้า

สัมมาคารวะ หรือ ปัญหาที่ต้องแก้ไข

สัมมาคารวะ หรือ ปัญหาที่ต้องแก้ไข เรื่องส่งท้ายเดือนกันยายน แอดขอเขียนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเด็นร้อนแรงในสังคมโลกที่กำลังพูดถึงอยู่ตอนนี้ หากใครติดตามข่าวสารอยู่เป็นประจำ ก็น่าจะเห็นข่าวของ “เกรียตา ทุนแบร์ย” เด็กหญิงอายุ 16 ปี จากสวีเดน ผู้ที่ลุกขึ้นมารณรงค์ในด้านสิ่งแวดล้อม ที่ล่าสุดเธอขึ้นพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ณ เวทีการประชุมผู้นำโลกอย่างดุเดือด ก่อนจะไปถึงประเด็นที่แอดอยากจะสื่อสาร แอดอยากจะเล่าเกี่ยวกับน้องสักนิด เกรียตา ทุนแบร์ยไม่ได้พึ่งมาโกรธเคืองเรื่องสิ่งแวดล้อมเมื่อวันสองวันนี้นะ แต่เธอเริ่มสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ 9 ขวบ และเริ่มเคลื่อนไหวรณรงค์คนเดียว โดยผ่านช่องทางสังคมออนไลน์ และโดดเรียนไปนั่งที่หน้าอาคารรัฐสภาสวีเดนรณรงค์เรียกร้องให้นักการเมืองในสวีเดนตระหนักถึงผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน ตั้งแต่ปีที่แล้ว(2018) ต่อมา เธอก็ได้รับโอกาสในกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีบนเวทีสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก ครั้งที่ 24 (COP24)การเคลื่อนไหวของเกรียตา ได้ปลุกกระแสในกลุ่มเยาวชน ทำให้มีนักเรียนในหลายๆประเทศทั่วโลก โดดเรียนเพื่อออกมาเคลื่อนไหวเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมกับเธอ อ่านเพิ่มเติมที่ https://www.bbc.com/thai/international-47575887 https://www.bbc.com/thai/thailand-46619851 https://thepotential.org/2018/12/24/greta-thunberg/ ด้วยเนื้อหา และท่าทางที่จริงจังของเกรียตา ในขณะขึ้นพูดในการประชุมผู้นำดลกครั้งล่าสุด ทำให้ผู้ฟังที่เป็น “ผู้ใหญ่” บางคนออกจะไม่พอใจ หรือ “สื่อ” บางสำนักก็ตีความกันไปต่างๆนาๆ ว่า เธอก้าวร้าว เธอป่วย ที่หนักกว่าคือ การเอาเธอไปผู้โยงกับเรื่องทางการเมือง กลับกลายเป็นว่า การออกมาพูดในครั้งนี้ถูกให้ความสนใจในประเด็น “การมีสัมมาคารวะ” มากกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเสียอีก อีกข่าวในบ้านเรา เรื่องของนักกิจกรรมทางการเมืองรุ่นใหม่ที่มีข่าวคราวสะเทือนผู้มีอำนาจมานักต่อนัก อย่าง เนวิตย์ นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ อดีตประธานสภานิสิตจุฬาฯ ที่ขณะนี่กำลังมีกรณีกับ รมต.กระทรวงมหาดไทย เนื่องจากถูกปฏิเสธการจดทะเบียนเป็นกรรมการตามกฎหมายของแอมเนสตี้ ทั้งที่เนติวิทย์ได้รับเลือกเป็นกรรมการแอมเนสตี้ ตัวแทนเยาวชนปีที่แล้วด้วยเหตุผลว่า เป็นบุคคลที่มีพฤติกรรมขัดต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ (กรณีผู้ชุมนุมอยากเลือกตั้ง MBK39 และอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันศาลยกฟ้องไปแล้ว 2 คดี) จากข้อมูลที่ได้จากโพสต์บนFacebook ของเนติวิทย์ เขาโพสต์ไว้ว่า เขาได้ยื่นอุทธรณ์ไปยังกรมการปกครองแต่ก็ถูกอธิบดีปฏิเสธ พอมายื่นที่กระทรวง รมต.กระทรวงมหาดไทย ก็ยกอุทธรณ์ และโยนเหตุผลว่าเขาเป็นตัวอันตราย ทั้งๆที่เขาเป็นสมาชิกของเอมเนสตี้มา 5 ปี และมีคุณสมบัติตามเงื่อนไข การกระทำเช่นนี้ ถือว่าเป็นการจงใจการแทรกแซงเพื่อไม่ให้เขาเข้าไปมีบทบาทในระดับนานาชาติ แต่อย่างไรก็ตามเนติวิทย์ยืนยันว่า เขาจะไม่ยอมให้การกระทำในครั้งนี้หยุดกิจกรรมการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขาได้ ขอบคุณข่าวจาก https://www.khaosod.co.th/politics/news_2920015 การที่แอดนำข่าวของนักเคลื่อนไหว ทั้ง 2 มาเขียนถึง เพราะแอดคิดว่า ทั้งสองคนตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายกัน แต่ต่างกันที่พวกเขาผลักดันกันคนละเรื่อง เกรียตา ทุนแบร์ย เกิดในยุคที่ผู้คนต่างพูดว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดปัญหาโลกร้อน แต่จนวันนี้ก็ยังไม่ผู้นำประเทศใดในโลกที่ออกแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ส่วนเนติวิทย์ เกิดและเติบโตมาในช่วงที่ประเทศไทยมีความขัดแย้งทางการเมืองแบบไม่จบไม่สิ้น การันตีด้วยการรัฐประหารถึง 2 ครั้งเหตุการณ์การชุมนุม เล่นกีฬาสี เผาห้าง สาดกระสุน เป่านกหวีด ลงท้ายด้วยงานมอเตอร์โชว์รถถัง สถานการณ์ที่แอดคิดว่าทั้งสองคล้ายกันนี้คือ ทั้งคู่อยู่ในฐานะ คนรุ่นใหม่ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงมาจากคนรุ่นเขาทำ แต่เป็นการเปลี่ยนที่ผู้ใหญ่ออกมาทำเพื่อลูกหลาน แต่ดูเหมือนว่าคนรุ่นก่อน จะไม่ค่อยสนใจสิ่งที่จะตามมาในอนาคตเสียเท่าไหร่ คิดว่าปล่อยให้เด็กๆที่ตามมาที่หลังแก้ปัญหาไปก็แล้วกัน ที่หนักกว่านั้น บางเรื่องที่เกี่ยวกับเด็กๆหรือคนรุ่นหลัง ก็คิดเองเออเองโดยไม่ได้ถามคนที่เกี่ยวข้องก่อนออกกฎระเบียบด้วยซ้ำ เน้นสะดวกไม่ได้เน้นสดับ คนรุ่นใหม่ที่จะต้องอยู่ในสังคมต่อไปที่เห็นต้นสายปลายเหตุของปัญหามาตลอดก็ทนไม่ไหวจึงออกมาทำอะไรสักอย่าง ให้ผู้ใหญ่หรือคนรุ่นก่อนหยุดสร้างปัญหา หรือความบอบช้ำ ให้แก่โลก ให้แก่สังคม ที่คนรุ่นพวกเขาจะต้องอยู่ต่อไป ในทางกลับกัน เมื่อคนรุ่นใหม่ออกมาเสนอวิธีแก้ปัญหา ส่องเสียงเรียงร้อง หรือวิพากย์วิจารย์การทำงานของ รัฐ ผู้มีอำนาจ หรือคนที่เรียกตนเองว่าผู้ใหญ่ สิ่งที่ตามมาคือ การโต้กลับมาด้วยการกล่าวหาว่าไม่มีมารยาท ไม่มีสัมมาคารวะ ก้าวร้าว ไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่ มักชอบอ้างว่าตนอาบน้ำร้อนมาก่อน อ้างระเบียบปฏิบัติที่คร่ำครึและไม่เหมาะกับยุคสมัย หนักไปกว่านั้น คือการจำกัด สิทธิเสรีภาพ ไปจนถึงการทำร้ายร้างก่าย (กรณีจ่านิว) จนกลายเป็นว่า ประเด็นที่สำคัญอย่าง “ปัญหาที่ต้องแก้ไข” ถูกผลักไปเป็นประเด็นที่พิจารณาในวาระต่อไป(ซึ่งเมื่อไหร่ก็ไม่รู้) หากเราคิดบนฐานความเป็นมนุษย์ ทุกคนไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ก็สามารถมีสิทธิ์มีเสียงแสดงความเห็นต่อปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยรวมต่อสังคมโดยรวม ยิ่งเป็นปัญหาที่จะส่งผลกระทบในระยะยาว กินเวลาชั่วลูกชั่วหลาน เด็กๆ เยาวชน คนรุ่นใหม่ที่ต้องอยู่ต่อไป จะไม่ให้พื้นที่กับเขาเลยหรือ ที่แอดเขียนมานี้ไม่ได้มีเจตนา ที่จะตำหนิผู้ใหญ่ หรือคนที่ใช้ชีวิตมาก่อนเด็กๆ จริงๆแล้วยังมีผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งในสังคมที่เข้าใจและเปิดพื้นที่ให้พวกเขาอยู่ แต่ก็ยังมีผู้ใหญ่ส่วนมากที่มีแนวการใช้ชีวิตแบบอยู่ไปเรื่อยๆ คิดว่าปัญหาก็คงถูกแก้ด้วยผีมือเด็กๆเอง ทั้งๆที่เขาอยู่ในฐานะที่ช่วยสนับสนุนและผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาได้ ถ้าเป็นแบบนี้ แล้วเมื่อไหร่ปัญหาที่เกิดขึ้นจะถูกแก้ไข ต้องรอให้ผู้ใหญ่คิดได้และปรับเปลี่ยน หรือต้องรอให้คนรุ่นใหม่แก่ก่อนสิ่งใหม่ๆ จึงจะเกิดขึ้นได้ มันไม่ใช่ภาระของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งที่จะต้องมาแบบรับปัญหาที่เกิดขึ้นจากอดีต แต่เป็นการที่คนที่ยังมีเรี่ยวแรงในยุคนี้ช่วยกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และส่งต่อให้คนรุ่นหลังพัฒนามันต่อไป ประเด็นนี้ก็ยังเป็นสิ่งที่สังคมทั้งโลกก็กำลังหาจุดสมดุลอยู่เช่นกัน แต่คำตอบมันก็ขึ้นอยู่กับว่าจะโฟกัสที่ไหน ที่ปัญหา หรือ สัมมาคารวะกันหละ ขอบคุณข้อมูลจาก https://thestandard.co/greta-thunberg-2/ ขอบคุณภาพจาก Voice TV https://images.app.goo.gl/8LMcca6awwuBde8G7 ภาพถ่ายโดย Markus Spiske temporausch.com จาก Pexels

ข่าวเก่าเล่าใหม่ : ติดเชื้อเอชไอวีเพราะใช้อุปกรณ์ทำเล็บร่วมกัน ติดไม่ติดตรงนี้มีคำตอบ

จากข่าวที่แชร์กันแพร่หลายในอินเทอร์เนต เรื่องที่สาวบราซิลคนหนึ่งติดเชื้อเอชไอวีจากการใช้อุปกรณ์ทำเล็บร่วมกับผู้ติดเชื้อ ข่าวที่ออกมานี้อาจทำให้สาวๆหลายคนที่ชอบทำเล็บคงรู้สึกไม่สบายใจ แต่เดี๋ยวก่อน !! คนที่เห็นข่าวนี่เนี่ย ได้อ่านเนื้อความข้างในรึยังจ๊ะ? ก่อนที่จะไปพิสูจน์ว่ามันจริงแท้ยังไง มาดูที่มาของข่าวกันก่อน หลังจากที่แอดได้เข้าไปอ่านในลิงค์ที่แชร์ส่งต่อกันมาแล้ว พบว่า นี้เป็นบทความบนเว็บไซต์ theAsianparentthailand เว็บนี้ก็เป็นเว็บที่รวมสาระเกี่ยวกับสุขภาพ ซึ่งมีเว็บนี้ในทุกประเทศในเอเชีย แน่นอนว่าเนื้อหาในเว็บก็เหมือนกันเลย แต่แปลเป็นภาษาต่างๆอีกมาก ลิงก์บทความ ประเทศไทย https://th.theasianparent.com/22-infected-hiv-manicure-090919?fbclid=IwAR1_ozF0yN5vuCz34t-96XYWbiyOycysUD9QSMtmK9OD0097_3r8davf_ywฟิลิปปินส์ https://ph.theasianparent.com/hiv-risks-of-getting-a-manicure?fbclid=IwAR3uB0hrvOtZeE01PSqA8GrO5pCLwx4xrF-6dX8iYU5TPze3WDrRFHfzn3I บทความนี้พูดถึงข่าวที่เผยแพร่โดยสำนักข่าว New York Dailynews เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2014 (2557) หรือเมื่อ 5ปีก่อน อ้างอิง : https://www.nydailynews.com/life-style/health/22-year-old-brazilian-woman-hiv-manicure-study-article-1.2010238?fbclid=IwAR3a_xKf5VcVbxP7jdQCewhdVdTCc31jHxX7lZhkNZRPm-GGP6jQEtoU2Loโดยข่าวนี้ก็เคยถูกแชร์ส่งต่อเป็นกระแสในช่วงเวลานั้นเช่นกัน อ้างอิงจากเว็บไซต์ กระปุกดอทคอม https://health.kapook.com/view108016.html แสดงว่าข่าวนี้เป็นข่าวเก่า ถูกนำมาแชร์ซ้ำใหม่ เอาหละ! มาว่าด้วยเรื่อง การใช้อุปกรณ์ทำเล็บร่วมกันทำให้ติดไม่ติดเชื้อเอชไอวีกันแน่ หากตามบทความนี้ ระบุไว้ว่า การติดเชื้อที่เกิดขึ้นนี้เป็นการส่งผ่านเชื้อแบบ เลือดกับเลือด ซึ่งพบการส่งผ่านเชื้อลักษณะนี้ได้ในกลุ่มผู้ใช้ยาที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ทำให้เลือดที่มีเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดของอีกฝ่ายโดยตรง บทความนี้นำเสนอการวินิจฉัยของแพทย์ว่า ผู้หญิงคนนี้ติดเชื้อจากการใช้อุปกรณ์ทำเล็บร่วมกับญาติที่มีเชื้อเอชไอวี เพราะจากการสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเธอแล้ว ไม่พบว่าเธอมีพฤติกรรมเสี่ยงแต่อย่างใด ซึ่งแพทย์ก็ให้ความเห็นว่า เป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้ยากมากๆ นอกจากนี้ เมื่อนำเลือดไปวิเคราะห์ก็พบอีกว่า เธอคนนี้ติดเชื้อมานานกว่า 11 ปีแล้ว ถ้าถามความเห็นส่วนตัวของแอด อาจเป็นไปได้ว่าการติดเชื้ออาจจะมาทางอื่นด้วยหรือเปล่า? เพราะตอนที่เป็นข่าวเธออายุ 22 ปี ถ้านับย้อนหลังไป 11 ปี ก็เท่ากับว่า เธออาจได้รับเชื้อตั้งแต่อายุ 11 ปี แต่ถามว่ากันตามหลักการประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น QQR แล้ว Q แรก ปริมาณเชื้อ แน่นอนว่าเชื้อมีอยู่มากในเลือด แต่แผลที่เกิดจากการทำเล็บ จะทำให้เลือดออกมามากขนาดไหนกัน Q ที่ 2 คุณภาพของเชื้อ เชื้อที่ออกมาจากเลือดมีความสดใหม่คุณภาพดี แต่เมื่อสัมผัสกับอากาศ เชื้อก็จะเสื่อมคุณภาพลง เพราะเชื้อจะมีชีวิตอยู่ได้ในร่างกายมนุษย์เท่านั้น และ R ช่องทางการติดต่อ เลือดของผู้ติดเชื้อติดอยู่ที่ตะไบเล็บ กรรไกรตัดหนัง ที่งัดเล็บขบ ฯลฯ แล้วไปสัมผัสกับผิวหนัง หรือแผลที่เกิดจากการทำเล็บ อย่างที่บอกไปถ้าเชื้อสัมผัสอากาศก็จะตาย เสื่อมคุณภาพ แล้วการทำเล็บทุกครั้งไม่จำเป็นต้องเลือดออกหรือเป็นแผลทุกคน จึงไม่มีช่องทางที่เชื้อจะถูกส่งต่อไปได้เลย ยิ่งมาวิเคราะห์โอกาสและความเป็นไปได้ ใครจะอยากใช้อุปกรณ์ที่เลือดโชค หรือสกปรกบ้าง อย่างน้อยก็น่าจะเช็ดกับผ้าสะอาดๆสักหน่อย อย่างไรก็ตามข่าวที่ออกมานี้ไม่ได้เป็นข่าวปลอม หรือข่าวที่ตั้งใจให้ตื่นตระหนกกันนะ เพียงแค่ต้องการให้ทุกคนใส่ใจเรื่องความสะอาด และการใช้อุปกรณ์เกี่ยวกับความสวยความงามหรือการอุปกรณ์ที่ใช้กับร่างกายร่วมกัน ใครที่ชอบทำเล็บก็ทำได้เหมือนเดิมนั่นแหละ แต่ก็ดูเรื่องความสะอาดกันของอุปกรณ์กันหน่อยก็แล้วกัน เพราะถึงเป็นไปได้ยากมากที่จะติดเชื้อเอชไอวี แต่ความเสี่ยงที่จะติดโรคผิวหนังหรือเชื้อโรคอื่นๆที่อยู่ข้างนอกร่างกายได้นานๆก็ไม่ได้ลดลงนะจ๊ะ

พวกเขาไม่ให้เราเรียน เพราะรู้มาว่า แม่ของเราเสียชีวิตจากเอชไอวี

เรื่องจริง จากการลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ได้รบผลกระทบจากเอชไอวี . วันที่ 18 ก.ค.62 มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ นำโดยคุณสุภัทรา นาคะผิว ผู้อำนวยการ พร้อมทีมงานด้านสิทธิ์ ลงพื้นที่ประชุมและทำความเข้าใจเรื่องเอดส์และเอชไอวี ร่วมกับผู้บริหาร ครู พยาบาลจาก โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ และครอบครัวของนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากเอชไอวี ณ โรงเรียนบ้านบางกง ตำบลวิหารแดง อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี การลงพื้นที่ในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจาก กรณีเด็กนักเรียน 2 พี่น้อง ที่โรงเรียนสั่งหยุดเรียน เพราะเด็กมีแผลตามร่างกายหลายจุด จึงให้หยุดไปรักษาแผลให้หาย แล้วจึงค่อยกลับมาเรียน แต่ด้วยการสื่อสารที่ผิดพลาด ทางครอบครัวกลับรับรู้ว่าทางโรงเรียนสั่งให้บุตรหลานหยุดเรียนเป็นการถาวร เพราะกลัวจะแพร่เชื้อให้กับนักเรียนคนอื่นในโรงเรียน เรื่องราวที่เล่ามาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของปัญหาที่เกิดขึ้น ต่อมาทางครอบครัวของนักเรียนพยายามติดต่อกับทางโรงเรียนเพื่อขอคำชี้แจง แต่ไม่เป็นผล ประกอบกับกระแสข่าวเรื่องแม่ของนักเรียนเสียชีวิตจากเอชไอวีที่มีมาแต่เดิมในกลุ่มผู้ปกครองนักเรียนก็รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ สร้างความกดดันให้กับครอบครัวเป็นอย่างมาก จนกระทั่งพ่อของเด็กทั้งสอง ไปปรึกษาพยาบาลที่ประจำอยู่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ ทางพยาบาลก็พยายามประสานสำนักงานสาธาณระสุขอำเภอ เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่กลับถูกปฏิเสธ จนสุดท้ายพยาบาลแนะนำให้พ่อพาเด็กทั้งสองไปขอใบรับรองจากแพทย์เพื่อนำผลมายืนยันต่อโรงเรียนและกลุ่มผู้ปกครอง พ่อของเด็กก็พาลูกไปตรวจทั้งคู่ และผลเลือดของเด็กก็เป็นปกติ(ผลลบ) เพื่อต้านกระแสที่เกิดขึ้น พ่อของเด็กจึงโพสผลเลือดลงในกลุ่มไลน์ของผู้ปกครองนักเรียน แทนที่ผู้ปกครองในกลุ่มไลน์จะเข้าใจและจบเรื่องไป กลับกันกลุ่มผู้ปกครองก็แตกตื่นมากกว่าเดิม รุนแรงถึงขั้นบอกให้ลูกของตนไม่ต้องเล่นกับนักเรียนสองคนพี่น้องคู่นี้ ระหว่างที่เรื่องราวดำเนินไป สองพื่น้องคู่นี้ หยุดเรียนไป 3 วัน เมื่อไม่ได้รับคำชี้แจงจากโรงเรียน ทางครอบครัวจึงให้น้องกลับไปเรียนอีกครั้ง แต่ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย จากการกรณีที่เกิดขึ้นนี้สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ยังมีคนจำนวนมากในสังคม ที่ยังเข้าใจเรืองเอชไอวีและเอดส์ไม่ถูกต้อง แม้จะเป็นบุคคลากรที่ทำงานในสาธารณะสุขก็ยังไม่สามารให้คำตอบได้อย่างมั่นใจ และมีความกลัวที่สืบเนื่องจากความเข้าใจผิดๆ หรือไม่มีความรู้ ส่งผลให้เกิดการเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากเอชไอวี อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ เรื่องการตรวจเลือด แอดบอกลูกเพจตลอดว่าให้ตรวจเลือดเพื่อเช็คสถานะ หากผลเป็นบวกก็จะได้รักษาได้เร็ว แต่ในกรณีนี้ถือเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างรุนแรง ถึงแม้การกระทำเป็นเพราะเจตนาดี อยากให้รู้แจ้งเห็นจริงกันไป แต่วิธีการนี้จะส่งผลกระทบมากกว่าเดิม อย่างที่แอดได้เล่าไปด้านบน กลายเป็นว่าผู้ปกครองก็พากันล่าแม่มดหาว่าสองพี่น้องคนนั้นคือใคร นอกจากนี้การบังคับให้ตรวจเลือดเป็นการละเมิดสิทธิเนื้อตัวร่างกายของเด็ก เนื่องจากไม่พบว่าเด็กยินยอมให้ตรวจหรือไม่ รวมถึงละเมิดสิทธิความความเป็นส่วนตัวของเด็กเพราะผลเลือดเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ไม่สามารถเปิดเผยได้หากเจ้าตัวไม่อนุญาต การตรวจเลือดหากจะทำจริงก็ต้องตรวจนักเรียนทั้งหมดไม่ควรให้นักเรียนแค่ 2คน ตรวจเพื่อพิสูจน์ตัวเอง กรณีนี้โชคดีที่ผลเลือดปกติ แต่ถ้าผลเป็นบวกขึ้นมา โรงเรียนจะทำยังไง จริงๆแล้ว โรงเรียนไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธนักเรียนแม้ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เพราะตามสิทธิขั้นพื้นฐานเด็กจะต้องได้รับการพัฒนา และ พ.ร.บ.การศึกษาก็ระบุไว้อย่างชัดเจน แต่คิดดูอีกทีโรงเรียนจะเอาผลเลือดของนักเรียนไปทำอะไร? การประชุมจึงเป็นการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างโรงเรียน รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง กับ ครอบครัวของนักเรียนทีได้รับผลกระทบ เพื่อหาแนวทางในการอยู่ร่วมกัน รวมถึงหารือเรื่องการรับมือหากเกิดกรณีคล้ายกันนี้ในอนาคต โดยทางโรงเรียนก็แสดงความรับผิดชอบต่อกรณีที่เกิดขึ้น และรับปากว่าจะนำเรื่องเอชไอวี และสิทธิ์ด้านเอดส์ เข้าโครงการด้านอนามัยของโรงเรียน อิงกับเรื่องโรงเรียนสีขาวปลอดยาเสพติด และระบบดูแลช่วยเหลือ โดยโรงเรียนจะเริ่มดำเนินการสร้างความเข้าใจให้กับคณะครูและบุคคลากรในโรงเรียน และขยายต่อในกลุ่มผู้ปกครอง ในเร็วนี้ๆ มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ อาจได้ลงพื้นที่อีกครั้ง เพื่อหนุนเสริมโรงเรียน และ ไม่แน่ว่า เราอาจจะได้เห็นโรงเรียนและชุมชนตัวอย่างการอยู่ร่วมกับเอชไอวีในอนาคตก็เป็นได้

จำเป็นต้องสารภาพ ด้วยประการทั้งปวง

เหตุผลของผู้ถูกกล่าวหาว่าเสพยาเสพติด หรือมียาเสพติดไว้ในครอบครองต้องยอมสารภาพผิด ?เพราะอะไร ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่เรียกว่าการรอการลงโทษก่อน คือคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176สรุปได้ คือ * เงื่อนไข ในกรณีจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง = จำเลยต้องสารภาพ * หลัก คือ ศาลพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ = พิพากษาได้เลย เราจะเห็นประจำในข้อหาเสพ ข้อหาขับเสพ และข้อหาครอบครองเพื่อเสพ(กรณี ขับเสพเพิ่มโทษ 1 ใน 3 โทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ) ซึ่งทั้งหมดมีโทษ จำคุกไม่เกิน 5 และไม่จำเป็นในการที่ต้องสืบพยานเลย ข้อยกเว้น คือ คดีที่จำเลยให้การรับสารภาพนั้น กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยกระทำผิดจริง=โทษขั้นต่ำไม่ใช่โทษขั้นสูงหากไม่มี โทษขั้นต่ำก็จะไม่อยู่ในเกณฑ์นี้ไม่จำเป็นต้องสืบพยาน เช่น กฎหมายกำหนดว่าจำคุกไม่เกิน 10 ปี อย่างนี้ไม่ต้องสืบ ต่อมาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคแรก “ผู้ใดกระทําความผิดซึ่งมีโทษจําคุกหรือปรับ และใน คดีนั้นศาลจะลงโทษจําคุก ไม่เกินห้าปีไม่ว่าจะลงโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตามหรือลงโทษปรับ ถ้าปรากฏ ว่าผู้นั้น (1) ไม่เคยรับโทษจําคุกมาก่อน หรือ (2) เคยรับโทษจําคุกมาก่อนแต่เป็นโทษสําหรับความผิด ที่ได้กระทําโดยประมาท หรือความผิด ลหุโทษ หรือเป็นโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือ (3) เคยรับโทษ จําคุกมาก่อนแต่พ้นโทษจําคุกมาแล้วเกินกว่าห้าปี แล้วมากระทําความผิดอีก โดยความผิดในครั้งหลัง เป็นความผิดที่ได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ” เงื่อนไข ไม่เคยรับโทษจําคุกมาก่อน หรือเคยแต่เป็นความผิดลหุโทษ(โทษไม่หนัก)หรือจำคุก ไม่เกินหกเดือน หรือพ้นโทษจำคุกมาแล้วเป็นเวลากว่า 5 ปี หลัก คือ กระทําความผิดและในคดีนั้นศาลจะลงโทษจําคุกไม่เกินห้าปี(ของเดิมคือ 3 ปี) ดังนั้น หลักฐานพยานที่สามารถนำมาอ้างอิงพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ก็คือ น้ำปัสสาวะที่มี ยาเสพติด(ฉี่ม่วง) หรือยาเสพติดและคำสารภาพในชั้นพนักงานสอบสวน โดยยาเสพติดจะไม่ค่อยได้นำ ไปเป็นพยานในศาลนอกจากเอกสารการตรวจพิสูจน์ของสถาบันวิชาการ และตรวจพิสูจน์ยาเสพติดหรือ กลุ่มงานตรวจยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะจะหายไปหมดจากการตรวจพิสูจน์ “ยาเสพติดได้หมดไปจากการตรวจพิสูจน์” ซึ่งศาลจะรับฟังพยานเอกสารดังกล่าว บวกกับเหตุที่ไม่มีความโกรธแค้นกับจำเลยจึงไม่มีทางที่จะปรักปรำ จำเลยได้ เพียงเท่านี้ก็สามารถเอาจำเลยไปนอนคุกเล่น ๆ ได้สบาย ๆ แม้ว่าจำเลยจะสามารถอ้างพยาน หลักฐาน เพื่อโต้แย้งกับอัยการได้ แต่ถามว่าจำเลยจะสามารถหาพยานอะไรที่จะเป็นพยานที่มีน้ำหนัก มากพอในการต่อสู้คดี 1.พยานเกี่ยวกับการหักล้างยาเสพติดว่าไม่ใช่ของตนหรือมีน้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์การลงโทษ จะหาได้หรือไม่ อย่างไร 2.พยานที่จะสืบว่าตำรวจเคยมีเรื่องโกรธแค้นหรือมีเจตนาใส่ร้ายจำเลยจะหามาได้อย่างไร 3.คดียาเสพติดแม้นพนักงานสืบสวนหรือตำรวจจะทำการจับกุมโดยไม่ชอบแต่ก็สามารถทำได้เพราะได้ตัวผู้กระทำผิดมาแล้ว (ฎีกาที่9058/2549 ฎีกาที่3615/2548 ฎีกาที่1493/2550) มีเหตุผลโดยสรุป คือ การตรวจค้นและการจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจจะชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก และเป็นคนละขั้นตอนกับการสอบสวน ไม่มีผลกระทบไปถึงการสอบสวนของพนักงานสอบสวนและอำนาจในการฟ้องคดีของโจทก์ ทั้งหามีผลทำให้การแสวงหาพยานหลักฐานของเจ้าพนักงานตำรวจที่ชอบเป็นไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยไม่ ฉะนั้นเมื่อปลายทางรู้ว่าการสารภาพ คือการได้ลดโทษหรือแม้กระทั้งรอการลงโทษเพราะเป็นคดีที่มีโทษไม่สูงนักตามเกณฑ์การรอการลงโทษ(รอลงอาญา) ดังนั้นเมื่อศาลถาม “จำเลยจะสารภาพหรือไม่” (เหมือนในหนังเปาบุ้นจิ้น) จำเลยโดยส่วนใหญ่จำเลยจึงพร้อมร้องเสียงดัง ๆ พร้อม ๆ กันว่า “ยอมรับผิดตามที่ถูกฟ้อง หรือ ผม/ฉันขอสารภาพผิดครับ/ค่ะ” เป็นอันจบ ปิดคดีได้เพราะ จำเลยสำนึกถึงการกระทำผิดของตน โทษจำคุกให้รอการลงโทษกี่ปีก็ว่าไป และปรับเงินจำนวน.............บาท เสียค่าปรับเสร็จกลับบ้านไปช้ำใจต่อที่บ้านถูกเพื่อบ้านมองว่าเป็นพวก ขี้ยาต่อไปแต่ก็ยังดีกว่าไปนอนในคุกใช่มัยครับ นี้แหละคือที่มาที่ไปของ หนู!จำเป็นต้องสารภาพ ด้วยประการทั้งปวงที่มา : กระบวนการยุติธรรม นักกฎหมาย ผู้ใช้ยาและอาชญากร

แถลงการณ์กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ

ตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมาและคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 นี้ กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ติดตามการเจรจาระหว่างประเทศและผลักดันนโยบายเพื่อพัฒนาการเจรจาการระหว่างให้มีความสมดุลและเป็นธรรมพบว่า เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับ “การเจรจาจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ” ถูกบัญญัติไว้ในมาตรา 178 ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงหลักการและสาระสำคัญหลายประการที่เสื่อมถอยไปจากมาตรา 190 ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 อย่างสิ้นเชิง นับตั้งแต่ที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ประเทศไทยได้มีการเจรจาจัดทำหนังสือสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศจำนวนมาก และในท้ายที่สุดได้เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกของความตกลงระหว่างประเทศภายใต้การปฏิบัติตามกระบวนการและขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งทำให้เกิดความรอบคอบในการเจรจา เพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจา ทำให้เกิดผลประโยชน์โดยรวมต่อประเทศชาติมากขึ้น และแม้ว่าจะได้มีความพยายามผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 หลายครั้งเพื่อเร่งรัด ลดขั้นตอนและเวลา แต่เมื่อมีการตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ เพื่อศึกษาเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ก็ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ปัญหาแท้จริงที่เกิดขึ้นในกระบวนการเจรจามีต้นเหตุมาจากการไม่ได้จัดทำกฎหมายลูกรองรับมาตรา 190 มิใช่เกิดจากตัวบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ มาตรา 178 นั้น คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ตัดทอนและปรับเปลี่ยนเนื้อหาบทบัญญัติของมาตรา 190 เดิม จนกระทบต่อหลักการสำคัญ 4 ประการ เป็นการบ่อนเซาะทำลายกระบวนการประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาและประชาธิปไตยเชิงเนื้อหา ดังนี้ กัดกร่อนหลักธรรมาภิบาล : โดยการตัดข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงสาระสำคัญของหนังสือสัญญานั้นต่อรัฐสภาตั้งแต่ในขั้นการจัดทำกรอบการเจรจา ข้อบัญญัติที่เคยมีอยู่ดังกล่าว เป็นการสร้างความโปร่งใส สร้างกระบวนการมีส่วนร่วม และเป็นแนวทางป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการหนังสือสัญญา ทำลายการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ : โดยตัดข้อบัญญัติที่ให้คณะรัฐมนตรีต้องเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ ยิ่งไปกว่านั้น ในมาตรา 178 วรรคสองยังได้เพิ่มข้อกำหนดตอนท้ายว่า ในขั้นการพิจารณาเข้าร่วมผูกพันในหนังสือสัญญา หากรัฐสภาพิจารณาไม่เสร็จภายใน 60 วัน ให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบ ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นการทำลายหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติอย่างสิ้นเชิง ลดอำนาจการต่อรองของฝ่ายบริหาร : การตัดข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการเจรจาจัดทำหนังสือสัญญาออกไป เป็นการลดทอนอำนาจการต่อรองของฝ่ายบริหารในการเจรจา ขั้นตอนดังกล่าวเป็นแนวปฏิบัติที่ประเทศต่างๆ ยึดถือปฏิบัติและอ้างอิงเพื่อสร้างและเพิ่มอำนาจต่อรองของฝ่ายบริหารในการเจรจา จำกัดและลดความสำคัญของการสร้างประชาธิปไตยในเชิงเนื้อหา : โดยการตัดทอนข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่กำหนดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในกระบวนการเจรจาจัดทำหนังสือสัญญาซึ่งเป็นนโยบายสาธารณะที่มีความสำคัญในกระแสโลกาภิวัตน์ การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในกระบวนการจัดทำหนังสือที่ผ่านมาตามมาตรา 190 ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าทำให้การเจรจามีความรอบคอบ ช่วยตรวจสอบและรักษาผลประโยชน์สาธารณะ ตลอดจนเป็นกลไกที่ช่วยทำให้ระบบการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีคุณภาพและมีผลในทางปฏิบัติมากยิ่งขึ้น เป็นการสร้างประชาธิปไตยเชิงเนื้อหาที่แท้จริง นอกจากหลักการทั้ง 4 ประการข้างต้นจะถูกบ่อนเซาะทำลายแล้ว ข้อบัญญัติในมาตรา 178 วรรคสามยังได้กำหนดขอบเขตของประเภทหนังสือสัญญาที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้า หรือการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวางไว้อย่างจำกัด ทำให้ขอบเขตการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ และพื้นที่ทางการเมืองของภาคประชาสังคมถูกจำกัดและหดแคบลงไปอีก ยิ่งกว่านั้น ข้อบัญญัติในมาตรา 178 วรรคสี่ ได้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของกฎหมายลูกไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่กฎหมายที่จะมีสาระสำคัญเพื่อการกำหนดขั้นตอนและวิธีดำเนินการจัดทำหนังสือสัญญาที่มีการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา มีความโปร่งใส ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงตามหลักธรรมาภิบาลตามที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 แต่กลายเป็นเพียงกฎหมายที่กำหนดวิธีการที่ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น และได้รับการเยียวยาที่จำเป็นเท่านั้น ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อพิจารณาร่วมกับมาตราอื่นๆ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการประกันสิทธิพื้นฐานของประชาชนโดยเฉพาะการเข้าถึงการรักษาและการคุ้มครองผู้บริโภค ยังพบว่า มีบทบัญญัติที่ล้าหลังอันเป็นการลดทอนสิทธิของประชาชน แต่มุ่งเน้นเพิ่มอำนาจรัฐลดอำนาจประชาชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการที่ไม่ดี ไม่สามารถให้ผลผลิตที่ดีได้ ด้วยเหตุผลและข้อวิเคราะห์ดังกล่าว กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) จึงขอประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ และพร้อมที่จะจัดเวทีหรือเข้าร่วมเวทีถกแถลงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อให้สังคมได้รับรู้ข้อมูล ข้อวิเคราะห์ และความเห็นต่างอย่างรอบด้าน อันเป็นสิทธิพื้นฐานทางการเมืองอันชอบธรรมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ประกาศแถลง ณ วันที่ 22 เมษายน 2559

ศาสนาไม่ได้บอกว่าห้ามเป็นเอดส์ : และทรรศนะว่าด้วยการบวชของผู้ติดเชื้อเอชไอวี

ชายไทยผู้เคยบวชล้วนถูกตั้งคำถาม มะนุสโสสิ ปุริโสสิ ภุชิสโสสิ อะนะโณสิ และอีกสามสี่ปุจฉาแต่ไม่บ่อยครั้งนักที่จิตตั้งมั่นบรรพชา จะเริ่มต้นตอบคำถามด้วยคำโกหก ปัจจุบันใน สังฆาณัติ ระเบียบพระอุปัชฌายะมีข้อห้ามบุคคลที่เรียกว่าวัตถุวิบัติ ห้ามอุปสมบทโดยเด็ดขาดหลายจำพวก อาทิ คนที่มีอวัยวะบกพร่อง ผู้ทุรพลทุพพลภาพ ผู้ฆ่าบิดามารดาและพระอรหันต์ ชายที่ทำร้ายภิกษุณี ผู้เป็นบัณ-เฑาะว์ หรือมีเพศทางเลือก เรื่อยไปจนถึงผู้ที่มีโรคติดต่อร้ายแรง จากอดีตจนปัจจุบัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติ เกณฑ์ห้ามบวชในกรณีเป็นโรคร้ายแรง ไว้ ๕โรค ได้แก่ โรคเรื้อน ฝี กลาก โรคมองคร่อและลมบ้าหมู กล่าวคือสมัยนั้นในแคว้นมคธได้เกิดโรคระบาดทั้งห้าขึ้น จนไพร่ฟ้าประชาชนต้องเดือดเนื้อร้อนใจ ทางแก้ไขเดียวของบรรดาผู้ป่วยคือ ไปอ้อนวอนร้องขอให้หมอชีวกโกมารภัจจ์ช่วยรักษาอาการ ด้านฝ่ายชีวกผู้ครองตนบนความความรู้ความสามารถด้านการแพทย์ ต้องคอยถวายงานอภิบาลพระเจ้าพิมพิสาร รวมทั้งพระพุทธเจ้า และพระสงฆ์สาวก จึงทำได้เพียงกล่าวอ้างว่าไม่มีเวลาให้การรักษาแก่ประชาชน ครั้นคนป่วยทวีจำนวนกันมากขึ้น จึงมีนายสมองใสระลึกได้ว่าสมณะผู้สืบเชื้อสายศากยมุนีเหล่านี้แลเป็นผู้มีความเป็นอยู่ดี กินก็อร่อยอิ่มหมี นอนสะดวกมีห้องหับมิดชิด มีโอสถบดให้มิได้ขาด พอคิดเห็นดังนั้นจึงพากันไปขอบวช ภิกษุผู้ไม่มีกฎเกณฑ์ในกาลก่อนจึงอุปสมบทให้ จนได้กลายเป็นสมณะเมื่อเป็นเช่นนั้นประชาชนคนป่วยผู้ถูกโรคตกทุกข์จึงได้รับการรักษาให้หายขาดไปหลายราย จนถึงวันที่โกมารภัจจ์ชีวก เดินตลาดสวนทางกับสัตตบุรุษซึ่งแต่งกายขมุกขมัว ผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายว่าเป็นเคยได้รับการรักษาโรคเรื้อนให้ในตอนบวช จึงเอ่ยปุจฉาหารือ ได้ความว่านายคนนี้หวังบวชเพียงเพื่อได้รับการรักษาให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ ท่านหมอใหญ่ใบหน้าเปลี่ยนตวาดด่า โพนทะนาว่า"ไฉนเลยตถาคตจึงให้กุลบุตรผู้ถูกโรคร้ายได้เข้ามาบวช เพียงเพื่อหวังเอาแต่ประโยชน์ โดยไม่คิดบำรุงศาสนา" เมื่อเห็นแจ้งดังนั้นจึงรีบไปกราบทูลต่อองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “ข้าขอประทานพระวโรกาสขอพระผู้เป็นเจ้าไม่พึงยังกุลบุตรผู้ถูกโรค ๕ ประการร้ายแรง ยากแก่การรักษาให้มาบวช” ลำดับนั้นเองพระผู้เป็นเจ้าทรงมีธรรมกถาเพราะว่าเหตุที่เกิดขึ้นมีมูล จึงรับสั่งภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายกุลบุตรผู้ถูกโรค ๕ชนิดกระทบแล้วภิกษุไม่พึงให้บวช รูปใดบวชให้ต้องอาบัติไปทุกฏ” สังเกตได้ว่า ๕ โรคร้ายที่ยกมานั้น ปราศจากโรคเอดส์ แล้วปัจจุบันก็เป็นที่ปรากฏแล้วว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวี มีหลายสิ่งที่แตกต่างจากโรคร้าย จนคล้ายจะอนุมานได้ว่าพุทธองค์ทรงอนุญาตให้บวชกล่าวคือการเป็นโรคติดต่อร้ายแรง อาจทำให้ผู้ป่วยแพร่เชื้อโรคของตนไปสู่ผู้อื่น และอาจแสวงหาผลประโยชน์ทางการรักษามากกว่าจะสืบสาส์นเจตนาของพุทธองค์ จึงป้องกันไม่ให้บุคคลมีโรคร้ายเเรงเหล่านั้นบวชแต่หากดูการติดต่อของโรคเอชไอวีจะพบว่ามีช่องทางการติดต่อได้ ๓ ทางคือ • เพศสัมพันธ์ เห็นแจ้งแล้วว่าผู้บวชเป็นพระย่อมไม่สามารถไปมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่น • เลือด ซึ่งติดต่อกันได้โดยการรับ หรือสัมผัสเลือดโดยตรง ซึ่งอาจนับได้ว่าเป็นช่องทางที่มีความเสี่ยงมากที่สุด แต่หากผู้ติดเชื้อพึงระวังก็จะสามารถป้องกันตนเองและผู้คนรอบข้างได้ตลอดทั้งหากพินิจดูที่การไหลออกของเหลือ จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คนปกติจะมีเลือดไหลเข้าสู่ร่างกายเพราะหากเกิดแผลไม่ว่าบริเวณใด จะพบว่าเลือดต้องไหลออกเท่านั้นไม่มีวันไหลเข้า และการที่เชื้อเอชไอวีออกมาสู่สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการแพร่โรคก็สามารถจะทำให้เชื้อหมดสภาพในระยะเวลาอันสั้นได้เช่นกัน • จากแม่สู่ลูก ภิกษุผู้ถือบวชล้วนเป็นชายสาเหตุของการติดต่อในช่องทางนี้จึงล้วนเป็นไปไม่ได้ ด้วย ปฏิจจสมุปบาท ตามหลักการของเหตุผลอันควรเหล่านี้ จึงมีความจำเป็นที่อาจต้องเชื่อว่ากรณีของการติดเชื้อเอชไอวีนั้น ไม่ควรมีการรังเกียจกีดกันใดซึ่งไม่อนุญาตให้บวช พิเคราะห์เจตนา ของตถาคตที่ทรงห้ามผู้ป่วยโรคติดต่อร้ายแรงถือบวช เพื่อป้องกันเจตนาซึ่งไม่ได้ประสงค์จะทำนุบำรุงสืบทอดสายป่านแห่งพุทธศาสนา แต่เพียงหวังว่าจะได้รับประโยชน์บางสิ่งแต่หากเมื่อผู้ติดเชื้อเซอชไอวีมีความรู้และดูแลสุขภาพของตนเองได้นั่นก็อาจไม่ใช่เงื่อนไขของการไม่อนุญาตให้บวช รวมทั้งการมีเชื้อเอชไอวี ไม่จำเป็นต้องมีทุกข์ เมื่อเอชไอวีไม่ใช่เหตุปัจจัยของการเกิดทุกข์ ก็ไม่ต้องการการดับทุกข์ และการบวชไม่ใช่หนทางเดียวของการดับทุกข์เสมอไป ดังนั้นข้อกังขาว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีอาจบวชด้วยเหตุว่าต้องการพึ่งพาร่มกาสาวพัสตร์เพื่อรอวันตายอย่างสงบจึงล้วนเป็นเพียงการกล่าวอ้าง ท้ายแล้วไม่ว่าสถานการณ์ปัจจุบันซึ่งประเทศไทยเต็มไปด้วยปัญญาชนผู้มากความรู้ ล้นความสามารถจะมีแนวทางในการดำเนินการอย่างไรต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีผู้ประสงค์อยากบวชอย่างไร แต่ในพระไตรปิฎกก็ไม่ปรากฏว่าเคยระบุให้รังเกียจกีดกันระหว่างเพื่อนมนุษย์ และใช่หรือไม่ว่า ปฏิจจสมุปบาทคือการสอนให้อย่าเชื่อโดยปราศจากการค้นหาถ้าหากตื่นฟื้นจากปรินิพพาน เราท่านว่าพระพุทธเจ้าจะตรัสอย่างไรหากใครคนหนึ่งซึ่งอยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีอยากจะบวช ? ------------------------------------------------: มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
สายด่วนเรื่องสิทธิและกฎหมาย

02-1715135-6 - กรุงเทพฯ

038-993-242 - ระยอง

ทุกวัน เวลา 10.00 - 20.00 น.