สมัครสมาชิกใหม่

กล่องฝากข้อความ
ข้อจำกัด

มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
Foundation For AIDS Rights (FAR)
Choose your language :

กรณีศึกษาที่น่าสนใจทั้งหมด (7 บทความ)

จำเป็นต้องสารภาพ ด้วยประการทั้งปวง

เหตุผลของผู้ถูกกล่าวหาว่าเสพยาเสพติด หรือมียาเสพติดไว้ในครอบครองต้องยอมสารภาพผิด ?เพราะอะไร ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่เรียกว่าการรอการลงโทษก่อน คือคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176สรุปได้ คือ * เงื่อนไข ในกรณีจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง = จำเลยต้องสารภาพ * หลัก คือ ศาลพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ = พิพากษาได้เลย เราจะเห็นประจำในข้อหาเสพ ข้อหาขับเสพ และข้อหาครอบครองเพื่อเสพ(กรณี ขับเสพเพิ่มโทษ 1 ใน 3 โทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ) ซึ่งทั้งหมดมีโทษ จำคุกไม่เกิน 5 และไม่จำเป็นในการที่ต้องสืบพยานเลย ข้อยกเว้น คือ คดีที่จำเลยให้การรับสารภาพนั้น กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยกระทำผิดจริง=โทษขั้นต่ำไม่ใช่โทษขั้นสูงหากไม่มี โทษขั้นต่ำก็จะไม่อยู่ในเกณฑ์นี้ไม่จำเป็นต้องสืบพยาน เช่น กฎหมายกำหนดว่าจำคุกไม่เกิน 10 ปี อย่างนี้ไม่ต้องสืบ ต่อมาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคแรก “ผู้ใดกระทําความผิดซึ่งมีโทษจําคุกหรือปรับ และใน คดีนั้นศาลจะลงโทษจําคุก ไม่เกินห้าปีไม่ว่าจะลงโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตามหรือลงโทษปรับ ถ้าปรากฏ ว่าผู้นั้น (1) ไม่เคยรับโทษจําคุกมาก่อน หรือ (2) เคยรับโทษจําคุกมาก่อนแต่เป็นโทษสําหรับความผิด ที่ได้กระทําโดยประมาท หรือความผิด ลหุโทษ หรือเป็นโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือ (3) เคยรับโทษ จําคุกมาก่อนแต่พ้นโทษจําคุกมาแล้วเกินกว่าห้าปี แล้วมากระทําความผิดอีก โดยความผิดในครั้งหลัง เป็นความผิดที่ได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ” เงื่อนไข ไม่เคยรับโทษจําคุกมาก่อน หรือเคยแต่เป็นความผิดลหุโทษ(โทษไม่หนัก)หรือจำคุก ไม่เกินหกเดือน หรือพ้นโทษจำคุกมาแล้วเป็นเวลากว่า 5 ปี หลัก คือ กระทําความผิดและในคดีนั้นศาลจะลงโทษจําคุกไม่เกินห้าปี(ของเดิมคือ 3 ปี) ดังนั้น หลักฐานพยานที่สามารถนำมาอ้างอิงพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ก็คือ น้ำปัสสาวะที่มี ยาเสพติด(ฉี่ม่วง) หรือยาเสพติดและคำสารภาพในชั้นพนักงานสอบสวน โดยยาเสพติดจะไม่ค่อยได้นำ ไปเป็นพยานในศาลนอกจากเอกสารการตรวจพิสูจน์ของสถาบันวิชาการ และตรวจพิสูจน์ยาเสพติดหรือ กลุ่มงานตรวจยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะจะหายไปหมดจากการตรวจพิสูจน์ “ยาเสพติดได้หมดไปจากการตรวจพิสูจน์” ซึ่งศาลจะรับฟังพยานเอกสารดังกล่าว บวกกับเหตุที่ไม่มีความโกรธแค้นกับจำเลยจึงไม่มีทางที่จะปรักปรำ จำเลยได้ เพียงเท่านี้ก็สามารถเอาจำเลยไปนอนคุกเล่น ๆ ได้สบาย ๆ แม้ว่าจำเลยจะสามารถอ้างพยาน หลักฐาน เพื่อโต้แย้งกับอัยการได้ แต่ถามว่าจำเลยจะสามารถหาพยานอะไรที่จะเป็นพยานที่มีน้ำหนัก มากพอในการต่อสู้คดี 1.พยานเกี่ยวกับการหักล้างยาเสพติดว่าไม่ใช่ของตนหรือมีน้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์การลงโทษ จะหาได้หรือไม่ อย่างไร 2.พยานที่จะสืบว่าตำรวจเคยมีเรื่องโกรธแค้นหรือมีเจตนาใส่ร้ายจำเลยจะหามาได้อย่างไร 3.คดียาเสพติดแม้นพนักงานสืบสวนหรือตำรวจจะทำการจับกุมโดยไม่ชอบแต่ก็สามารถทำได้เพราะได้ตัวผู้กระทำผิดมาแล้ว (ฎีกาที่9058/2549 ฎีกาที่3615/2548 ฎีกาที่1493/2550) มีเหตุผลโดยสรุป คือ การตรวจค้นและการจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจจะชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก และเป็นคนละขั้นตอนกับการสอบสวน ไม่มีผลกระทบไปถึงการสอบสวนของพนักงานสอบสวนและอำนาจในการฟ้องคดีของโจทก์ ทั้งหามีผลทำให้การแสวงหาพยานหลักฐานของเจ้าพนักงานตำรวจที่ชอบเป็นไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยไม่ ฉะนั้นเมื่อปลายทางรู้ว่าการสารภาพ คือการได้ลดโทษหรือแม้กระทั้งรอการลงโทษเพราะเป็นคดีที่มีโทษไม่สูงนักตามเกณฑ์การรอการลงโทษ(รอลงอาญา) ดังนั้นเมื่อศาลถาม “จำเลยจะสารภาพหรือไม่” (เหมือนในหนังเปาบุ้นจิ้น) จำเลยโดยส่วนใหญ่จำเลยจึงพร้อมร้องเสียงดัง ๆ พร้อม ๆ กันว่า “ยอมรับผิดตามที่ถูกฟ้อง หรือ ผม/ฉันขอสารภาพผิดครับ/ค่ะ” เป็นอันจบ ปิดคดีได้เพราะ จำเลยสำนึกถึงการกระทำผิดของตน โทษจำคุกให้รอการลงโทษกี่ปีก็ว่าไป และปรับเงินจำนวน.............บาท เสียค่าปรับเสร็จกลับบ้านไปช้ำใจต่อที่บ้านถูกเพื่อบ้านมองว่าเป็นพวก ขี้ยาต่อไปแต่ก็ยังดีกว่าไปนอนในคุกใช่มัยครับ นี้แหละคือที่มาที่ไปของ หนู!จำเป็นต้องสารภาพ ด้วยประการทั้งปวงที่มา : กระบวนการยุติธรรม นักกฎหมาย ผู้ใช้ยาและอาชญากร

แถลงการณ์กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ

ตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมาและคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 นี้ กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ติดตามการเจรจาระหว่างประเทศและผลักดันนโยบายเพื่อพัฒนาการเจรจาการระหว่างให้มีความสมดุลและเป็นธรรมพบว่า เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับ “การเจรจาจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ” ถูกบัญญัติไว้ในมาตรา 178 ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงหลักการและสาระสำคัญหลายประการที่เสื่อมถอยไปจากมาตรา 190 ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 อย่างสิ้นเชิง นับตั้งแต่ที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ประเทศไทยได้มีการเจรจาจัดทำหนังสือสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศจำนวนมาก และในท้ายที่สุดได้เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกของความตกลงระหว่างประเทศภายใต้การปฏิบัติตามกระบวนการและขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งทำให้เกิดความรอบคอบในการเจรจา เพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจา ทำให้เกิดผลประโยชน์โดยรวมต่อประเทศชาติมากขึ้น และแม้ว่าจะได้มีความพยายามผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 หลายครั้งเพื่อเร่งรัด ลดขั้นตอนและเวลา แต่เมื่อมีการตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ เพื่อศึกษาเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ก็ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ปัญหาแท้จริงที่เกิดขึ้นในกระบวนการเจรจามีต้นเหตุมาจากการไม่ได้จัดทำกฎหมายลูกรองรับมาตรา 190 มิใช่เกิดจากตัวบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ มาตรา 178 นั้น คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ตัดทอนและปรับเปลี่ยนเนื้อหาบทบัญญัติของมาตรา 190 เดิม จนกระทบต่อหลักการสำคัญ 4 ประการ เป็นการบ่อนเซาะทำลายกระบวนการประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาและประชาธิปไตยเชิงเนื้อหา ดังนี้ กัดกร่อนหลักธรรมาภิบาล : โดยการตัดข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงสาระสำคัญของหนังสือสัญญานั้นต่อรัฐสภาตั้งแต่ในขั้นการจัดทำกรอบการเจรจา ข้อบัญญัติที่เคยมีอยู่ดังกล่าว เป็นการสร้างความโปร่งใส สร้างกระบวนการมีส่วนร่วม และเป็นแนวทางป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการหนังสือสัญญา ทำลายการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ : โดยตัดข้อบัญญัติที่ให้คณะรัฐมนตรีต้องเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ ยิ่งไปกว่านั้น ในมาตรา 178 วรรคสองยังได้เพิ่มข้อกำหนดตอนท้ายว่า ในขั้นการพิจารณาเข้าร่วมผูกพันในหนังสือสัญญา หากรัฐสภาพิจารณาไม่เสร็จภายใน 60 วัน ให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบ ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นการทำลายหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติอย่างสิ้นเชิง ลดอำนาจการต่อรองของฝ่ายบริหาร : การตัดข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการเจรจาจัดทำหนังสือสัญญาออกไป เป็นการลดทอนอำนาจการต่อรองของฝ่ายบริหารในการเจรจา ขั้นตอนดังกล่าวเป็นแนวปฏิบัติที่ประเทศต่างๆ ยึดถือปฏิบัติและอ้างอิงเพื่อสร้างและเพิ่มอำนาจต่อรองของฝ่ายบริหารในการเจรจา จำกัดและลดความสำคัญของการสร้างประชาธิปไตยในเชิงเนื้อหา : โดยการตัดทอนข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่กำหนดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในกระบวนการเจรจาจัดทำหนังสือสัญญาซึ่งเป็นนโยบายสาธารณะที่มีความสำคัญในกระแสโลกาภิวัตน์ การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในกระบวนการจัดทำหนังสือที่ผ่านมาตามมาตรา 190 ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าทำให้การเจรจามีความรอบคอบ ช่วยตรวจสอบและรักษาผลประโยชน์สาธารณะ ตลอดจนเป็นกลไกที่ช่วยทำให้ระบบการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีคุณภาพและมีผลในทางปฏิบัติมากยิ่งขึ้น เป็นการสร้างประชาธิปไตยเชิงเนื้อหาที่แท้จริง นอกจากหลักการทั้ง 4 ประการข้างต้นจะถูกบ่อนเซาะทำลายแล้ว ข้อบัญญัติในมาตรา 178 วรรคสามยังได้กำหนดขอบเขตของประเภทหนังสือสัญญาที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้า หรือการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวางไว้อย่างจำกัด ทำให้ขอบเขตการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ และพื้นที่ทางการเมืองของภาคประชาสังคมถูกจำกัดและหดแคบลงไปอีก ยิ่งกว่านั้น ข้อบัญญัติในมาตรา 178 วรรคสี่ ได้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของกฎหมายลูกไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่กฎหมายที่จะมีสาระสำคัญเพื่อการกำหนดขั้นตอนและวิธีดำเนินการจัดทำหนังสือสัญญาที่มีการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา มีความโปร่งใส ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงตามหลักธรรมาภิบาลตามที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 แต่กลายเป็นเพียงกฎหมายที่กำหนดวิธีการที่ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น และได้รับการเยียวยาที่จำเป็นเท่านั้น ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อพิจารณาร่วมกับมาตราอื่นๆ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการประกันสิทธิพื้นฐานของประชาชนโดยเฉพาะการเข้าถึงการรักษาและการคุ้มครองผู้บริโภค ยังพบว่า มีบทบัญญัติที่ล้าหลังอันเป็นการลดทอนสิทธิของประชาชน แต่มุ่งเน้นเพิ่มอำนาจรัฐลดอำนาจประชาชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการที่ไม่ดี ไม่สามารถให้ผลผลิตที่ดีได้ ด้วยเหตุผลและข้อวิเคราะห์ดังกล่าว กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) จึงขอประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ และพร้อมที่จะจัดเวทีหรือเข้าร่วมเวทีถกแถลงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อให้สังคมได้รับรู้ข้อมูล ข้อวิเคราะห์ และความเห็นต่างอย่างรอบด้าน อันเป็นสิทธิพื้นฐานทางการเมืองอันชอบธรรมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ประกาศแถลง ณ วันที่ 22 เมษายน 2559

ศาสนาไม่ได้บอกว่าห้ามเป็นเอดส์ : และทรรศนะว่าด้วยการบวชของผู้ติดเชื้อเอชไอวี

ชายไทยผู้เคยบวชล้วนถูกตั้งคำถาม มะนุสโสสิ ปุริโสสิ ภุชิสโสสิ อะนะโณสิ และอีกสามสี่ปุจฉาแต่ไม่บ่อยครั้งนักที่จิตตั้งมั่นบรรพชา จะเริ่มต้นตอบคำถามด้วยคำโกหก ปัจจุบันใน สังฆาณัติ ระเบียบพระอุปัชฌายะมีข้อห้ามบุคคลที่เรียกว่าวัตถุวิบัติ ห้ามอุปสมบทโดยเด็ดขาดหลายจำพวก อาทิ คนที่มีอวัยวะบกพร่อง ผู้ทุรพลทุพพลภาพ ผู้ฆ่าบิดามารดาและพระอรหันต์ ชายที่ทำร้ายภิกษุณี ผู้เป็นบัณ-เฑาะว์ หรือมีเพศทางเลือก เรื่อยไปจนถึงผู้ที่มีโรคติดต่อร้ายแรง จากอดีตจนปัจจุบัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติ เกณฑ์ห้ามบวชในกรณีเป็นโรคร้ายแรง ไว้ ๕โรค ได้แก่ โรคเรื้อน ฝี กลาก โรคมองคร่อและลมบ้าหมู กล่าวคือสมัยนั้นในแคว้นมคธได้เกิดโรคระบาดทั้งห้าขึ้น จนไพร่ฟ้าประชาชนต้องเดือดเนื้อร้อนใจ ทางแก้ไขเดียวของบรรดาผู้ป่วยคือ ไปอ้อนวอนร้องขอให้หมอชีวกโกมารภัจจ์ช่วยรักษาอาการ ด้านฝ่ายชีวกผู้ครองตนบนความความรู้ความสามารถด้านการแพทย์ ต้องคอยถวายงานอภิบาลพระเจ้าพิมพิสาร รวมทั้งพระพุทธเจ้า และพระสงฆ์สาวก จึงทำได้เพียงกล่าวอ้างว่าไม่มีเวลาให้การรักษาแก่ประชาชน ครั้นคนป่วยทวีจำนวนกันมากขึ้น จึงมีนายสมองใสระลึกได้ว่าสมณะผู้สืบเชื้อสายศากยมุนีเหล่านี้แลเป็นผู้มีความเป็นอยู่ดี กินก็อร่อยอิ่มหมี นอนสะดวกมีห้องหับมิดชิด มีโอสถบดให้มิได้ขาด พอคิดเห็นดังนั้นจึงพากันไปขอบวช ภิกษุผู้ไม่มีกฎเกณฑ์ในกาลก่อนจึงอุปสมบทให้ จนได้กลายเป็นสมณะเมื่อเป็นเช่นนั้นประชาชนคนป่วยผู้ถูกโรคตกทุกข์จึงได้รับการรักษาให้หายขาดไปหลายราย จนถึงวันที่โกมารภัจจ์ชีวก เดินตลาดสวนทางกับสัตตบุรุษซึ่งแต่งกายขมุกขมัว ผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายว่าเป็นเคยได้รับการรักษาโรคเรื้อนให้ในตอนบวช จึงเอ่ยปุจฉาหารือ ได้ความว่านายคนนี้หวังบวชเพียงเพื่อได้รับการรักษาให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ ท่านหมอใหญ่ใบหน้าเปลี่ยนตวาดด่า โพนทะนาว่า"ไฉนเลยตถาคตจึงให้กุลบุตรผู้ถูกโรคร้ายได้เข้ามาบวช เพียงเพื่อหวังเอาแต่ประโยชน์ โดยไม่คิดบำรุงศาสนา" เมื่อเห็นแจ้งดังนั้นจึงรีบไปกราบทูลต่อองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “ข้าขอประทานพระวโรกาสขอพระผู้เป็นเจ้าไม่พึงยังกุลบุตรผู้ถูกโรค ๕ ประการร้ายแรง ยากแก่การรักษาให้มาบวช” ลำดับนั้นเองพระผู้เป็นเจ้าทรงมีธรรมกถาเพราะว่าเหตุที่เกิดขึ้นมีมูล จึงรับสั่งภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายกุลบุตรผู้ถูกโรค ๕ชนิดกระทบแล้วภิกษุไม่พึงให้บวช รูปใดบวชให้ต้องอาบัติไปทุกฏ” สังเกตได้ว่า ๕ โรคร้ายที่ยกมานั้น ปราศจากโรคเอดส์ แล้วปัจจุบันก็เป็นที่ปรากฏแล้วว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวี มีหลายสิ่งที่แตกต่างจากโรคร้าย จนคล้ายจะอนุมานได้ว่าพุทธองค์ทรงอนุญาตให้บวชกล่าวคือการเป็นโรคติดต่อร้ายแรง อาจทำให้ผู้ป่วยแพร่เชื้อโรคของตนไปสู่ผู้อื่น และอาจแสวงหาผลประโยชน์ทางการรักษามากกว่าจะสืบสาส์นเจตนาของพุทธองค์ จึงป้องกันไม่ให้บุคคลมีโรคร้ายเเรงเหล่านั้นบวชแต่หากดูการติดต่อของโรคเอชไอวีจะพบว่ามีช่องทางการติดต่อได้ ๓ ทางคือ • เพศสัมพันธ์ เห็นแจ้งแล้วว่าผู้บวชเป็นพระย่อมไม่สามารถไปมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่น • เลือด ซึ่งติดต่อกันได้โดยการรับ หรือสัมผัสเลือดโดยตรง ซึ่งอาจนับได้ว่าเป็นช่องทางที่มีความเสี่ยงมากที่สุด แต่หากผู้ติดเชื้อพึงระวังก็จะสามารถป้องกันตนเองและผู้คนรอบข้างได้ตลอดทั้งหากพินิจดูที่การไหลออกของเหลือ จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คนปกติจะมีเลือดไหลเข้าสู่ร่างกายเพราะหากเกิดแผลไม่ว่าบริเวณใด จะพบว่าเลือดต้องไหลออกเท่านั้นไม่มีวันไหลเข้า และการที่เชื้อเอชไอวีออกมาสู่สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการแพร่โรคก็สามารถจะทำให้เชื้อหมดสภาพในระยะเวลาอันสั้นได้เช่นกัน • จากแม่สู่ลูก ภิกษุผู้ถือบวชล้วนเป็นชายสาเหตุของการติดต่อในช่องทางนี้จึงล้วนเป็นไปไม่ได้ ด้วย ปฏิจจสมุปบาท ตามหลักการของเหตุผลอันควรเหล่านี้ จึงมีความจำเป็นที่อาจต้องเชื่อว่ากรณีของการติดเชื้อเอชไอวีนั้น ไม่ควรมีการรังเกียจกีดกันใดซึ่งไม่อนุญาตให้บวช พิเคราะห์เจตนา ของตถาคตที่ทรงห้ามผู้ป่วยโรคติดต่อร้ายแรงถือบวช เพื่อป้องกันเจตนาซึ่งไม่ได้ประสงค์จะทำนุบำรุงสืบทอดสายป่านแห่งพุทธศาสนา แต่เพียงหวังว่าจะได้รับประโยชน์บางสิ่งแต่หากเมื่อผู้ติดเชื้อเซอชไอวีมีความรู้และดูแลสุขภาพของตนเองได้นั่นก็อาจไม่ใช่เงื่อนไขของการไม่อนุญาตให้บวช รวมทั้งการมีเชื้อเอชไอวี ไม่จำเป็นต้องมีทุกข์ เมื่อเอชไอวีไม่ใช่เหตุปัจจัยของการเกิดทุกข์ ก็ไม่ต้องการการดับทุกข์ และการบวชไม่ใช่หนทางเดียวของการดับทุกข์เสมอไป ดังนั้นข้อกังขาว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีอาจบวชด้วยเหตุว่าต้องการพึ่งพาร่มกาสาวพัสตร์เพื่อรอวันตายอย่างสงบจึงล้วนเป็นเพียงการกล่าวอ้าง ท้ายแล้วไม่ว่าสถานการณ์ปัจจุบันซึ่งประเทศไทยเต็มไปด้วยปัญญาชนผู้มากความรู้ ล้นความสามารถจะมีแนวทางในการดำเนินการอย่างไรต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีผู้ประสงค์อยากบวชอย่างไร แต่ในพระไตรปิฎกก็ไม่ปรากฏว่าเคยระบุให้รังเกียจกีดกันระหว่างเพื่อนมนุษย์ และใช่หรือไม่ว่า ปฏิจจสมุปบาทคือการสอนให้อย่าเชื่อโดยปราศจากการค้นหาถ้าหากตื่นฟื้นจากปรินิพพาน เราท่านว่าพระพุทธเจ้าจะตรัสอย่างไรหากใครคนหนึ่งซึ่งอยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีอยากจะบวช ? ------------------------------------------------: มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์

เหลียวหลังแลหน้า การเข้าถึงหลักประกันสุขภาพของประชากรข้ามชาติ

ในนามคณะทำงานพัฒนาแนวทางการเข้าถึงบริการสุขภาพที่เป็นมิตร ในกลุ่มประชากรข้ามชาติซึ่งประกอบไปด้วย มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ มูลนิธิรักษ์ไทย มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยเครือข่ายคนทำงานด้านประชากรข้ามชาติและเครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ ได้ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลและระดมความคิดเห็นในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ และสถานพยาบาล ที่ให้บริการการจัดทำประกันสุขภาพและตรวจสุขภาพกลุ่มแรงงานข้ามชาติ คนข้ามชาติและผู้ติดตาม ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วย ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องการตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าวและประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องการตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพคนต่างด้าว ลงวันที่ 30มีนาคม 2558 โดยได้ดำเนินการในพื้นที่ที่มีการจ้างแรงงานข้ามชาติอย่างเข้มข้น ได้แก่ กรุงเทพฯสมุทรปราการ สมุทรสาครตราด เชียงใหม่ ระยอง ชลบุรี ปัตตานี นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี รวมทั้งจัดเวทีระดมความคิดเห็นต่อเรื่องระบบประกันสุขภาพแรงงานข้ามชาติ โดยมีตัวแทนทั้งจากแรงงานข้ามชาติ ผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่สถานพยาบาล และองค์กรพัฒนาเอกชน ข้อค้นพบที่ได้มาจากการรวบรวมข้อมูล ข้อคิดเห็นในการดำเนินการตรวจ และประกันสุขภาพตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพคนต่างด้าว ลงวันที่ 30มีนาคม 2558 จะเห็นว่ายังมีข้อจำกัดในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ โดยเฉพาะในกลุ่มคนข้ามชาติทั่วไปที่ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงประกันสุขภาพอยู่ค่อนข้างมาก โดยสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจาก- การทำความเข้าใจในการดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขต่อสถานพยาบาลรวมทั้งการบริหารจัดการระหว่างหน่วยงานในระดับนโยบายและสถานพยาบาลไม่มีความชัดเจน ส่งผลให้ไม่เกิดการดำเนินงานจริงในพื้นที่- สถานพยาบาลมีความเข้าใจต่อนโยบายการตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพคนต่างด้าวที่แตกต่างกันทำให้การดำเนินการในแต่ละพื้นที่มีลักษณะที่แตกต่างกันจนมีแนวโน้มที่จะให้การดำเนินการประกันสุขภาพกลายเป็นนโยบายแต่ละที่ของผู้บริหารในแต่ละสถานพยาบาลไป- สถานพยาบาลไม่มั่นใจในแนวทางการจัดการตามนโยบาย การเข้าใจนโยบายที่แตกต่างกัน รวมทั้งการยังมีทัศนคติในการดำเนินการตามนโยบายที่ยังอิงกับมาตรการแบบเดิม- สถานพยาบาลยังคงมีแนวคิดที่จะผูกโยงการประกันสุขภาพกับระบบการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติดังที่เคยปฏิบัติกันมา - สถานพยาบาลไม่มีความมั่นใจในระบบประกันสุขภาพในแบบที่สมัครใจทำประกันในกลุ่มคนข้ามชาติและมองเห็นว่าอาจจะเป็นความเสี่ยงทางงบประมาณของสถานพยาบาลได้- สถานพยาบาลไม่มีการดำเนินการประชาสัมพันธ์ หรือการทำความเข้าใจกับกลุ่มประชากรข้ามชาติให้เห็นความสำคัญของการทำประกันสุขภาพไม่เกิดขึ้น ส่งผลให้แรงงานข้ามชาติและประชากรข้ามชาติส่วนใหญ่ไม่รับรู้ข้อมูล- ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งที่มีความไม่เข้าใจ หรือไม่เห็นความสำคัญของการทำประกันสุขภาพ ก็ไม่มีการจัดทำประกันสุขภาพให้แก่แรงงานข้ามชาติด้วย- ขาดการติดตาม ประเมินผลในทางนโยบาย - ขาดหน่วยงานรับผิดชอบหลักในเรื่องนโยบาย การบริหารจัดการและการประสานงานกับสถานพยาบาลในเรื่องประกันสุขภาพแรงงานข้ามชาติ ก็ทำให้เกิดความสับสนในการประสานงาน รวมทั้งเป็นข้อจำกัดในการพัฒนานโยบายที่สอดคล้องกับการดำเนินการประกันสุขภาพในระดับพื้นที่ และการวางแผนในการจัดการในระยะยาว คณะทำงานพัฒนาแนวทางการเข้าถึงบริการสุขภาพที่เป็นมิตรในกลุ่มประชากรข้ามชาติจึงมีข้อเสนอต่อการบริหารจัดการ การตรวจสุขภาพและการประกันสุขภาพคนต่างด้าว ดังนี้ระบบการบริหารจัดการ 1. กระทรวงสาธารณสุขต้องจัดให้มีผู้รับผิดชอบโดยตรงและจัดให้มีหน่วยบริหารกลางที่ชัดเจนเพื่อการจัดการและแก้ไขปัญหาที่มีคุณภาพ 2. ให้บริการสุขภาพประชากรข้ามชาติต้องมุ่งเน้นการบริการที่มีคุณภาพ และระบบการให้บริการสุขภาพประชากรข้ามชาติ โดยเทียบเท่ากับระบบ สปสช. 3. กระทรวงสาธารณสุขต้องมีการจัดทำแผนงบประมาณในการดำเนินงาน เพื่อส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคในแต่ละปี ให้ชัดเจน 4. ให้กระทรวงสาธารณสุข เสนอเรื่อง ให้ ครม. มีมติให้หน่วยบริการสุขภาพ สามารถจัดจ้าง พสต.ได้ โดยให้ใช้อำนาจตาม ม.9 และ ม. 13 โดยการออกเป็นประกาศสำนักนายก ว่าด้วยอาชีพที่สามารถจัดจ้างได้ ตามพรบ.การทำงานของคนต่างด้าว 2551 5. กระทรวงสาธารณสุข ต้องนิยามความหมายของพนักงานสาธารณสุขต่างชาติ ( พสต.) ให้ชัดและสอดคล้องตามยุทธศาสตร์ประชากรต่างด้าวของกระทรวง 6. ให้กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องระเบียบการจัดจ้าง พสต. เพื่อกำหนดแนวทางการจัดจ้างและการใช้เงินประกันสุขภาพในการจัดจ้าง พสต. ในหน่วยบริการการเข้าถึงข้อมูล 1. จัดทำแผนการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ในเรื่องประกันสุขภาพในกลุ่มแรงานข้ามชาติและคนข้ามชาติร่วมกันระหว่างหน่วยงานบริการด้านสุขภาพและองค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่ 2. จัดทำเอกสารเผยแพร่เป็นภาษาของแรงงานข้ามชาติ 3. จัดอบรมพสต. อสต. และแกนนำชุมชนในเรื่องการประกันสุขภาพแรงงานข้ามชาติ การเข้าถึงการตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพ 1. กระทรวงสาธารณสุข ต้องระบุกลุ่มประชากรเป้าหมายให้ชัด คือ บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย ที่ไม่มีหลักประกันสุขภาพในประเทศไทย (ที่เป็นแรงงานไร้ฝีมือและผู้ติดตาม) ยกเว้นบางกลุ่มประชากรตามที่ประกาศในกฎกระทรวง 2. กระทรวงสาธารณสุขจะต้องกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในเรื่องการดำเนินการขายประกันสุขภาพทั้งในเรื่องเอกสารที่ใช้ วิธีการดำเนินการ เป็นต้น 3. มีมาตรการติดตามบังคับให้สถานพยาบาลขายประกันสุขภาพให้แก่แรงงานข้ามชาติและคนข้ามชาติทุกคน รวมทั้งมีระบบติดตามประเมินการขายประกันสุขภาพร่วมกัน ระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและองค์กรพัฒนาเอกชน อีกทั้งมีแนวทางการจัดระบบรับแจ้ง กรณีการเข้าถึงไม่ประกันสุขภาพและการบริการประกันสุขภาพจากแรงงานข้ามชาติ 4. ในกรณีแรงงานข้ามชาติ กลุ่มที่นอกเหนือจากการขึ้นทะเบียนที่ศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จและไม่เข้าประกันสังคม ควรมีการเปิดให้แรงงานข้ามชาติสามารถซื้อประกันสุขภาพด้วยตนเอง เพื่อป้องกันนายจ้างที่ไม่ต้องการทำประกันสุขภาพให้แก่แรงงานข้ามชาติ 5. จะต้องจัดให้มีล่ามหรือแนวทางอื่น ๆ ที่จะช่วยในการสื่อสารระหว่างแรงงานข้ามชาติและสถานพยาบาลในการจัดทำประกันสุขภาพสำหรับแรงงานข้ามชาติ และคนข้ามชาติ 6. พิจารณาการจัดทำประกันสุขภาพในกลุ่มเด็กผู้ติดตามในช่วงอายุมากกว่า 7 ปี โดยควรให้มีค่าใช้จ่ายในการประกันสุขภาพที่เหมาะสมกับความสามารถในการซื้อประกันสุขภาพของกลุ่มผู้ติดตามด้วย

เพื่อนรัก เพื่อนริษยา จบไม่สวย ตอกย้ำซ้ำเติมผู้ป่วยเอดส์

การทำละครที่ดี มีคุณภาพ คนทำละครต้องทำการบ้าน ต้องหาข้อมูล เพราะการนำเสนอแต่ละฉากแต่ละตอนของละครมีผลต่อพฤติกรรม ความคิด ความเชื่อ ของคนในสังคม ละครจึงถือเป็นสื่ออย่างหนึ่ง ที่มีบทบาทสำคัญในอันที่จะช่วยสร้างสรรค์จรรโลงสังคม หรือทำให้สังคมมีความรู้ ความเข้าใจในมิติต่างๆ ละครเรื่องเพื่อนรัก เพื่อนริษยา ที่ออกอากาศทางช่อง ๓ ทุกวันจันทร์ และอังคารซึ่งสัปดาห์ที่ ๕-๖ตุลาคม ๒๕๕๘ นี้จะนำเสนอเป็นตอนจบแล้ว ละครเรื่องนี้ได้รับความนิยมค่อนข้างมากเรื่องหนึ่ง ด้วยดาราที่แสดงและเนื้อหาที่ถูกจริตคนไทย ชื่อเรื่องก็บอกอยู่แล้ว เรื่องราวความรัก ความริษยา แต่ที่จะขอพูดถึงคือ มีการเผยแพร่บทละครตอนจบผ่านสื่อต่าง ๆ ในฐานะคนทำงานเรื่องเอชไอวี/เอดส์มานาน ๒๐ กว่าปี พออ่านแล้วก็ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เอาอีกแล้ว” พล๊อตเดิม ข้อมูลเก่า ในบทโดยสรุปไลลาตายเพราะเป็นเอดส์ โดยไปนอนตัวเน่ามีแผลพุพองทั้งตัว ต้องพันผ้าพันแผลไว้จนเพื่อนรักอีกสองคนที่ไปทำบุญที่สถานสงเคราะห์ที่ไลลานอนออยู่ จำไม่ได้ มารู้เอาตอนที่สิ้นใจ เมื่อย้อนนึกไปในอดีตที่ละครนำเสนอคือ ไลลาเคยมีเพศสัมพันธ์กับเจ้าของช่องทีวี พระเอก และโปดิวเซอร์เพื่อแลกกับหน้าที่การงาน ตอกย้ำการมีคู่นอนมากหน้าหลายตาทำให้เธอต้องมีสภาพเช่นนี้การนำเสนอเรื่องราวของเอดส์ผ่านบทละครแบบนี้นอกจากจะไม่ตรงตามข้อมูลทางวิชาการยังเป็นการตอกย้ำว่าเอดส์เป็นเรื่องของคนที่มีคู่นอนหลายคน เอดส์เป็นแล้วต้องตาย ซึ่งเป็นการสร้างความเข้าใจที่ผิดเรื่องเอชไอวี/เอดส์อย่างมาก ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานภาคประชาสังคมด้านเอดส์ ร่วมกันรณรงค์ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเรื่องเอชไอวีและเอดส์ตามสโลแกนเอชไอวีป้องกันได้...เอดส์รู้เร็วรักษาได้ หัวใจสำคัญ คือรณรงค์ให้ประชาชนทุกคนตระหนัก ว่าหน้าที่การป้องกันเอดส์เป็นหน้าที่ของทุกคน หากคุณมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อเอดส์คุณต้องป้องกันตัวเอง พฤติกรรมเสี่ยงที่ว่าคือหนึ่งมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกันโดยการสวมถุงยางอนามัย แม้จะมีคู่นอนเพียงคนเดียว เพราะเราไม่อาจทราบว่าคู่นอนของเรามีเพศสัมพันธ์กับเราคนเดียวหรือไม่(คนไทยกว่า ๙๐% ติดเชื้อเอชไอวีจากช่องทางนี้)สองคือใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีดเข้าเส้นและใช้เข็มฉีดร่วมกัน สามคือรับเลือดที่มีเชื้อเอชไอวีเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง ประการต่อมาคือหากมีพฤติกรรมเสี่ยงแล้วกังวล อยากรู้ว่าตนเองติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ ยังสามารถขอรับคำปรึกษาจากสายด่วนเอดส์ ๑๖๖๓ ได้ทุกวัน เวลา ๐๙.๐๐-๒๑.๐๐ น. และหากต้องการตรวจหาเชื้อเอชไอวีสามารถไปรับการตรวจที่โรงพยาบาลที่ท่านสะดวกใจที่ไหนก็ได้ที่สบายใจ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (ฟรี) ปีละ ๒ ครั้ง เพียงแสดงบัตรประชาชน เงื่อนไขคือ ต้องมีสัญชาติไทยและเข้ากระบวนการประเมินความเสี่ยงกับเจ้าหน้าที่ ค่าใช้จ่ายจะเบิกจากกองทุนเพื่อการตรวจหาเชื้อเอชไอวีโดยสมัคร (กรณีนี้ไม่ครอบคลุมการตรวจเพื่อสมัครงาน การบวช ) หากพบว่าติดเชื้อเอชไอวีก็จะเข้าสู่การดูแลรักษาทันที ตั้งแต่การตรวจวัดระดับภูมิคุ้มกัน (CD4)การป้องกันและการรักษาโรคฉวยโอกาส การตรวจรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวี ซึ่งทั้งหมดนี้ใเบิกค่าใช้จ่ายได้หมด ไม่ว่าจะใช้สิทธิบัตรทอง บัตรประกันสังคม และบัตรข้าราชการ ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเอดส์ ที่เข้าการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวีมีมากกว่า ๓๐๐,๐๐๐ คน ดังนั้น ยิ่งรู้สถานภาพการติดเชื้อเร็ว เข้าสู่กระบวนการรักษาเร็ว ยิ่งเป็นผลดีต่อบุคคลนั้น จะทำให้แทบไม่มีโอกาสป่วยป็นเอดส์เลย ขณะเดียวกันหากติดเชื้อเอชไอวีมาก่อนแล้ว และเริ่มมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือที่เรียกว่ามีอาการของเอดส์ มีอาการหรือมีโรคฉวยโอกาส รีบมารับการรักษาอาการหรือโรคฉวยโอกาสนั้นให้หาย บุคคลนั้นก็จะกลับไปอยู่ในสถานะเป็นเพียงผู้ติดเชื้อเอชไอวีเท่านั้น ไม่เป็นผู้ป่วยเอดส์ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถทำงานได้ เรียนหนังสือได้ ทำกิจกรรมต่างๆได้เช่นเดียวกับคนทั่วไป มีอายุยืนยาวทั้งหมดนี้เป็นที่มาของข้อความรณรงค์ เอชไอวีป้องกันได้...เอดส์รู้เร็วรักษาได้ กลับมาที่ละครเพื่อนรัก เพื่อริษยา การนำเสนอภาพลักษณ์ของผู้ป่วยเอดส์ที่มีพฤติกรรมมีคู่นอนหลายคน มีแผลพุพองตามเนื้อตัว ต้องไปอยู่สถานสงเคราะห์ สุดท้ายต้องตาย สวนทางอย่างยิ่งกับการรณรงค์สร้างความเข้าใจใหม่เรื่องเอดส์ เพราะปัจจุบันเราแทบจะไม่เห็นสภาพนั้นแล้ว หากยังมีนั่นแสดงว่าผู้ป่วยรายนั้นไม่ได้รับการรักษาตามมาตรฐานการรักษา อีกทั้งเป็นการตอกย้ำซ้ำเติมให้เกิดทัศนคติเชิงลบต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเอดส์ คนดูละครที่มีสมาชิกในครอบครัวติดเชื้อเอชไอวีหรือป่วยเอดส์แล้วต้องตายแน่นอน คนทำละครและสถานีที่เผยแพร่จึงจำเป็นต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมศึกษาหาข้อมูลแล้วนำเสนอเพื่อร่วมลดการตีตราและเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเอดส์ในสังคมไทย...มิฉะนั้นจะเป็นการทำร้ายผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วยเอดส์ซ้ำซากโดย มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์

ความเสมอภาค ที่ต่างกัน

ส้มหวานหญิงวัยกลางคนอายุประมาณ 40 ปี เป็นชาวพม่า ทางบ้านของส้มหวานมีฐานะยากจนแต่ส้มหวานต้องการจะช่วยต้องหาเลี้ยงครอบครัว ส้มหวานเต็มใจเลือกอาชีพเป็นพนักงานบริการหญิงเนื่องจากสามารถจุนเจือครอบครัวได้ ถ้าทำงานอื่นส้มหวานต้องมีรายได้ไม่พอรายจ่ายแน่ ๆ ส้มหวานจึงข้ามแดนมาอยู่ฝั่งไทย นานนับสิบปี ตอนแรก ๆ คนที่อยู่ใกล้บ้านส้มหวานคิดว่าเธอมาทำงานโรงงาน เพื่อนบ้านก็จะคุยดีกับเธอ แต่ภายหลังเมื่อรู้ว่าส้มหวานมีอาชีพอะไร ก็เริ่มทำตัวห่างเหินที่ทำงานของส้มหวานจะรับแขกส่วนใหญ่เป็นขาประจำ และผู้ที่รู้จักกันเท่านั้น ซึ่งเจ้าของร้านเองมักจะหวังผลประโยชน์ของส้มหวานเพียงฝ่ายเดียว โดยที่ส้มหวานไม่มีสิทธิส่วนตัว ไม่เหมือนเพื่อนพนักงานที่เป็นชาวไทยเวลามีหน่วยบริการสุขภาพเข้ามาเยี่ยม เจ้าของร้านมักจะไม่ให้พนักงานบริการหญิงที่เป็นชาวพม่าลงมาจากห้อง บางครั้งแขกที่มาใช้บริการ มักจะขอมีเพศสัมพันธ์กับเธอโดยไม่ใส่ถุงยางอนามัยซึ่งเธอก็จำยอม เพราะอยากได้เงิน และส้มหวานรู้ตัวดีว่าตนเองอายุมากแล้ว รวมทั้งยังเป็นคนต่างชาติจึงไม่สามารถปฏิเสธแขกและไม่สามารถที่จะแข่งขันกับผู้ให้บริการสาว ๆ อื่น ๆ ได้ รายได้ครั้งละ 500-1,000 บาท ส้มหวานบอกว่าบางคืนก็มีแขก บางคืนก็ไม่มีแขกมาใช้บริการ เมื่อได้เงินมาแล้วก็มาเลี้ยงดูลูกอีก 2 คน รวมถึงมารดา ที่แก่แล้ว ในเรื่องนี้นั้น พบว่ามีพนักงานบริการหญิงที่เป็นแรงงานข้ามชาติ หลายคนที่ถือได้ว่าขาดโอกาสในเรื่องของสิทธิส่วนตัว เห็นได้จากพนักงานบริการหญิงที่เป็นแรงงานข้ามชาติ ต้องการตรวจสุขภาพแต่เจ้าของกลับไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ที่สำคัญทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเกี่ยวกับเรื่องการเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารของพนักงานบริการหญิงที่เป็นแรงงานข้ามชาติ ที่พึงจะได้รับ เมื่อพนักงานบริการที่เป็นแรงงานข้ามชาติ ขาดโอกาสในการเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร ซึ่งมิอาจรับรองได้ว่าพนักงานบริการหญิงที่เป็นแรงงานข้ามชาติ ที่มีปัญหาตามประเด็นดังกล่าวนี้จะมีชีวิตอยู่อย่างไร โรคภัยไข้เจ็บจะเข้ามารุมเร้าเมื่อไร ก็ไม่มีใครอาจรู้ได้ด้วยเช่นเดียวกัน แล้วความเสมอภาคคืออะไร? เป็นคำถามง่าย ๆ ที่คนในสังคมทุกคนควรจะได้รับสิทธิและการปฏิบัติที่เหมือนกันทุกประการ ณ คำมวย

ลอยกระทง กะเทยได้อะไร ?

วันนี้ขอเชิญชวนร่วมรำลึกเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในเมืองไทยไปพร้อม ๆ กับวาระโอกาส วันลอยกระทง และขอถือการนี้อำนวยอวยสุขให้สถิตย์แด่ทุกท่านคราวเมื่อวันเพ็ญเดือนสิบสอง ราวสามปีที่แล้วนั้น มีข่าวกรอบเล็ก ๆ ว่าด้วยการออกหลักเกณฑ์ประกวดกระทงในประเพณียี่เป็งของชาวเชียงใหม่ ว่า"ห้ามมิให้กระเทยนั่งในกระทงที่ส่งเข้าประกวด โดยอนุญาตให้แต่เฉพาะสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษเท่านั้นที่สามารถนั่งประกอบในกระทงได้"ยังมาซึ่งความเดือดเนื้อร้อนใจจนเป็นเหตุให้ เกิดกรณียื่นฟ้องนายกเทศมนตรีฯ ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เพื่อขอให้เพิกถอนหลักเกณฑ์ดังกล่าว เพราะขัดต่อหลักความเสมอภาค ตามมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยตัวเเทนกลุ่มเพศที่สาม ในนาม "เชียงใหม่อารยะ"คดีนี้มีสาระสำคัญเกี่ยวข้องกับหลักความเสมอภาคของมนุษย์โดยตรง เพราะมาตรา ๓๐ วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญฯ ได้บัญญัติในเรื่องความเสมอภาคไว้ว่า“บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน” วรรคสองบัญญัติว่า “ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน” วรรคสามบัญญัติว่า “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่าง ในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกาย หรือ สุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือ ความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้” และวรรคสี่ บัญญัติว่า “มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม”ท้ายที่สุดแล้วศาลปกครองเชียงใหม่ได้วินิจฉัยว่า การจัดงานประเพณีลอยกระทงนั้น ถือเป็นการบำรุงรักษาจารีตประเพณีและวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นซึ่งจะต้องดำเนินการบนพื้นฐานการให้โอกาสประชาชนทุกคนในท้องถิ่นนั้นได้เข้ามามีส่วนร่วมการกีดกันกลุ่มบุคคลประเภทใดประเภทหนึ่งในท้องถิ่นไม่ให้มีส่วนร่วมด้วยเหตุสภาพทางกายหรือจิตใจที่เป็นกะเทยหรือเกย์ ย่อมเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลในการมีส่วนร่วมอนุรักษ์จารีตประเพณีในชุมชนซึ่งรัฐธรรมนูญได้รับรองไว้ประกาศของเทศบาลนครเชียงใหม่ในส่วนที่ระบุให้เฉพาะสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษนั่งในกระทงจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย (คดีหมายเลขแดงที่ ๒๑๑/๒๕๕๔)แล้วก็จบเรื่องกันตรงที่ศาลชั้นต้น เนื่องจากเทศบาลนครเชียงใหม่ไม่อุทธรณ์ และยอมเปลี่ยนข้อความในหลักเกณฑ์จากคำว่า “สุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ” มาเป็น “สุภาพชน” แทนคำตัดสินครั้งนั้นนับเป็นการลั่นระฆังเตือนไม่ให้หน่วยงานด้านปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่สนใจหลักความเสมอภาคและเป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล หรือ กลุ่มบุคคลใดใดอีกวันลอยกระทงนี้จึงนับเปป็นฤกษ์งามยามดี ที่เราทุกคนควรเริ่มต้น เฝ้ามอง จับตากันอย่างจริงจังไม่ให้มีการตีตราและเลือกปฏิบัติเกิดขึ้นในสังคมไทยไปด้วยกันกับมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ด้วยการนำเสนอสถานการณ์หรือเรื่องราวการถูกตีตรา และเลือกปฏิบัติในทุกพื้นที่ ทุกกลุ่มประชากรเราทุกคนเป็นยอดมนุษย์ได้ เพียงไม่ตีตราและเลือกปฎิบัติ ขอได้รับความสุขไปพร้อมกัน
สายด่วนเรื่องสิทธิและกฎหมาย

02-1715135-6 - กรุงเทพฯ

038-993-242 - ระยอง

ทุกวัน เวลา 10.00 - 20.00 น.