สมัครสมาชิกใหม่

กล่องฝากข้อความ
ข้อจำกัด

มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
Foundation For AIDS Rights (FAR)
Choose your language :

กรณีศึกษาที่น่าสนใจทั้งหมด (20 บทความ)

นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ : 'โรค' เปลี่ยนชีวิต? โควิด-19

เหตุใดไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์นี้จึงถูกมองว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด การระบาดครั้งนี้จะเปลี่ยนชีวิตผู้คนไปมากน้อยขนาดไหน สังคมไทยควรถอดบทเรียนเรื่องนี้อย่างไร ฟังคำตอบจากคุณหมอนักมานุษยวิทยาที่จะทำให้เข้าใจทั้ง 'โรค' และ 'โลก' มากขึ้นในช่วงเวลาที่เส้นกราฟตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) กำลังพุ่งทะยานขึ้น คู่ขนานไปกับความวิตกกังวลของคนทั่วไป การทำความเข้าใจการระบาดใหญ่ครั้งนี้ในมิติที่หลากหลายน่าจะเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ท่ามกลางความร้อนระอุของอากาศและบรรยากาศที่เคลือบคลุมไปด้วยความกลัว 'จุดประกาย' มีโอกาสสัมภาษณ์ นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ คุณหมอนักมานุษยวิทยา หรือจะเรียกว่า ‘นักมานุษยวิทยาการแพทย์’ ก็ตามที เนื่องจากคุณหมอเรียนจบปริญญาเอกสาขามานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา เป็นแพทย์ที่ไม่เพียงใช้ 'ยา' รักษาผู้คน แต่ยังใช้ 'หัวใจ' ความเป็นมนุษย์ในการเยียวยาสังคม ไม่ว่าจะในบทบาทของอดีตผู้อำนวยการสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข หรือตำแหน่งปัจจุบัน ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ข้อคิดความเห็นต่อไปนี้ไม่เพียงขยายความเข้าใจต่อโรคระบาดให้ไกลกว่ามิติทางการแพทย์ แต่ยังช่วยคลี่ม่านอคติเพื่อค้นหาทางออกร่วมกัน อาจารย์เคยอธิบายถึงเรื่องเล่าสำเร็จรูปที่มาพร้อมกับโรคระบาดทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น สังคม การเมือง หรือความเหลื่อมล้ำ กับสถานการณ์ของโควิด-19 มีเรื่องเล่าอะไรที่เหมือนหรือต่างไปจากเดิมไหมคะ ธรรมชาติของเรื่องเล่า เราจะรู้ว่ามันเป็นอย่างไรก็ต้องดูจนถึงตอนจบ ระหว่างที่เรื่องยังดำเนินอยู่บอกได้ยากว่าจะไปทางไหน แต่ในกรณีที่มีข้อสังเกตว่าโรคระบาดมันมีเรื่องเล่าสำเร็จรูปนั้น ผมคิดว่าเรื่องราวต่างๆ มักจะถูกเล่าเป็นไปตามบริบทเศรษฐกิจการเมือง ในปัจจุบันที่การเมืองทั่วโลกมีรัฐบาลที่มีหัวคิดแบบอนุรักษ์นิยมมากขึ้น กระแสชาตินิยมก็รุนแรงขึ้น เป็นสภาวะที่โลกมีการแบ่งข้างแบ่งขั้วรุนแรง ก็อาจจะไม่แปลกที่เรื่องเล่าของโควิด-19 จะมีส่วนผสมของการกล่าวโทษ ความเกลียดชังรังเกียจและเหยียดเชื้อชาติหรืออคติอื่นๆ ถ้าจะเปรียบเทียบกับกรณีโรคซาร์ส แม้จะเกิดขึ้นในเมืองจีนก่อนที่จะระบาดไปทั่วโลก แต่ก็ไม่มีการสร้างความเกลียดชังอย่างในกรณีโดนัล ทรัมป์ ที่เจตนาเรียกโรคโควิด-19 นี้ว่าเป็น Chinese virus ทั้งที่คำกล่าวที่มีการเตรียมมาแถลงก็ไม่ได้เรียกแบบนี้ มันตัวอย่างของการชี้นิ้วกล่าวโทษคนอื่น ในบรรยากาศแบบนี้ โควิด-19 เลยกลายเป็นเรื่องเล่าของความเกลียดชังไปซะเยอะ ซึ่งถ้าเรามองย้อนไปในประวัติศาสตร์ก็จะเห็นว่ามันไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนี้ อย่างในช่วงที่กาฬโรคระบาดหนักในยุโรปในศตวรรษที่ 14 ถึงมันจะรุนแรงกว่าโควิด 19 คือมีคนตายไปหลายล้านคน แต่เรื่องราวคำบอกเล่าส่วนใหญ่ที่มีการบันทึกไว้จะเป็นเรื่องของความเห็นอกเห็นใจกันมากกว่าเรื่องความเกลียดชัง อันนี้อาจเป็นเพราะก่อนศตวรรษที่ 19 ที่มีโรคระบาดเยอะๆ สมัยนั้นการแพทย์ยังไม่เจริญก้าวหน้ามากนัก พอเกิดกาฬโรคระบาดหนัก ไม่มีใครคิดว่าตัวเองจะรอดสักเท่าไร ทัศนะต่อความตายในยุคนั้นเลยเป็นทัศนะที่ยอมรับในชะตากรรมและเห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมชะตากรรม สิ่งเดียวที่จะช่วยได้คือ การสวดมนต์อ้อนวอนพระเจ้า ก็พากันมาสวดมนต์ด้วยกัน ดูแลเอาใจใส่กัน เรียกว่ามีความเห็นอกเห็นใจกันเยอะกว่าในยุคหลังด้วยซ้ำไป พอต่อมาการแพทย์เริ่มเจริญก้าวหน้า มีวิธีการรักษาหรือทางออกให้กับโรคต่างๆ ทัศนคติของคนที่มีต่อความตายก็เริ่มเปลี่ยนไป คือการแพทย์ทำให้เราสามารถปฏิเสธความตายได้ มีทางออกที่เราจะรอดชีวิตได้ ทีนี้ พอเกิดสถานการณ์ที่คุกคามชีวิตอย่างโควิด 19 นี่ ปฏิกิริยาของสังคมก็จะไม่เหมือนสมัยที่ยังไม่มีทางออกที่เป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ พอเป็นอย่างนี้ การพูดถึงโรคมันก็เปลี่ยนไปทั้งสถานการณ์ เศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยีทางการแพทย์ รวมทั้งทัศนคติต่อชีวิตและความตายของผู้คนในแต่ละยุคด้วย ในสถานการณ์การระบาด ดูเหมือนสิ่งที่ควรปฏิบัติ เช่น Social Distancing แตกต่างอย่างมากกับการดำเนินชีวิตตามปกติ สิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางสังคมมากน้อยแค่ไหน อันนี้มีหลายคนที่ตั้งข้อสังเกตว่าโรคโควิด-19 ที่ระบาดไปทั่วโลกอาจเป็นจุดเปลี่ยนของพฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์ แต่ผมไม่คิดอย่างนั้นหรอกนะ ผมไม่คิดว่าพฤติกรรมทางสังคมของเรามันเปลี่ยนง่ายๆ เพราะเอาเข้าจริงโรคระบาดใหญ่ก็ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นครั้งนี้เป็นครั้งแรก อย่างเมื่อไข้หวัดใหญ่ระบาดทั่วโลกในปี ค.ศ. 1918 – 1919 ที่เรียกกันว่า Spanish flu (หวัดสเปน) ที่มีคนตายไปหลายล้านคนทั่วโลก ก็มีการรณรงค์เรื่องสุขอนามัย รวมทั้งเรื่องการให้ไอใส่ข้อศอก หรือการไม่ไปมาหาสู่กัน เก็บตัวอยู่บ้าน สมัยโน้นการทักทายด้วยเชคแฮนด์ หอมแก้ม ก็เป็นเรื่องต้องห้ามอยู่ระยะหนึ่งเลยนะ แต่พอผ่านไป พฤติกรรมทางสังคมเหล่านี้ก็กลับมาอีก หรือการล้างมือ สมัยที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 (H1N1) มีงานวิจัยว่าถ้าล้างมือเพิ่มขึ้น 5-10 ครั้งต่อวัน โอกาสที่คุณจะติดเชื้อลดลงถึง 25 เปอร์เซ็นต์ก็มีการรณรงค์ใหญ่ สำหรับโควิด-19 ยิ่งล้างมือยิ่งช่วยใหญ่เลย เพราะไวรัสของโควิดมันแพ้สบู่อย่างมาก แต่หากมองย้อนกลับไป การค้นพบว่าการล้างมือช่วยป้องกันการติดโรคได้ก็มีมาเกือบ 200 ปีแล้ว ปัจจุบันแม้ว่าจะมีการพิสูจน์ มีหลักฐานเยอะแยะ ก็ยังมีรายงานการศึกษาว่า แม้แต่แพทย์เองก็ไม่ได้ล้างมือเท่าที่ควร ยังต้องรณรงค์กันอยู่เรื่อยๆ ไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากมาย ต้องเข้าใจว่า พฤติกรรมทางสังคมที่มันเป็น Social Convention หรือเป็นขนบธรรมเนียมนี่ มันไม่ใช่จะแก้ได้ง่ายๆ แม้แต่โรคอย่างอีโบล่า ที่ทำให้มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ คือมีความรุนแรงมาก แล้วโรคนี้มันติดจากคนสู่คนเพราะการสัมผัสตัวผู้ป่วย ทีนี้วิถีการปฏิบัติของชาวคองโก เวลามีคนใกล้ตายเขาจะมาดูใจกัน มาดูแล มาให้กำลังใจ ญาติๆ มาปรึกษากันเพื่อปลดหนี้ให้คนตาย ก็จะมีการสัมผัสแตะต้องเนื้อตัว มีอยู่กรณีหนึ่งที่คนป่วยคนหนึ่งทำให้คนอีก 6 คนในครอบครัวตายไปด้วย เพราะมาดูแลเช็ดตัวป้อนข้าวป้อนน้ำให้ ปัญหานี้ทำให้เกิดการรณรงค์ครั้งใหญ่เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งก็เปลี่ยนแปลงไปได้บ้าง โดยปัจจุบันมีการประยุกต์พิธีกรรมแบบอื่นๆ ขึ้นมา เช่น การพูดคุยกันของญาติพี่น้องก็จะไม่ให้มีการสัมผัสตัว ซึ่งกรณีของอีโบล่านี่มันรุนแรงกว่ามาก ทำให้คนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่โควิด-19 นี่ ผมคิดว่ามันไม่ได้ถึงกับช็อคมากขนาดนั้น คนอาจตื่นตัวหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปสักระยะหนึ่ง แล้วก็คงกลับมาเหมือนเดิม แต่ผมไม่คิดว่ามันจะเปลี่ยนอะไรมากมาย ถ้าจะเปลี่ยนในระยะยาวได้ ผมว่าน่าจะมาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างมากกว่า อย่างผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจที่ทำให้อาชีพบางอย่างทำต่อไปไม่ได้ ถ้ามันมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาคที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตก็อาจมีผลระยะยาว ซึ่งโรคโควิด 19 ก็อาจมีผลกระทบระยะยาวนี้ได้ คือถ้าเราดูตัวเลขประเทศที่มีการติดเชื้อมากในตอนนี้ มันคือประเทศในกลุ่ม G7 เกือบทั้งหมดเลยนะ อิตาลี อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส อเมริกา ญี่ปุ่น จะเบาหน่อยก็แคนาดา แถมยังมีจีนกับสเปนเข้าไปอีก ระบบเศรษฐกิจโลกคงชะงักอย่างแรงและคงมีผลระยะยาวพอสมควรเพราะกลุ่มประเทศเหล่านี้ไม่เพียงผลิตมากยังบริโภคมากด้วย เป็นกลุ่มที่สร้างรายได้ประชาชาติถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลก ผลกระทบนี้อาจทำให้ระบบเศรษฐกิจโลกที่อาศัยซัพพลาย ทั้งวัตถุดิบ ส่วนประกอบหรือชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่ต้องส่งข้ามซีกโลกกลายเป็นความเสี่ยงที่ไม่คุ้มกับการลงทุน หรือเรื่องการขาดแคลนอาหารอาจทำให้ประเด็นเรื่องความมั่นคงทางอาหารและการพึ่งตนเองกลายเป็นเรื่องที่ประเทศต่างๆ ต้องพิจารณามากขึ้น อันนี้ถ้าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างก็จะทำให้พฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปได้มากกว่า ถ้าเทียบกับโรคระบาดในอดีตที่มักเกิดในประเทศยากจน กับกลุ่มคนที่สุขอนามัยไม่ดี ครั้งนี้ดูเหมือนการกระจายเชื้อจะอยู่ในกลุ่มคนชั้นนำหรือคนชั้นกลางที่เดินทางระหว่างประเทศค่อนข้างมาก? ในแง่การกระจาย มีคนพูดว่าโควิด-19 หรือโคโรนาไวรัสนี้มันมีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด เพราะติดกันทั่วถึงในทุกชนชั้น ถ้าเปรียบเทียบกับไวรัสตัวอื่น เช่น ไข้หวัดนก เราจะเห็นว่าโควิด-19 เป็นโรคของเมือง ส่วนไข้หวัดนก มันเป็นโรคชนบท ภาคปศุสัตว์ เกษตรกรรม แต่โควิด-19 มันเกิดขึ้นในภาคของการท่องเที่ยว การเดินทาง การไปชมแฟชั่นโชว์ในต่างประเทศ สนามมวย ผับ แพทเทิร์นมันไม่เหมือนกันก็จะมีผลต่อโครงสร้างของชนชั้นที่มันแตกต่างกันออกไป แต่ยังไงก็ตาม ผลกระทบของโรคโควิด 19 ก็เหมือนกับโรคระบาดอื่นๆ คือมันส่งผลต่อกลุ่มประชากรที่เปราะบาง ยากจน หรือเข้าไม่ถึงทรัพยากรมากกว่า แม้ว่าคนจนกับคนรวยจะป่วยเหมือนกัน แต่คนจนก็จะเสียเปรียบทั้งในเรื่องการเข้าถึงการรักษาพยาบาล หรือแม้แต่การจะหยุดงานเพื่อพักผ่อนรักษาตัวก็อาจทำไม่ได้ มองอีกทางหนึ่ง การที่โรคนี้ระบาดค่อนข้างหนักในประเทศมหาอำนาจ และกับบุคคลชั้นนำ โอกาสที่จะพัฒนายารักษาโรค รวมถึงวัคซีนก็น่าจะเร็วขึ้น? อันนี้แน่นอน คือถ้าเราดูในประวัติศาสตร์สาธารณสุข พวกโรคต่างๆ ที่มันคุกคามประเทศโลกที่ 1 ก็จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ขึ้นมารักษา เพราะประเทศเหล่านี้มีกำลังการซื้อ ส่วนโรคของกลุ่มประเทศยากจน อย่างเช่น โรคเขตร้อนทั้งหลายที่ประเทศเราต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็น มาลาเรีย เรื้อน หรือโรคที่นำโดยหนอนพยาธิ แมลง พวกนี้ก็จะไม่ค่อยได้รับความสนใจ ถ้าไม่ใช่เพราะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การเมืองทางด้านภูมิศาสตร์หรือว่า Geopolitical ของโลกทำให้มหาอำนาจต่างๆ แย่งกันขยายอำนาจเข้ามายึดครองพื้นที่ในกลุ่มประเทศโลกใหม่ทั้งหลาย แล้วพอเขาส่งคนหรือส่งกองทัพมาก็ต้องเจอกับโรคเหล่านี้ อันนี้ทำให้หลายๆ ประเทศมีการตั้งสถาบันที่ทำการวิจัยเกี่ยวกับโรคเขตร้อน หรือ Tropical diseases เพื่อทำการศึกษาวิจัยควบคุมโรคเหล่านี้ ทีนี้ในแง่หนึ่ง ถ้าเรามองประวัติศาสตร์เรื่องการควบคุมโรคติดเชื้อย้อนหลังไปอีกสักหน่อยก็อาจเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ย้อนแย้งนิดหนึ่ง คือหลังจากที่มีการค้นพบยาปฏิชีวนะและวัคซีน รวมทั้งมาตรการควบคุมโรคอื่นๆ ทำให้การควบคุมป้องกันโรคดำเนินการมาราบรื่นจนกระทั่งปี 1970 ประมาณ 30 ปีที่แล้ว แวดวงการแพทย์และสาธารณสุขในตอนนั้นมีความฝันที่ว่า เราจะสร้างโลกที่ปลอดภัยจากโรคติดเชื้อ คือ Germ free world โรคติดเชื้อจะถูกควบคุมจนไม่เป็นปัญหาสาธารณสุข ตอนนั้นเรียกว่าจะประกาศชัยชนะอยู่แล้ว เพราะกาฬโรคหมดไปแล้ว โปลิโอก็กำลังจะถูกกวาดล้างไป แต่ยังไม่ทันได้ประกาศชัยชนะก็เกิดการระบาดของโรคเอดส์ขึ้น และหลังจากนั้นก็เกิดโรคติดเชื้อที่ทำให้เกิดการระบาดใหญ่เกิดขึ้นอีกมากมายหลายโรค เรียกว่า ปี 1970 เป็นช่วงที่สถานการณ์พลิกผันกลับมา ในตอนนั้น ยังไม่รู้จะเรียกปรากฏการณ์นี้ที่เราเผชิญอยู่ว่าอย่างไร จนกระทั่งปี 1980 ถึงได้มีการเรียกโรคกลุ่มนี้ว่าเป็น ‘โรคอุบัติใหม่’ โรคที่เกิดขึ้นในระยะหลังส่วนหนึ่งเป็นเพราะการรุกรานธรรมชาติของมนุษย์ด้วยหรือเปล่า ก็มีคนตั้งข้อสังเกตกันเยอะ คือถ้าเราย้อนกลับไปว่าโรคติดเชื้อของเรามันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อไร ในการศึกษาทางด้านวิวัฒนาการทางการแพทย์ก็มีหลักฐานชัดเจนว่า มนุษย์เราต้องเผชิญกับโรคติดเชื้อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหัด ไข้หวัดใหญ่ ไข้ทรพิษหรือวัณโรค มันเป็นโรคที่เกิดจากเราเข้าไปสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสัตว์ ตั้งแต่ในยุคหินใหม่ ที่มนุษย์เริ่มตั้งรกรากอยู่เป็นชุมชนอย่างเป็นที่เป็นทาง มีการเอาสัตว์มาเลี้ยงมาดูแลความใกล้ชิด โรคต่างๆ ที่ติดต่อจากสัตว์สู่คนพวกนี้เราเรียกว่า zoonotic diseases เกิดจากการสัมผัสระหว่างคนกับสัตว์ก็เพิ่มมากขึ้น ทีนี้ในระยะหลังมานี้ ลักษณะที่มนุษย์ไปสัมพันธ์กับสัตว์เปลี่ยนแปลงไปเยอะ อย่างโรคเอดส์ คือมันมีไวรัสเอดส์ที่อยู่ในลิงเชมเปนซีในแอฟริกา มีการสัณนิษฐานว่าเชื้อไวรัสในลิงที่เรียกว่า simian immunodeficiency virus หรือ SIV เกิดการติดต่อมาที่คนจากการล่าลิงมาเป็นอาหารและไปสัมผัสเลือดของลิงเข้า เมื่อเชื้อผ่านระหว่างสายพันธุ์ หรือจากสปีชี่ส์ลิงมาสู่คน มันทำให้โรครุนแรงมากขึ้นได้ โรคจากไวรัสอีกหลายๆ ตัวที่เป็นโรคอุบัติใหม่ก็มักจะมีที่มาจากสัตว์ อย่างโรคเมอร์สก็มาจากอูฐ ซาร์สมาจากชะมด ไข้หวัดสัตว์ปีกก็มาจากสัตว์ปีก ผมเรียกตามประเทศลาวนะ เพราะลาวตั้งชื่อได้ดีกว่าไทย ไทยเราเรียกไข้หวัดนก แต่จริงๆ แล้วมันระบาดในสัตว์ปีกนะ ไม่ใช่แค่นก มันจึงควรเป็นไข้หวัดสัตว์ปีก ในยุคหลังมานี้นักวิชาการสาธารณสุขจำนวนหนึ่งก็บอกว่า ที่โรคจากสัตว์มีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้นแบบนี้ก็เพราะมนุษย์เข้าไปรุกราน เข้าไปบุกรุกเขตป่าซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ต่างๆ มากขึ้น สัตว์เหล่านี้โดยธรรมชาติ เขามีภูมิคุ้มกันในร่างกาย มันทำให้เขามีเชื้อโรคแต่ไม่เป็นโรค คือกลายเป็นที่เก็บของเชื้อ พอมนุษย์ไปรับเอาเชื้อมาก็เลยเกิดเป็นโรคขึ้น กลายเป็นว่าปัจจุบันปัญหาใหญ่ของเราคือ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ หรือมนุษย์กับธรรมชาติ 20200322141648907 จะว่าไปแล้วก่อนหน้านี้ก็มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 มีคนเสียชีวิตหลักแสน แต่ความตื่นตระหนกกลับไม่เท่าครั้งนี้? ผมคิดว่า ความตื่นตระหนกมันสัมพันธ์กับการระบาดของสองเรื่อง คือ การระบาดของโรคที่มันน่ากลัวโดยตัวของมัน คือติดกันง่ายและตายกันเยอะ กับการแพร่ระบาดข้อมูลข่าวสารที่ปัจจุบันมันเป็นแบบเรียลไทม์มาก เร็วมาก การระบาดของสองตัวนี้บวกกันจึงสร้างผลกระทบมาก อย่างในช่วงไข้หวัดใหญ่ระบาดทั่วโลกในปี ค.ศ. 1918-1919 มันเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 พอเกิดโรคระบาด ประเทศต่างๆ ก็พากันปิดข่าวได้ คนก็ไม่ค่อยรับรู้และไม่มีการตื่นตระหนกมากนัก คือการตื่นตระหนกมันขึ้นกับทั้งตัวโรคและการรับรู้ ซึ่งปัจจุบันมันกลายเป็นเรียลไทม์มากขึ้น ข่าวสารก็เร็ว เรียกว่าทั้งเร็วและล้นเกิน นอกจากความรวดเร็วของข้อมูลข่าวสาร การเมืองมีความเกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหนคะ โรคระบาดเกี่ยวกับการเมืองมาก เพราะมันถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมาตลอดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ อย่างในช่วงไข้หวัดใหญ่ระบาดทั่วโลกในปี ค.ศ. 1918-1919 มันเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 แม้ว่าโรคนี้จะระบาดในหลายประเทศ เช่น ในอิตาลีก็มีการระบาดหนัก ในอเมริกามีคนตายเป็นล้านคน แต่ในสถานการณ์สงคราม ต่างฝ่ายต่างก็ปิดข่าวการระบาดของโรค ซึ่งตอนนั้นประเทศสเปนไม่ได้เข้าร่วมรบในสงคราม ก็มีการรายงานโรคระบาดกันตามปกติ ทำให้คนรับรู้ว่าเกิดการระบาดของโรคในสเปน ทั้งที่จริงๆ โรคนี้ระบาดอย่างหนักที่อเมริกา แม้แต่ประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสันก็เกือบตาย ก่อนที่จะมาเซ็นข้อตกลงตั้ง League of the Nations แต่โรคนี้ก็กลายเป็นที่รับรู้กันว่าเป็นไข้หวัดสเปน หรือ Spanish Flu ไปแล้ว อันนี้เป็นบริบททางการเมืองของการเกิดโรคและการเรียกชื่อโรคที่ในยุคหลังมานี้กลายเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความเกลียดชังกันด้วย ในส่วนของตัวโรคเองก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง อย่างในอเมริกาก็มีบันทึกว่าคนผิวขาวที่ตั้งรกรากในอเมริกาเหนือมีการแนะนำให้เอาผ้าห่มของเด็กอเมริกันที่เป็นโรคหัดไปให้ชาวอินเดียนแดง และชาวอินเดียนแดงก็ตายไป บางเผ่าตายหมดเลย เพราะว่าชนพื้นเมืองเขาไม่เคยได้รับเชื้อเหล่านี้ เขาไม่มีภูมิคุ้มกันเลย พอเจอโรคหัดก็ตายกันทั้งเผ่าเลย เรียกว่าเป็นอาวุธชีวภาพที่อเมริกันใช้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนอินเดียนพื้นเมืองก็ได้ หรือกองทัพเจงกิสข่านเองก็อาศัยศพที่ตายจากโรคระบาดโยนเข้าไปที่กำแพงของเมืองที่จะเข้าไปโจมตี พูดง่ายๆ ก็คือมีการใช้โรคเป็นอาวุธชีวภาพในการจัดการกับศัตรูโดยตรง การเมืองเรื่องโรคบางทีก็ซับซ้อนนะ อย่างการเรียกชื่อโรคให้มันเป็นโรคของคนอื่น ก็เป็นวาทกรรมทางการเมืองแบบหนึ่งที่มุ่งกล่าวโทษหรือป้ายความผิดให้กับคนอื่น ซึ่งวาทกรรมแบบนี้มันก็อาจมีผลทั้งสองทาง คือทางหนึ่ง ในสถานการณ์วิกฤตินี่ มันสร้างความสบายใจที่สามารถโทษใครสักคนว่าเป็นสาเหตุ เพราะถ้าหากมีภัยพิบัติแล้วหาต้นตอสาเหตุ หาแพะไม่ได้ จิตวิทยาโดยทั่วไปคนก็จะรู้สึกไม่มั่นคงมั่นใจ ต้องหาอะไรสักอย่างหนึ่งมากล่าวโทษ ในทางตรงข้ามการกล่าวโทษอาจทำให้ผู้คนประมาท อย่างการเรียกโควิด-19 ว่าเป็น Chinese Virus ซึ่งมันก็เป็นการผลิตซ้ำภาพเหมารวมที่เคยรับรู้ว่าเป็นไข้หวัดนี้เคยโรคของเอเชีย คือมันมี Asian Flu เกิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ทำให้มองว่าเอเชียเป็นแหล่งโรค การพูดว่าโควิดไวรัสเป็น Chinese virus มันก็เป็นการชิงกล่าวโทษ หาแพะรับบาป ในขณะเดียวกันอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้สังคมตะวันตกคิดว่าเราไม่เป็นหรอก เพราะมันเป็นโรคของพวกเอเชีย ก็ไม่ใส่หน้ากากอนามัย ไม่ระมัดระวัง อะไรอย่างนี้ก็เป็นได้ คือการที่กล่าวโทษคนอื่นมันสบายใจดี จนลืมไปว่าเราเองก็มีความเสี่ยง การกล่าวโทษอย่างนี้ก็ต้องระมัดระวังเพราะมันก็เหมือนดาบสองคม อันนี้เป็นการเมืองของโรคที่ย้อนกลับมาทำลายตัวเองได้ด้วยเหมือนกัน ในขณะที่ยุคนี้มีข้อมูลไหลเวียนอยู่ในโซเชียลเน็ตเวิร์กมากมาย แต่คนจำนวนหนึ่งก็ยังเชื่อว่ามีการปกปิดข้อมูลได้ อาจารย์วิเคราะห์ว่าเกิดจากอะไร ผมคิดว่าความรู้สึกว่ามีการปกปิดข้อมูลนี้มันเป็นเรื่องของเวลา เวลาในโลกปัจจุบันของเรามันมีความลักลั่นอยู่ 3 แบบ เวลาแบบที่หนึ่งคือ เวลาราชการ ต้องมีการแถลงข่าวตามเวลาที่กำหนด เวลาที่สองคือ เวลาบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งมันเป็นเรียลไทม์มาก เกิดขึ้นทันที รับรู้ทันที แต่เวลาที่สามเป็น เวลาของเทคนิคการแพทย์ ก็คือการตรวจต้องใช้เวลา ต้องตรวจซ้ำอีกทีหนึ่ง ตรวจขั้นต้นเป็นการตรวจคัดกรองว่าเข้าเกณฑ์แล้วค่อยไปตรวจแล็บอีกทีหนึ่ง สามเวลานี้มันซ้อนกันไม่สนิท คนพอตรวจเจอปั๊บก็ไปโพสต์อินเทอร์เน็ตมันก็ขึ้นปุ๊บ เรียลไทม์ แต่รายงานยังไม่เข้าไปในระบบเลย ยังไม่คอนเฟิร์มเลย หรือยังไม่ถึงเวลาแถลงข่าวของทางราชการเลย ข่าวก็ออกไปแล้ว คนก็รู้สึกว่าปิด จริงๆ มันปิดไม่ได้หรอกในปัจจุบัน แต่ที่รู้สึกว่าปิด มันเป็นความรู้สึกที่ไม่มั่นคง กลัว แพนิกขึ้นมาทำให้รู้สึกว่าความไม่รู้อาจทำให้เขาอับจนได้ และก็เป็นธรรมดาที่จะมีการสร้างความรู้ใหม่ๆ ขึ้นตลอดเวลาเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นในสถานการณ์แบบนี้จำเป็นต้องมีการจัดการความตื่นตระหนกของสังคมด้วย? ผมมองว่า Pandemic (การระบาดใหญ่) กับ Panic (ความตระหนก) มันซ้อนกัน อันนี้เป็นชื่อหนังสือของนักปรัชญาที่ชื่อ Slavoj Žižek ที่เขียนหนังสือชื่อ PANdemIC คือเล่นกับคำว่า Pandemic กับ panic ผมคิดว่าในการควบคุมโรคคงต้องจัดการคู่กันเลย การสื่อสารในสถานการณ์วิกฤติมีคนพูดเยอะแล้วนะครับว่าเราควรจะสื่อสารอย่างไร มันมีความท้าทายหลายเรื่อง ในแง่หนึ่งความซับซ้อนของเทคนิคทางการแพทย์ก็สื่อยาก ทั้งทางระบาดวิทยา จำนวนคนตาย จำนวนอุบัติการณ์ ความชุก มันไม่เหมือนกันนะ อุบัติการณ์ยิ่งตรวจมากก็ยิ่งเจอมาก ความชุกคือการวัดตามฐานประชากร หรือยิ่งไปกว่านั้นเราต้องรู้ให้ได้ว่ามีคนที่ไปสัมผัสเชื้อเท่าไร ติดเท่าไร ติดแล้วไม่มีอาการเท่าไร มันมีความซับซ้อนทางเทคนิคทางการแพทย์ อันนี้ก็ยากระดับหนึ่งแล้ว แล้วในสถานการณ์ที่การเมืองมีขั้วเยอะๆ ก็ยิ่งยากไปอีก ซึ่งถ้าเรามองในแง่นี้โรคระบาดหรือภัยพิบัติมันไม่ได้ทำอะไรมากนะ เพียงแค่เป็นสถานการณ์สุดโต่งที่ทำให้ความเป็นมนุษย์สุดโต่งของเรามันแสดงออกมา ไม่ว่าจะเป็นสุดโต่งแบบดี เช่นช่วยกันดูแลป้องกัน คุณยายเย็บผ้าเพื่อให้มีหน้ากากใช้ ร้านอาหารส่งอาหารไปโรงพยาบาล หรือไม่ก็เป็นความเป็นมนุษย์สุดโต่งอีกขั้วหนึ่งที่เป็นด้านมืด ด่ากัน ทำร้ายร่างกายกันเพราะเห็นว่าเขาใส่หน้ากากอนามัย หรือแม้แต่เห็นว่าเป็นคนเอเชียก็ถูกมองว่าเป็นสาเหตุของโรคพวกนี้ ถูกเกลียดชัง ซึ่งสถานการณ์แบบโรคระบาดหรือภัยพิบัติมันทำหน้าที่ให้มนุษย์แสดงออกถึงความสุดโต่งสองทางนี้ชัดขึ้น ฉะนั้นในการบริหารสถานการณ์พวกนี้ขึ้นอยู่กับว่าจะจัดระบบการจัดการแบบไหน ง่ายๆ ถ้าเราเริ่มจากคำถามที่ว่าจะให้ประชาชนช่วยกันให้มากที่สุดได้อย่างไร โจทย์ที่เราถามมันจะเปลี่ยนการหาคำตอบ คือนโยบายของรัฐเวลาออกมาสามารถเปลี่ยนประชากรออกไปได้หลายแบบ เปลี่ยนประชากรให้เป็นผู้รับบริการ หรือเปลี่ยนประชากรไปเป็นลูกค้า อย่างนโยบายชิม ชอป ใช้ ก็เปลี่ยนประชากรไปเป็นลูกค้า แต่ถ้าจะเปลี่ยนประชากรไปเป็นผู้ลุกขึ้นมาปฏิบัติการ อันนี้อยู่ที่การวาง Position ของนโยบายแต่ละแบบ เราจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างไรให้ประชากรลุกขึ้นมาช่วยกันให้มากกว่านี้ เป็นต้น ย้อนกลับไปที่ว่าเรื่องเล่ามันเล่ายังไง ผมคิดว่านโยบายรัฐมีความสำคัญ เพราะมันเป็นตัวที่เฟรมว่าสาธารณชนคือใคร สาธารณชนคือเหยื่อผู้ที่ได้รับการระบาดของโรค ในขณะที่ Actor หรือผู้กระทำการก็คือนักระบาดวิทยา แต่ถ้าเรามองว่าทุกคนจะต้องลุกขึ้นมาเป็นผู้ปฏิบัติการ วิธีคิดหรือมาตรการจะไม่เหมือนกันนะ เราอาจจะให้แรงจูงใจหรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้คนลุกขึ้นมาทำ หรืออย่างนโยบายที่ให้อยู่บ้านเนี่ย คืออยู่บ้านเพื่อที่จะเป็นอะไร เป็น Consumer เปิดทีวีดูกันไปทั้งวัน ไปดาวน์โหลดหนังมาดู หรือเป็นคนที่นั่งรอป่วย Patient in waiting หรือเป็น Active Citizen ที่จะลุกขึ้นมาช่วยอะไรเท่าที่พอช่วยได้ คำถามก็คือทำอย่างไรให้คนที่อยู่ตามบ้านลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับการควบคุมโรคโดยตรง เขาอาจจะใช้เวลาที่อยู่กับบ้านทำอะไรบางอย่างได้อย่างมีความหมาย กระบวนการเหล่านี้มีส่วนที่จะทำให้เรื่องราวการระบาดของโรคถูกจดจำไปในแนวใดในอนาคต เป็นการสร้างความทรงจำทางสังคมขึ้นมาชุดหนึ่ง ที่ให้ความหมายต่อโรคระบาดนี้ ตอนนี้มันอาจถูกจดจำในฐานะรอยแผลที่ให้ความรู้สึกที่แย่ เป็นเรื่องที่คนคอยจ้องจะเอาเปรียบกัน แม้แต่หน้ากากอนามัยยังเอาไปตุน หรือเราต้องการให้พูดถึงโรคนี้ในแบบอื่นที่จะกลายเป็นพลังในการจัดการกับภัยพิบัติต่างๆ ได้ ทีนี้ในแง่ของโรคโควิด-19 ถ้าไปเปรียบเทียบกับภัยพิบัติอย่างแผ่นดินไหว ในการรับมือกับภัยพิบัติ เราจะไปสอนว่าการป้องกันตัวจากแผ่นดินไหวให้หลบใต้โต๊ะ เพื่อที่จะไม่เป็นอันตราย ซึ่งการรับมือแบบนี้มันมีความเฉพาะเจาะจง คือมีความสามารถในการจัดการกับแผ่นดินไหวได้ แต่ในทางจัดการกับภัยพิบัติมีอีกอันหนึ่งเรียกว่า General Resilience เป็นขีดความสามารถที่ไม่ได้เจาะจงกับภัยพิบัติแต่ละประเภท เช่น มีความสามารถในการที่จะทำงานด้วยกันได้ มีความสามารถที่จะสื่อสารกันให้ชัดเจนได้ ซึ่งเป็นความสามารถที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือภัยพิบัติแบบไหน โรคระบาด ซอมบี้อาละวาด มันต้องมีทักษะที่เป็นขีดความสามารถทั่วไป เพราะในอนาคตภัยต่างๆ จะเดายากว่าเกิดในลักษณะไหน อย่างกรณีโควิด-19 นี่ ถ้าเราจะแก้ปัญหาแบบเฉพาะเจาะจง ก็ต้องมีวัคซีนหรือยารักษา แต่เราก็มีมาตรการที่เรียกว่าเป็น Non Pharmaceutical Interventions คือมาตรการที่ไม่ได้ใช้ยาหรือวัคซีนอะไร เช่น การศึกษาข้อมูล ติดตามสถานการณ์ การล้างมือ การรักษาระยะห่าง ซึ่งเป็นความสามารถที่ไม่เฉพาะเจาะจงกับโรคโควิด 19 คือต่อไปอาจมีไวรัสตัวอื่น แต่เราก็สามารถใช้ทักษะชุดนี้ไปรับมือได้ สามารถรับรู้และกรองข้อมูลได้ อันนี้เป็นความสามารถที่เราต้องสร้างกันเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันระยะยาว ความสามารถหรือทักษะอันหนึ่งที่จำเป็นในสถานการณ์วิกฤตก็คือ ความเป็นผู้นำ ทีนี้เรามาดูความสามารถของคนที่ลุกขึ้นมานำ เราจะเห็นเป็นฝั่งการแพทย์ ซึ่งโอเค มีผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญเกิดขึ้นและออกมามีบทบาทมากมาย ทำให้คนมองเห็นเรื่องราวเกี่ยวกับเชื้อไวรัส ระยะฟักตัว อะไรพวกนี้ได้ แต่หลายกรณีของภัยพิบัติเราพบว่ามันต้องมีผู้นำในด้านมนุษยธรรม หรือ Humanity ที่จะทำให้เรามองเห็นการณ์จากมุมมองที่เข้าใจในความเป็นมนุษย์ ความทุกข์ ความเห็นอกเห็นใจกัน ชักชวนให้มนุษย์มองเหตุการณ์นี้อย่างครุ่นคิด ตรึกตรอง เป็นบทเรียนที่เปลี่ยนแปลงเราไปสู่สังคมที่ดีขึ้นในระยะยาว หรือพัฒนาตัวเราให้มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ขึ้น อันนี้ก็มีความจำเป็นด้วย แต่ถ้าเรามองว่าเป็นปัญหาเฉพาะหน้าตลอดเวลา เราจะไม่ได้ใช้โอกาสในการทำเรื่องเหล่านี้เลย ในวิกฤติเหล่านี้ศาสตร์ทางการแพทย์อย่างเดียวนี่มันไม่พอ คือมันไม่ผิดนะ แต่มันไม่พอที่จะแก้ปัญหาและพาสังคมไปสู่อนาคตที่ดีขึ้นในระยะยาวได้ เพื่อพร้อมที่จะรับมือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 20200325163455600 จากสถานการณ์ที่ผ่านมาดูเหมือนว่ามีการปะทะกันระหว่างแนวคิดที่เป็นบวกและลบตลอดเวลา อย่างกรณีการเดินทางกลับต่างจังหวัดของแรงงาน ก็มีทั้งกลุ่มที่ต้องการให้กีดกัน และกลุ่มที่อยากให้ช่วยเหลือกัน? ตอนวิกฤติต้มยำกุ้งซึ่งส่งผลกระทบไปยังประเทศต่างๆ ด้วย มีการสรุปกันว่า วิกฤติจะหนักหรือเบามันสัมพันธ์กับทุนทางสังคมเดิมที่มีอยู่ ถ้าสังคมเรารุ่มรวยด้วยทุนเรานำมาใช้ได้ จัดการได้ ก็จะรับมือได้ดี ซึ่งทุนหนึ่งก็คือความไว้วางใจกัน ความเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกันในเวลาที่เผชิญกับวิกฤติ เป็นศักยภาพอย่างหนึ่งที่ถ้าขาดไปก็ทำให้สถานการณ์มันแย่ ทีนี้เรื่องคนอพยพกลับไปบ้าน คนแพนิกกันมากเพราะข้อมูลมันออกไปทางเดียวว่าคนเหล่านี้จะไปแพร่โรค ผมอยากจะมองต่างมุมนิดหนึ่ง อย่างน้อยก็ได้ประเมินสถานการณ์ว่าเป็นอย่างนั้นจริงไหม ผมมีความรู้สึกว่า กลุ่มคนที่เดินทางกลับบ้านไม่ได้เป็นกลุ่มเสี่ยงหลัก เพราะถ้าดูจำนวนเคสที่เพิ่มขึ้นคือเป็นกลุ่มที่ไปเที่ยว ไปต่างประเทศ ไปผับ ไปสนามมวย ซึ่งกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นแรงงานระดับรับจ้าง อาจจะมีบ้าง แต่กลุ่มที่กลับออกไปส่วนใหญ่เป็นแรงงานรับจ้าง ก็ไม่ได้เป็นกลุ่มที่สัมผัสพื้นที่เสี่ยงอะไรมากมาย ผมคิดว่าลองมองในแง่นี้ไว้ด้วยก็ได้ อีกส่วนคือประเทศไทยมีระบบบริการหมู่บ้าน อำเภอ ตำบล เรียกว่าเป็นระบบบริการปฐมภูมิที่อาจจะเรียกว่าดีที่สุดประเทศหนึ่งของโลก ผมไปประชุมที่ขอนแก่นมา ตอนนั้นสถานการณ์ยังไม่เลวร้ายขนาดนี้ แต่ก็มีคนกลับมาจากเกาหลี จากต่างประเทศ เขาก็ตื่นตัวมากนะ เจ้าหน้าที่ อสม. มีความเข้าใจมาก ผมคิดว่าระบบการเฝ้าดูและการช่วยเหลือดูแลกันในชนบทมันดีกว่าครับ แล้วเจ้าหน้าที่สาธารณสุขรู้จักคนเกือบทุกบ้าน เพราะฉะนั้นถ้าไม่เกิดกระแสความเกลียดชังกันมากเกินไป ทำให้เขาดูแลกันได้ ก็อาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่คิดก็ได้ ผมรู้สึกว่ามุมมองเรื่องนี้มันทะลักไปในทางเดียวมากเกินไป ไปในทางหวาดกลัว ตอนนี้ที่เราควรทำคือ ตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้ทุกชุมชนลุกขึ้นมากระทำการต่างๆ ได้ ไม่ใช่เป็นความรู้สึกในลักษณะว่า อะไรๆ ก็มาลงที่ อสม. แบบนั้น ดูเหมือนว่าปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งในสังคมเราคือการสื่อสาร ทั้งในแนวดิ่งตามระบบราชการ และแนวราบผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ ? ผมเห็นด้วยนะ การสื่อสารได้ซ้ำเติมการจัดการโรคซึ่งจัดการยากอยู่แล้วให้ยุ่งยากขึ้นไปใหญ่ แต่ถ้ามองในแง่ดี ถ้าเราไม่มีโลกของการใช้สื่อสังคมมากอย่างทุกวันนี้ หลายเรื่องจะไม่เป็นที่รับรู้และไม่ได้รับการแก้ไข เช่นเรื่องการขาดแคลนหน้ากากอนามัยตามโรงพยาบาล ถ้ามีระบบเดียวคือระบบสั่งการของทางราชการ เรื่องพวกนี้มักจะไม่มีการรายงานไปถึงผู้บริหารเท่าไร จะเป็นแบบ...อย่ารายงานเดี๋ยวองค์กรดูไม่ดี ในขณะเดียวกันมันก็สร้างความสับสนในบางข่าว เรื่องนี้ก็กลับไปเหมือนเดิมว่า ทำอย่างไรจะสร้างสาธารณชนที่มีวิจารณญาณมากขึ้น กรองข่าวสารเป็น ยิ่งตัวเองอยู่ในโลกอัลกอริทึมของข่าว เราเคยคลิกข่าวนี้ ชอบเรื่องแบบนี้ มันก็จะส่งข่าวทำนองเดียวกันมาให้ตลอดเวลา เราก็คิดว่าโลกของความเป็นจริงมันมีอยู่แค่นั้น ทั้งที่มันถูกกรองมาให้เรา เพราะเรามีเพื่อนแบบนี้ แสดงความเห็นไว้แบบนี้ ทำให้แต่ละคนเหมือนอยู่ในห้องเสียงสะท้อน พูดไปก็ก้องกันไปมาอยู่ในกลุ่มของตัวเอง ในทางสังคมศาสตร์ก็ถือว่าเป็นเงื่อนไขของความรุนแรง มีงานวิจัยที่เอาคนสองกลุ่มที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันมา ให้เขามาแสดงความคิดเห็นเรื่องนโยบายรัฐต่อคนผิวสี กลุ่มหนึ่งเป็นพวกเห็นอกเห็นใจคนผิวสี อีกกลุ่มหนึ่งเป็นพวกต่อต้านคนผิวสี ให้มาถกเถียงกัน พอเถียงกันเสร็จให้เขากลับไปทำงานในกลุ่มตนเอง ก็เลือกหัวหน้ามาถกเถียงกัน เวลาผ่านไปจะยิ่งแรง เพราะว่าคนในกลุ่มเองก็จะเริ่มไม่มองความเหมือน มองแต่ความต่างระหว่างกลุ่มนั้นกับกลุ่มเรา และการเลือกผู้นำก็จะเลือกคนที่แรงและสุดโต่งมากที่สุดในกลุ่มมาเป็นตัวแทนความคิดตัวเอง นี่เป็นปรากฏการณ์ที่ถ้าหากการสื่อสารจำกัดอยู่ในวงเดิม เอาความคิดเดิมๆ มาฟีดกันเอง ซึ่งมันเป็นธรรมชาติของโซเชียลมีเดียด้วยนะ บางคนบอกว่าลองเข้าไปในเพจนี้สิ ไปดูคอมเมนต์สิ ก็จะเป็นพวกเดียวกัน คอมเมนต์ว่าชอบ เอาเลย สู้ๆ แต่อีกพวกหนึ่งอาจจะแชร์ไป ไปอยู่ในโลกของตัวเอง ก็ด่า สองกลุ่มนี้ไม่คุยกัน นี่เป็นสูตรสำหรับความขัดแย้งที่นำไปสู่ความรุนแรง และสถานการณ์แบบนี้ก็มาซ้ำเติมอีก สุดท้าย...สังคมไทยควรเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นี้เพื่อเตรียมตัวสู่ภัยในรูปแบบอื่นๆ ในอนาคต ถ้าให้ผมสรุปตอนนี้ อันที่หนึ่ง ความรู้ทางการแพทย์และระบาดวิทยาไม่เคยพอ มันไม่ผิดแต่มันไม่พอในการรับมือภัยพิบัติ ซึ่งอันนี้หมายความว่าในกระบวนการที่เราสร้างมาตรการใดๆ ขึ้นมา จำเป็นต้องดึงเอามุมมองหลากหลายเข้าไปช่วยคิด อันนี้ต้องจัดรูปขบวนไปรับมือให้ได้ ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าหากปัญหาซับซ้อนถูกทอนไปเหลือมุมมองด้านใดด้านเดียว มันจะไม่รอบคอบเลยในการตัดสินใจ ผมคิดว่ามันบอกได้แล้วตอนนี้ ในแง่หนึ่งถ้าเรามองย้อนกลับไป การเรียน การพัฒนาวิชาชีพต่างๆ ในปัจจุบันไม่ได้เอื้อเรื่องนี้เท่าไร คนเรียนแพทย์ก็เรียนแต่เรื่องที่เกี่ยวกับแพทย์ เรียนแต่สายวิทยาศาสตร์ เขาไม่ได้มีโอกาสมารู้จักนักสื่อสารมวลชน คือไม่มีการเรียนข้ามวิชาชีพเท่าที่ควร แต่ปัญหาที่เราจะเผชิญต่อจากนี้ไป ต้องการมุมมองข้ามวิชาชีพมากเลย อันนี้ไม่ต้องพูดถึงโครงสร้างของกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งมีลักษณะแบบนี้อยู่แล้ว และเป็นข้อจำกัดอย่างที่เราเห็น อันที่สอง ถ้าให้สรุปคือโรคระบาดจะหายไป แต่บาดแผลจากกระบวนการรับมือจะยังคงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความเกลียดชังของเชื้อชาติ ความเกลียดชังของผู้คนที่รู้สึกว่าเขาถูกทอดทิ้ง ถูกละเลยหรือเพิกเฉยจากนโยบาย ทำให้เขาต้องตกงาน หรือพวกแพทย์พยาบาลที่เขารู้สึกว่าถูกปล่อยให้ขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ ต้องเสี่ยงภัย ทัศนคติแบบนี้จะมีอายุยืนยาวกว่าโรคระบาด เพราะฉะนั้นผลพวงของมันจะเกิดขึ้นไม่เพียงแต่ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัว ความทรงจำกับบาดแผลเหล่านี้จะยังคงทำให้เราต้องเจ็บปวดต่อไปอีกระยะหนึ่ง ถ้าเป็นไปได้อาจจะต้องตั้งคำถาม อย่างที่ ฟริตจอฟ คราปา ผู้เขียน ‘จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ’ กับนักเขียนอีกคนหนึ่ง เขียนบทความว่า สมมติเราอยู่ในปี 2050 จะพูดถึงโควิด-19 อย่างไร ซึ่งมันหมายถึงไปคุยไปคิดกันก่อนว่า เราอยากให้สิ่งนี้เกิดผลพวงอย่างไรในอนาคต เมื่อมองย้อนกลับมาจะเห็นมาตรการบางอย่างที่เราควรทำก็ได้ และอันที่สามที่ผมรู้สึกว่าจำเป็นคือ การสร้างทุนในด้านสังคมเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน ซึ่งไม่ใช่ว่าเราต้องรู้ว่าโรคเป็นอะไร ภัยพิบัติเป็นอะไร แล้วค่อยมาเตรียมตัวนะ มันมีการออกแบบในทางสังคม กระบวนที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ มีความพร้อมที่จะรับมือในลักษณะทั่วไป และที่สำคัญคือการออกแบบกระบวนการโครงสร้างนั้นต้องย้อนกลับมาเข้าใจว่า ‘วิกฤติ’ ไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าช่วงเวลาที่มนุษย์จะแสดงออกถึงด้านมืดที่สุดของเขา หรือด้านที่สว่างที่สุดของเขาก็ได้ ถ้าเราออกแบบสิ่งนี้ได้ดี เราก็จะเชื้อเชิญให้เขาแสดงออกในด้านที่ดีงามของความเป็นมนุษย์ได้ ขอบคุณ ภาพ และบทความจากจุดประกาย กรุงเทพธุรกิจ "นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ : 'โรค' เปลี่ยนชีวิต? โควิด-19"27 มีนาคม 2020 โดย ชุติมา ซุ้นเจริญ ภาพ : ปริญญา ชาวสมุนhttps://judprakai.bangkokbiznews.com/interview/1657?fbclid=IwAR3fMTG-rskmdscZecQPeSDEalnyb0S4JLVOPTpwl5R-baFNu6hYwMnpsTU

ไขข้อข้องใจ Droplet ดรอปเลท VS Airborne แอร์บอร์น อยู่ห่างกันแค่ไหน ป้องกันอย่างไร เราถึงจะปลอดภัย

ไขข้อข้องใจ Droplet ดรอปเลท VS Airborne แอร์บอร์น อยู่ห่างกันแค่ไหน ป้องกันอย่างไร เราถึงจะปลอดภัย หลายคนก็เลี่ยงที่จะออกจากบ้านในช่วงนี้ เพื่อลดความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อ จากที่เห็นในข่าว องค์กร ห้างร้านก็ประกาศหยุด หรือให้ทำงานที่บ้านกันแล้ว แต่บางคนจำเป็นต้องออกไปทำงานจริงๆ ด้วยเหตุของลักษณะที่ทำ หรือนโยบายของที่ทำงาน ในภาวะที่หน้ากากอนามัยกับเจลล้างมือก็ขาดแคลนแบบนี้ สิ่งที่เราพอทำได้ก็คือพยายามไม่สัมผัสใบหน้า ล้างมือบ่อยๆ และหลีกเหลี่ยงการไปในสถานที่ที่มีคนมาก แต่ในเมื่อเราเลี่ยงไม่ได้เราก็คงอยู่ห่างๆกันไว้เพื่อเชื้อโรคจะได้ไม่แพร่กระจายมาที่ตัวเอง แต่ไอ้ที่อยู่ห่างๆเนี่ย มันต้องเท่าไหร่กัน แล้วที่บอกว่า 1 เมตรนี้มันกันได้จริงๆหรือ แอดเลยเอาข้อเท็จจริงมาฝาก จะได้เอาไปใช้กันถูกจ้า อย่างที่เรารู้กันว่าโรคโควิต 19 เป็นโรคทางระบบหายใจ ในลักษณะนี้ในทางการแพทย์แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ 1.การแพร่กระจายไปกับฝอยละอองขนาดใหญ่ ในที่นี้จะขอเรียกว่า Droplet (ดรอปเลท) และ 2.การแพร่กระจายโรคทางอากาศ เรียกว่า Air-borne (แอร์บอร์น) สองอย่างนี้ต่างกันที่ขนาดละออง โดยDropletจะมีขนาดละอองใหญ่กว่า 5 ไมครอน 1 ไมครอนคือ 1/25,000 ของหนึ่งนิ้ว เส้นผมของมนุษย์วัดขนาดได้ระหว่าง 30 และ 120 ไมครอน แสดงว่าละอองจะมีขนาดเท่ากับเส้นผมที่ถูกแบ่งออกเป็น 6-20 พอผู้ติดเชื้อหายใจออกมา ละอองเหล่านี้จะกระจายอยู่ในรัศมีประมาณ 1 เมตร โดยการป้องกันเชื้อโรคที่มากับละอองฝอยลักษณะนี้ สามารถป้องกันได้โดยการใส่หน้ากากอนามัยแบบธรรมดาที่ใช้ในห้องผ่าตัด หรือจะเป็นหน้ากากผ้าที่ซักแล้วใช้ซ้ำได้ก็ได้ ส่วนการแพร่ทางอาหาศแบบ Air-borne ละอองจะมีขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอนซึ่งเล็กกว่าแบบแรกมาก สามารถลอยเคว้งอยู่ในอากาศได้นานกว่า สำหรับระยะการกระจายเชื้อโรคของละอองชนิดนี้ ไม่มีข้อมูลที่แน่นอนว่าการกระจายจะกินพื้นที่รัศมีไกลเท่าใด เชื้อโรคที่มากับการแพร่กระจายในลักษณะนี้ป้องกันได้โดยการใส่หน้ากากอนามัยชนิด N95 เท่านั้น สำหรับการติดต่อของไวรัสโคโรน่าโชคดีที่การแพร่กระจายจัดอยู่ในลักษณะ Droplet ซึ่งป้องกันได้ง่ายกว่า หลายคนเข้าใจผิดว่าไวรัสชนิดนี้จะต้องใช้หน้ากากอนามัยN95 ถึงจะป้องกันได้ แต่ตามข้อเท็จจริงแล้ว หน้ากากอนามัยแบบธรรมดา (ที่ไม่ถูกสงสัยว่าเมีสารก่อมะเร็ง) หรือหน้ากากผ้าก็สามารถป้องกันได้แล้ว อย่างไรก็ตามการป้องกันด้วยหน้ากากอนามัย ยังไม่สำคัญเท่าการหลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อโรคในที่ต่างๆ ใบหน้า และอุปกรณ์ที่เป็นของสาธารณะเช่น ลูกปิดประตู ปุ่มลิตฟ์ ราวบันได รวมถึงการล้างมือบ่อยๆ เพราะหากไม่ระมัดระวังพฤติกรรมการสัมผัสนี้ทำให้มีโอกาสเสี่ยงติดโรคมากกว่า ดังนั้น ในสถานการณ์ที่เราไม่มีหน้ากากอนามัยใช้ เราก็สามารถป้องกันตัวเองเบื้องต้นโดยการใช้นำยาซักผ้าขาว แอลกอฮอล์ หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่พอหาได้ในบ้านผสมน้ำ เช็ดทำความสะอาดตามเฟอร์นิเจอร์ ข้าวของเครื่องใช้เพื่อป้องกันไว้ก่อน น่าช่วยเราได้มากที่เดียว ติดตามความคืบหน้าโครงการ สาระความรู้เกี่ยวกับเอชไอวี/เอดส์ และ วัณโรค ได้ที่ แฟนเพจ มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ ขอบคุณข้อมูลจาก https://med.mahidol.ac.th/…/Nosocomial%20infection%20%E0%B8… http://www.phraehospital.go.th/…/…/file/1008171844DHQ8A1.PDF http://www.boe.moph.go.th/…/meeti…/slide_IHR_2DEC_pdf/11.pdf https://themomentum.co/covid-19-route-of-transmission/ https://www2.blueair.com/…/…/faq/small-micron-does-it-matter https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/870208

คนกลายเป็นผี หมดศักดิ์ศรีเมื่อมีโควิด

เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ประเทศไทยก็มีกฎหมายที่ไว้รับมือกับสถานการณ์เช่นนี้อยู่เหมือนกัน หากผู้อ่านตามข่าวเรื่องไวรัสโคโรนามาโดยตลอด ก็จะรู้ว่า เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 63 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563 ลงนามโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยประกาศว่าที่โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019(COVID-19)) เป็นโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๕๘ https://www.prachachat.net/general/news-426612 หาก โรค ใดที่ถูกประกาศว่าเป็นโรคติดต่อร้ายแรงตามพ.ร.บ.ฉบับนี้แล้ว หมายความว่า ผู้รับผิดชอบในสถานพยาบาล หรือผู้ควบคุมสถานประกอบการหรือสถานที่อื่นใด เช่น โรงแรม และประชาชนคนธรรมดา จะต้องรายงานต่อเจ้าหน้าที่เมื่อมีผู้ต้องสงสัยหรือผู้ป่วยที่เป็นโรคติดต่ออันตราย โดยจะต้องให้ข้อมูลเป็นจริง หากไม่แจ้งจะมีโทษ การประกาศใช้ราชกิจจานุเบกษาที่ว่ามานี้ จะมีมาตรการคัดกรอง มีการกักตัว อย่างเข้มงวด ทั้งนี้เป็นไปเพื่อความปลอดภัยและป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่นๆ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเรื่องที่ถูกพูดถึงอย่างมากคงหนีไม่พ้น ประเด็น กลุ่มคนไทยที่ลักลอบเข้าไปทำงานในประเทศเกาหลีใต้แบบไม่ถูกต้อง หรือที่เราเรียกกันว่า “ผีน้อย” จากการสังเกตความคิดเห็น และข่าวผ่านสังคมออนไลน์ แรงงานกลุ่มนี้ถูกมองว่าเป็นตัวภาระ เห็นแก่ตัว เพราะตอนไปทำงานในเกาหลีใต้เข้าไปแบบผิดกฎหมาย ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาจากไทยถูกแพ่งเล็งจาก ตม.ของเกาหลีใต้ บางคนถึงกับเสียค่าตั๋วเรื่องบินฟรี ทั้งที่ตั้งใจไปเที่ยว ทำให้เกิดทัศนคติด้านลบต่อคนกลุ่มนี้อยู่แล้ว สถานการณ์เริ่มแย่ลง เมื่อประเทศเกาหลีใต้ถูกประกาศว่าเป็นพื้นที่เสี่ยง ส่งผลทำให้เศรษฐกิจภายในเกาหลีใต้หยุดชะงัก ทำให้แรงงานไทยกลุ่มนี้ขาดรายได้และจำเป็นต้องกลับประเทศhttps://www.springnews.co.th/social/625091 มีแรงงานบางส่วนออกมาขอให้รัฐบาลไทยช่วยเหลือโดยมีข้อเรียกร้องที่สร้างความไม่พอใจจนเกิดการ ตอบโต้อย่างรุนแรงระหว่างคนในประเทศ และแรงงานไทยกลุ่มดังกล่าวบนสื่อสังคมออนไลน์ https://www.springnews.co.th/social/625525 จากการสำรวจความคิดเห็นบนสังคมออนไลน์ในหลายรูปแบบของผู้เขียน พบว่า นอกจากจะมีการตอบโต้กันบนสังคมออนไลน์แล้ว มุมมองที่คนในประเทศมีต่อแรงงานไทยกลุ่มนี้ ก็ส่งผลในเชิงพฤติกรรมอย่างชัดเจน ตัวอย่างกรณี ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ที่พอทราบว่ามีคนที่กลับจากเกาหลีใต้ไปใช้บริการที่ร้าน ก็ถึงกับปิดร้านเพื่อทำความสะอาดเลยทีเดียว https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/869323 เมื่อข่าวของร้านอาหารแห่งนี้เผยแพร่เข้าสู่สังคมออนไลน์ ก็มีคนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นในเชิงตำหนิ เกิดเป็นกระแสให้ร้านอาหารต่างๆพากันปิดร้านทำความสะอาด จนถึงวันนี้ใครที่กลับมาจากเกาหลี ไม่เฉพาะที่เป็นแรงงานเท่านั้น จะถูกคนรอบข้างเตือนให้กักตัว 14 วัน ในส่วนที่เป็นแรงงานที่กลับมาจากเกาหลีใต้ ประชาชนในประเทศก็จับตามองการจัดการของรัฐเพื่อรับมือเป็นพิเศษ อีกการแสดงความเห็นเชิงตำหนิผ่านสังคมออนไลน์มีอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ในทางตรงกันข้าม ไม่มีการนำเสนอข่าวการคัดกรองคนกลุ่มอื่น ค่อยมีประชาชนไม่ตั้งคำถามกับการคัดกรองคนบางกลุ่มที่เข้ามาในประเทศ ถึงแม้ว่าไม่ได้มาจากพื้นที่เสี่ยงโควิด 19 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนกลุ่มอื่นๆไม่มีโอกาสสัมผัสเชื้อ ในเมื่อมีมาตรการคัดกรองแล้ว เพื่อความปลอดภัยก็ต้องคังคับใช้มาตรการแบบเดียวกันทุกคน ไม่ใช่บังคับใช้เฉพาะกลุ่ม การปฎิบัติต่อกลุ่มแรงงานไทยที่กลับจากเกาหลีใต้เป็นพิเศษแบบนี้ หากวิเคราะห์ดีๆ อาจไม่ได้มีสาเหตุจากความตื่นตระหนกของประชาชนที่มีต่อโรค และความกลัวที่จะติดเชื้อเพียงเท่านั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นการตีตราและเลือกปฏิบัติที่มีความทำซ้อนกันระหว่างเหตุผลทางสุขภาพ ทัศนคติที่เกิดจากความกลัว ความไม่รู้ และมุมมองด้านลบที่มีต่อกลุ่มแรงงานไทยที่ลักลอบทำงานในเกาหลีใต้ ซึ่งส่งผลให้เกิดความรู้สึกเกลียดชัง การตอบโต้ระหว่างทั้งสองฝ่ายที่รุนแรง การกีดกัน กดทับ คนบางกลุ่ม หรืออาจร้ายแรงกว่านั้นคือส่งผลทำให้ไม่สามารถควบควมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าได้ เนื่องจากเกิดการต่อต้าน หลบหนีออกจากสถานกักตัว เป็นต้น สำหรับผู้เขียนเห็นว่า สถานการณ์ในขณะนี้ไม่ได้มีฝ่ายใดถูก ฝ่ายใดผิด และเห็นด้วยว่า การทำตามมาตราการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งที่ควรถือปฏิบัติ แต่เพื่อไม่ให้เป็นการเลือกปฏิบัติ ควรบังคับใช้มาตรการดังกล่าวกับคนทุกกลุ่มโดยไม่มีข้อยกเว้น ในทางกลับกันฝ่ายผู้ที่มีความเสี่ยงควรปฏิบัติตามมาตรการ เพื่อป้องกันเชื้อไวรัสแพร่ระบาดสู่ผู้อื่นเช่นกัน ที่สำคัญเราทั้งสองฝ่ายตั้งเหตุของการปฏิบัติตามมาตรการเป็นเรื่องของความปลอดภัยทางสุขภาพ โดยมองข้ามบริบทการเป็นแรงงานผิดกฎหมาย หรือทัศนที่ทำให้เกิดความเกลียดชัง และมองเป็นเรื่องของการรักษาชีวิตมนุษย์ที่อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน จะช่วยให้การควบควมการแพร่ระบาดทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตกงานเดือนมกรา PM2.5 โคโรน่า และโศกนาฏกรรมเดือนกุมภา #ผนงรจตกม

ตกงานเดือนมกรา PM2.5 โคโรน่า และโศกนาฏกรรมเดือนกุมภา #ผนงรจตกม ในยุคเรากำลังทำงานด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อรักษาชีวิต และสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นกว่าก่อน หากมองย้อนมาตั้งแต่เริ่มปี 2020 จนถึงเดือนที่ผ่านมา มามีเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการสูญเสียชีวืตโดยที่ไม่มีการคาดการณ์มาก่อน เริ่มมาตั้งแต่ การก่อเหตุโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในหลายพื้นที่ และภัยที่อุบัติใหม่อย่างการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส (COVID-19) และ ภัยที่ใกล้ตัวอย่าง ฝุ่น PM 2.5 ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ปีก่อน จนถึงข่าวการเลิกจ้างพนักงานในโรงงานใหญ่ ที่สร้างหวาดวิตกให้กลุ่มชนชั้นแรงงาน ในฐานประชาชนคนหนึ่งผู้อ่านหลายคนอาจจะรู้สึกเช่นเดียวกับผู้เขียน ว่าเรากำลังถูกคุกคามด้วยอันตรายรอบด้าน หลักประกันความปลอดภัยในชีวิตกำลังถูกทำลายทีละน้อย และความเชื่อมั่นของเรากำลังสั่นคลอน ความปลอดภัยที่ผู้เขียนพูดถึงไม่ใช่ความปลอดภัยจากอาชญากรรม แต่หมายความรวมถึงความปลอดภัยด้านสุขภาพ และหลักประกันความมั่นคงของชีวิต จากข่าวการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า ที่มีต้นกำเนินในเมืองอู่ฮั่นตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จนเป็นข่าวแตกตื่นตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมที่มาคู่กับข่าวเรื่องฝุ่น PM 2.5 ถึงทางเราจะมีการจัดการที่ดีในการกักกันควบคุมโรคได้ แต่เราก็หนีไม่พ้นกับฝุ่นควันที่เกิดจากการบริหารจัดการ และระบบอุตสาหกรรมที่ไม่ได้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม พอมาเล่าถึงตรงนี้ ก็เหมือนเราหนีเสือปะจระเข้ ถึงเราไม่ได้ไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ก็ถูกรมควันอยู่ในประเทศอยู่ดี ประเด็นปัญหา ที่มาพร้อมกันแค่ถูกพูดถึงกันบ้างเป็นช่วงๆ คือ วิกฤตทางเศรษฐกิจที่ส่งผลผู้ประกอบการลดกำลังการผลิต ให้โรงงานจำนวนมากจำเป็นต้องปลดพนักงานเพื่อลดค่าใช้จ่าย หรือเลวร้ายกว่านั้น ในปี 2019 มีรายงานว่าโรงงานแจ้งปิดกิจการ มากถึง 1,989 แห่ง สิ่งที่ตามมาก็คือ แรงงานจำนวนมาก กว่า 3.55 แสนคน ว่างงานขาดรายได้ สร้างความตึงเครียดให้กับทั้งคนที่ตกงาน ส่วนคนที่ยังมีงานทำอยู่ ก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่าตัวเองจะพ้นวิกฤตไปได้ เพราะมีการคาดการกันว่า ในปี 2020จะมีคนว่างงานเพิ่มขึ้นเป็น 5 แสนคน แบบนี้จะไม่ให้รู้สึกร้อนๆหนาวๆได้อย่างไร ไม่ป่วยตายเพราะอากาศ แต่ก็มีสิทธิ์อดตายเพราะไม่มีรายได้มาเลี้ยงปากท้องได้เหมือนกัน อีกประเด็นที่คิดว่าตอนนี้คงไม่มีใครไม่พูดถึง คือ เหตุการณ์โศกนาฏกรรมในห้าง ตั้งแต่ที่ลพบุรี มาจนถึงที่จังหวัดนครราชสีมา และต่อกันด้วย เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันที่เกิดขึ้นในกรุงเทพ อีกสองครั้ง ถึงแม้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดต่อเนื่องกันนี้จะไม่มีความเกี่ยวข้องกันในเรื่องแรงจูงใจ และยังสรุปไม่ได้ว่าเป็นพฤติกรรมเลียนแบบ เราจึงต้องกลับมาทบทวนกันว่า คนที่เรายอมให้ดูแลความปลอดภัย ได้ดูแลเราดีพอหรือยัง ตามปทิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษย์ชน มนุษย์ทุกคนล้วนแต่มีสิทธิ์ ที่จะมีชิวิตอยู่ ไม่อาจถูกทรมาน และพรากชีวิตไปได้ ซึ่งแน่นอนว่าตามสัญชาตญาณมนุษย์ ล้วนมีกลไกป้องกันตัวเองจากเมื่อถูกคุกคาม แต่ในปัจจุบันที่มนุษย์ไม่ได้อยู่ในยุคที่ต้องเข้าป่าล่าสัตว์กันแล้ว เราถูกแทนทีด้วยการทำงานเพื่อแลกเงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง หน้าที่การคุ้มครอง ดูแลความปลอดภัย ก็ตกเป็นหน้าที่ของคนที่เรายอมให้เข้ามบริหารจัดการ ไม่ต้องคอยผลัดกันเฝ้าเวรยามเหมือนสมัยอยู่ในถ้ำ แต่หากเทียบกับตอนนี้แล้ว ชีวิตประจำวันของเราก็อาจจะไม่ต่างกัน ถึงเราไม่ได้ถูกคุกคามโดยตรงจากผู้ก่อเหตุ แต่ก็คงจะเห็นแล้วว่าตั้งแต่ต้นปีจนถึง เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเราก็เหมือนถูกทรมาณจากสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ ความกังวลเรื่องปากท้อง และประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันมากมายที่กระทบต่อจิตใจ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี่อาจจะกำลังสะท้อนให้เราเห็นบางอย่างที่สังคมจะต้องเปลี่ยนแปลง จากทั้งหมดที่ผู้เขี่ยนเล่ามา อาจดูเหมือนเป็นการระบายความอัดอั้นตันใจที่มาจากมุมหนึ่ง แต่หากมองความเชื่อมโยงของวิกฤตการเหล่านี้ จะพบว่ามีปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาเหมือนกันอยู่ปัจจัยหนึ่ง นั่นก็คือ การบริหารจัดการของภาครัฐ และกลุ่มผู้มีอำนาจ ถึงไม่อยากอ้างถึง ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะสาเหตุของปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้น เกิดจากการตัดสินใจโดยขาดความรู้รอบด้าน รวมถึงขาดการมีส่วนร่วมจะประชาชน เช่น การอนุญาตให้ก่อสร้างในหลายพื้นที่พร้อมๆกัน และการกระตุ้นอุสหกรรมน้ำตาลที่ตามมาด้วยการเพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อยและการเผา ทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดปัญหาฝุ่น PM2.5 ในหลายพื้นที่ทัวประเทศ นโยบายและการบริหารด้านการเงิน การคลัง ลงผลต่อภาคการผลิตและการลงทุนในประเทศ และประเด็นที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์กันในตอนนี้ การบริหารจัดการที่ไม่ถูกตรวจสอบภายในกองทัพ ปัญหานบางอย่างอาจไม่เกิดขึ้น หากการบริหารจัดการกระทำโดยมีการไตร่ตรองอย่างรอบด้าน อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์บางอย่างไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ แต่เพื่อไม่ให้เกดความเสียหายไปมากกว่านี้ เราควรนำสิ่งที่เกิดขึ้น มาใช้เป็นบทเรียนเพื่อป้องกัน และเตรียมพร้อมตั้งรับหากเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นอีก ผู้เขียนจึงอยากเสนอแนวทางในการป้องกัน และแก่ไขปัญหาให้ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน นอกจากการปฏิรูปกองทัพ และการเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับคืนมา รัฐควรมีการทบทวนความเข้มงวดการเข้าถึงอาวุธ ไม่เฉพาะประชาชนทั่วไปเท่านั้น แต่รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ได้รับอนุญาตให้พกอาวุธ และควรเตรียมความพร้อมให้กับประชาชน หากมีการก่อเหตุขึ้นอีก ควรมีมาตรการพิเศษที่จัดตั้งเพื่อดูแลผู้ได้รับผลกระทบ ทางด้านจิตใจและร่างกาย รวมถึงควบคุมการนำเสนอข่าวที่เปิดเผยชื่อทั้งผู้เสียหายและผู้ก่อเหตุ และข่าวที่อาจก่อให้เกิดการลอกเลียนแบบ สำหรับปัญหาสภาพอากาศ ควรมีการปฏิรูปอุสหกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษ เช่น การพัฒนานวัตกรรมเพื่อลดต้นทุนการเก็บเกี่ยวอ้อยสด และการเข้าไปแทรกแทรกกลไกราคาและรูปแบบการผลิตอยู่ในอุสาหกรรมน้ำตาล เพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจัง และควบคุมมลพิษจากการก่อสร้าง โดยการบังคับใช้มาตรการจำกัดเขดก่อสร้างอย่างเครงครัด รวมถึงการทำประชาพิจารณ์ร่วมกับประชาชน เพื่อพิจารณาหากมีการก่อสร้างอาอารในพื้นที่และวางผังเมืองร่วมกัน ส่วนปัญหาเศรษฐกิจ ผู้เขียนไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่จากการสังเกตผ่านการเป็นผู้บริโภคและข่าวสาร นโยบายเศรษฐกิจที่อิงกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทำให้เกิดความเลื่อมล้ำในเรื่องรายได้ การอพยพของผู้คนที่หลั่งไหลมาหาโอกาสที่ดีกว่า หากมองดูจากด้านบน จะเห็นว่า กลุ่มทุนใหญ่ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่กลับกันนโยบายในรูปแบบนี้ทำให้ฐานรากคือประชาชนอ่อนแอ เพราะอำนาจการเงินไปอยู่กับกลุ่มทุนซึ่งอยู่ด้านบน และเมื่อคนส่วนใหญ่ไม่มีกำลังซื้อ ส่งผลให้เศรษฐกิจไม่ขับเคลื่อน และมีโอกาสเสียหายอย่างมากเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลก หากเปลี่ยนนโยบายที่อิงฐานศักยภาพของคนในท้องถิ่นมากขึ้น จะช่วยกระจายความเสี่ยง ความเสียหายเมื่อเกิดวิกฤต และพื้นตัวได้เร็ว จากทั้งหมดที่เล่ามานี้ ไม่ได้ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั่วอำนาจของฝ่ายใด ผู้เขียนแค่อยากจะเสนอสิ่งที่ต้องการเปลี่ยนแปลงในฐานะประชาชนต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และหลักประกันความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน เพราะจากสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าสังคมที่เราอยู่ร่วมกันกำลังเจ็บป่วย เป็นสังคมที่ประชาชนต้องปกป้องตัวเองจากปัญหาที่มีต้นเหตุมาจากการบริหารจัดการของผู้มีอำนาจ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่รัฐควบคุมได้ อย่างนโยบาย หรือการบริหารจัดการ ความสูญเสียในครั้งนี้คงไม่ใช้ครั้งสุดท้าย แต่จะเกิดขึ้นอีกแน่นอน https://news.thaipbs.or.th/content/287396 https://www.prachachat.net/property/news-417441 http://www.thaismescenter.com/เปิดสถิติวิกฤตเลิกจ้าง-ปิดกิจการ-ปี-62-หนัก/ https://www.khaosod.co.th/economics/news_3252069 https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/861912 https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_3582653 https://www.khaosod.co.th/politics/news_2833399 https://tdri.or.th/2014/11/naewna-2014-11-12/ https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/648195 https://program.thaipbs.or.th/TobJote/episodes/67407 https://www.springnews.co.th/thailand/617107 https://www.youtube.com/watch?v=RP9xZm0LHr0

เรื่องเล่าจากพื้นที่

เรื่องเล่าจากพื้นที่วันนี้ผู้เสียหายที่เราลงพื้นที่ไปให้ความรู้ในวันนี้ เป็นพี่น้องแรงงานชาวพม่ากว่า 200 คน ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดตัวอย่างกระทันหัน ของโรงงานผลิตกระเป๋าเดินทางชื่อดังแห่งหนึ่ง ในจังหวัดชลบุรี เมื่อปลายปี 2562 เนื่องด้วยปัญหาทางเศรษฐกิจ และปัญหาการจัดการภายใน ทำให้พวกกลายเป็นผู้เขาตกงานอย่างกระทันหัน และด้วยเงื่อนไขการทำงานหลายอย่างททำให้พวกเขาตกอยู่ในภาวะวิกฤตและต้องการความช่วยเหลือ เรื่องราวจึงมาถึงทีมคุ้มครองสิทธิ์ มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์เมื่อเจ้าหน้าที่ทีมคุ้มครองสิทธิ์ได้รับเรื่อง ก็ประสานกับทางสถานฑูตพม่า เอเจนซี่จัดหางานทั้งไทยและพม่า สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรวมสำนักงานจัดหางานจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วยผู้เสียหาย เข้าพบ เพื่อเจรจาเรื่องค่าชดเชย กับที่ปรึกษาบริษัทเจ้าของโรงงาน แต่ผลการเจรจาไม่เป็นผล ทางบริษัทไม่สามารถจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างได้ ถึงแม้จะมีคำสั่งจากสำนักงานสวัสดิการฯ จะออกคำสั่งให้บริษัทจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง แต่ปัญหาคือ จนถึงวันนี้ ลูกจ้างจำนวนมาก ซึ่งในจำนวนนั้นก็คือ เคสที่เราได้เข้าไปช่วยเหลือ ยังไม่ได้รับเงินค่าชดเชย และไม่มีทีว่าจะมีความรับผิดชอบ จากโรงงานแต่อย่างใด จึงเป็นที่มาของการลงพื้นที่ทำคลีนิคกฎหมายของเราในวันนี้การลงพื้นที่ในครั้งนี้ลงมาครบทีม นำโดยเจ้าหน้าที่อาสาสมัครชาวพม่าของเรา ที่เป็นทั้งผู้รับเรื่อง และในวันนี้ก็ทำหน้าที่เป็นวิทยากรหลัก ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ”กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน เพื่อช่วยเหลือแรงงานกรณี เมื่อ1.กรณีที่ถูกเลิกจ้าง แล้วไม่ได้ค่าชดเชยจากนายจ้าง2.ไม่รับเงินค่าจ้างหรือ เงินอื่นๆนอกเหนือจากเงินค่าชดเชยจ้างนายจ้างสรุปง่ายๆก็คือ ถ้านายจ้าง ไม่จ่ายเงินเรา และไม่ดำเนินการใดๆ เราก็สามารถมารับเงินค่าชดเชยโดยแรงงานจะสามารถยื่นขอรับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้เมื่อ นายจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งจากสำนักงานสวัสดิการฯหลังจากได้รับคำสั่งไปแล้ว 30 วัน (ในกรณีนี้ พึ่งครบกำหนด ในวันที่ 14 ก.พ. 63 ที่ผ่านมา) ซึ่งแรงงานจะต้องไปดำเนินการยื่นคำร้องเองทั้งนี้แรงงานจะได้เงินจากกองทุนฯ แต่อาจได้ได้ไม่เท่าจำนวนที่นายจ้างต้องจายจ่ายซึ่งขึ้นอยู่กับคณะกรรมการพิจารณากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างข้อสังเกตสำหรับกรณีที่เกิดขึ้นนี้คือ เมื่อโรงงานปิด ลูกจ้างจำนวนมากมีทั้งชาวและแรงงานข้ามชาติ แต่แรงงานข้ามชาติจะมีข้อจำกัดในหลายเรื่อง เช่นระยะเวลา แรงงานเมื่อถูกเลิกจ้างจะต้องหางานใหม่ให้ได้ภายใน30 วัน การเลิกจ้างกระทันหันทำให้แรงงานบางส่วนต้องกลับไปยังประเทศเนื่องจากหางานไม่ได้ ข้อจำกัดด้านภาษา อาจเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับแรงงานเพราะในขั้นตอนยื่นคำร้องส่วนใหญ่เป็นภาษาไทย และยังไม่รับการอำนวยความสะดวกเพียงพอ ทำให้การเข้าถึงบริการทำได้ยากสิ่งสำคัญคือ แรงงานข้ามชาติ ควรได้รับความรู้เรื่องสิทธิ์ก่อนเข้ามาทำงานจากเอเจนซี่ ก่อนจะที่รับแรงงานเข้าทำงานในประเทศเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิ์จ้างนายจ้างเหนือสิ่งอื่นใด ยังทีแรงงานอีกมากที่ยังไม่รู้สิทธิ์ของตัวเอง ทำให้ตกอยู่ภาวะเปราะบาง ทำให้ถูกละเมิดสิทธิ์ได้ง่าย และรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับแรงงานควรให้ความสำคัญเรื่องของความรู้เรื่องสิทธิ์และให้ความสําคัญกับการอำนวยความสะดวกให้กับแรงงานข้ามชาติมากขึ้น เช่น เพิ่มล่ามในพื้นที่ที่แรงงานข้ามชาติมากขึ้น เพิ่มเอกสารในขั้นตอนการร้องให้เป็นภาษาอื่นมากขึ้น หรือ การปรับนโยบายเกี่ยวแรงงานข้ามชาติให้สอดคล้องกับสภาพสังคมการทำงานมากขึ้น รวมถึงการมีระบบคุ้มครองแรงงานที่รัดกุมกว่าในปัจจุบันพี่น้องแรงงานเคสของเราจะเป็นอย่างไรต่อไป เดี๋ยวแอดจะนำมาเล่าให้ฟังอีกนะจ๊ะ

ครบหมื่น...ก็ยังไม่พอ

ครบหมื่นก็ยังไม่พอนะจ๊ะ ยังมีขั้นตอนตรวจสอบรายชื่อจากรัฐสภารอเราอยู่ รายชื่อที่มีในตอนนี้อาจจะไม่พอก็ได้ อย่าพึ่งหยุดรวบรวมกันนะ ต่อจากการรวบรวมรายชื่อ หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล ไม่เชื่อ ลองดูบันไดงูข้างล่างดูสิ! อย่าพึ่งไปไหนนะ จับมือกันไว้! เรายังต้องลงร่วมแรงผลักดันจนกว่า สังคมไทยของเราจะปลอดจากการเลือกปฏิบัติ ติดตามความคืบหน้าโครงการ และกิจกรรมขจัดการเลือกปฏิบัติได้ที่ แฟนเพจ ไม่เอาการเลือกปฏิบัติ และ แฟนเพจ มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์

ความเป็นส่วนตัว หรือ ความปลอดภัย กับ ประชาธิปไตยที่มีในไทยเท่านั้น

ความเป็นส่วนตัว หรือ ความปลอดภัย กับ ประชาธิปไตยที่มีในไทยเท่านั้น ประเด็นที่กำลังถกเถียงกันในกลุ่มแฟนๆนางงาม หรืออาจจะไปถึงแวดวงนักวิชาการ จากการประกวดนางงามจักรวาลประจำปี2019 (Miss Universe 2019) ที่พึ่งจบลงไปสดๆร้อนๆ คงจะไม่พูดถึงคำถามที่ตัวแทนสาวงามจากประเทศไทย ได้รับในรอบตอบคำถามของการประกวด ที่ถามว่า “หลายประเทศรัฐบาลต้องการสร้างมาตรการความปลอดภัยซึ่งอาจจะรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของประชาชน คุณคิดว่าอะไรสำคัญกว่ากันระหว่างความปลอดภัยหรือความเป็นส่วนตัว?” หลังจากที่ตัวแทนสาวงามประเทศไทยตอบเสร็จ ก็มีหลายคนออกมาให้ความเห็นต่อคำตอบของเธอ ฝั่งหนึ่งเห็นว่า คำถามนี้ยากกว่าของประเทศอื่น บ้างว่าตัวแทนผู้เข้าประกวดของไทยตอบคำถามไม่คมพอ ติดนิสัยขี้เกรงใจ ไม่เลือกข้างแบบคนไทย ใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ สิ่งที่ผู้เขียนอยากคุยกับคุณผู้อ่าน คือ เรื่องราวในคำถามนั้นต่างหาก Privacy หรือที่แปลว่า” ความเป็นส่วนตัว” ในทางวิชาการหมายความว่าสิทธิที่จะอยู่ตามลำพัง (to be let alone) โดยปลอดจากการแทรกสอดในความเป็นอยู่ส่วนตัวทำให้ได้รับความอับอาย เดือดร้อน รำคาญใจ หรือนำภาพหรือชื่อไปใช้ประโยชน์ในทางแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ตามปฏิญาณสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ความเป็นส่วนตัว ก็ถูกบัญญัติไว้ใน ข้อ 12ข้อ 12 บุคคลใดจะถูกแทรกแซงตามอําเภอใจในความเป็นส่วนตัว ครอบครัว ที่อยู่อาศัย หรือการสื่อสาร หรือจะถูกลบหลู่เกียรติยศและชื่อเสียงไม่ได้ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองของกฎหมายต่อการแทรกแซงสิทธิหรือการลบหลู่ดังกล่าวนั้น อธิบายตามความเข้าใจของผู้เขียน คือ เราทุกคนเป็นเจ้าของพื้นที่พื้นที่หนึ่ง อาจไม่ใช่ในเชิงกายภาพ แบบที่ดินหรือห้องพัก จะเป็นบัญชีสังคมออนไลน์ ข้อมูลการทำธุรกรรมผ่านบัญชีก็ได้ แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่เราเข้าถึงได้คนเดียว และทำอะไรก็ได้บนพื้นที่นั้น โดยที่ไม่ว่าใครก็ห้ามมาแอบดูแอบฟัง เอาของของเราไปใช้ โดยที่เราไม่อนุญาตไม่ได้เด็ดขาด ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี 2560 เองก็ได้บัญญัติไว้ชัดเจน ในส่วนที่ 3 มาตรา 32 ดังนี้ มาตรา 32 บุคคลย่อมมีสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว การกระทําอันเป็นการละเมิดหรือกระทบต่อสิทธิของบุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือการนําข้อมูล ส่วนบุคคลไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าในทางใดๆ จะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพียงเท่าที่จําเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ เมื่อกล่าวว่า ความเป็นส่วนตัว คือ “สิทธิ” ดังนั้น ประชาชนจะต้องได้รับการคุ้มครองโดยรัฐเพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดความเป็นส่วนตัวนี้ ไม่ว่าจากใครหรือองค์กรไหนก็ตาม แต่ทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้น ตามที่ระบุไว้ตาม รธน.60 ม.32 วรรค 2 ความปลอดภัย จากอะไรหรือ? คำว่าปลอดภัย สำหรับผู้เขียนแล้วถือว่าเป็นคำที่ให้พลังบวก สร้างความมั่นใจให้คนที่ได้ยิน แต่ทำไมคำว่า ความปลอดภัยในคำถามนี้ ถึงถูกเชื่อมโยงกับการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของรัฐบาลในหลายๆประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการแทรกแซงทางตรง หรือการแก้กติกาบ้านเมือง เพื่อให้คนบางกลุ่มเข้าถึงข้อมูลความเป็นส่วนตัวของประชาชนในประเทศได้ หลายปีที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยออกกฎหมาย นโยบาย และมาตรการ ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยมาหลายฉบับ มีทั้งที่เป็นข่าวโด่งดัง และออกมาเงียบๆจนรู้ตัวอีกที ประชาชนก็โดนจับเสียแล้ว ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างที่เด่นๆ มาให้อ่านกัน เริ่มจาก มาตรา 44 ที่ให้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่ง ให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถดำเนินการ ตรวจสอบ หรือทำอะไรก็ได้กับประชาชน เช่น พาคนไปปรับทัศนคติ และขังในค่ายทหาร 7 วันโดย ให้เหตุผลเรื่องความสงบเรียบร้อยภายในต่อกันด้วย พ.ร.บ. การรักษาความปลอดภัยมั่นคงไซเบอร์ พ.ศ. 2562 เหตุผลการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ คือ ประเทศของเรามีความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อย ภายในประเทศ ดังนั้นจะต้องมีการป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงในด้านต่างๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ข้อความใดที่มีความเห็นต่างจากแนวคิดของ คสช. แล้วคนสนใจจะถูกลบออกจากสังคมออนไลน์ทันที เพื่อไม่ให้แพร่กระจายออกไปในวงกว้าง แต่กลับไม่จัดการข่าวปลอมที่ปล่อยออกมาเพื่อทำลายชื่อเสียงฝ่ายตรงข้ามแต่อย่างใด ก่อนจะไปกันต่ออยากให้ผู้อ่านจงเติมคำตอบในช่องว่าง .................. คือ บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพียงเท่าที่จําเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ ความสงสัยเกิดขึ้นทันทีในหัว อะไรที่รัฐถือว่า “เป็นภัย” สำหรับประชาชน หรือความมั่นคงของประเทศกันแน่? หากเหตุผลการใช้งานการใช้งานกฎหมาย นโยบาย และมาตรการเหล่านั้น เป็นการป้องกันการก่อการร้าย ปกป้องประชาชนจากการถูกคนอื่นนำข้อมูลสำคัญไปแสวงหาประโยชน์ตามที่กล่าวอ้างมันก็สมเหตุสมผลอยู่ แต่เป็นที่รู้กันในหมู่ประชาชน การใช้งานในความเป็นจริงเป็นอย่างไรกัน กลายเป็นว่าเพื่อความมั่นคงของประเทศ ข้อมูลความเป็นส่วนตัวของเรา จะต้องเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ ถามว่ารัฐพยายามสร้างความปลอดภัยแบบไหน จำเป็นหรือไม่ความปลอดภัยจะต้องแลกมาด้วยการรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของประชาชน ประชาธิปไตยแบบไทยแลนด์โอนลี่ มาถึงตรงนี้ เรียนตามตรง ถ้าสมมุติว่าตัวผู้เขียนเป็นผู้เข้าประกวด เจอคำถามนี้เข้าไปก็คงสะอึกแน่ๆ เพราะถึงแม้ว่าประเทศของเราจะประกาศตัวว่าเป็นประเทศประชาธิปไตย ระบอบที่ให้สิทธิ์เสียงทุกคนอย่างเท่าเทียม ที่ตามหลักการแล้ว เสียงส่วนใหญ่มีสิทธิ์บริหารประเทศ แต่ก็ไม่ลืมให้พื้นที่เสียงส่วนน้อยออกมาอภิปรายแบบมีน้ำใจนักกีฬา และที่สำคัญ ประชาชน เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในระบอบนี้หันกลับมามองที่ประเทศของเรา ประชาชนกลับไม่สามารถแสดงออกในสิ่งที่ตนเชื่อหรือแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ อย่างที่เราเห็นจากข่าวสารบ้านเมือง คนที่คิดต่าง ถูกขัดแข้งขัดขาด้วยสาระพัดวิธี คนที่ออกมาส่งเสียงเรียกร้องความเป็นธรรม อยู่ดีๆก็หายตัวไป เกมการเมืองที่ล้มกระดานโหวตเมื่อเห็นท่าว่าฝ่ายตัวเองจะแพ้ ประเทศที่ปกครองแบบที่เสียงส่วนใหญ่จ้องกำจัดเสียงส่วนน้อยไปให้พ้นทาง เสียงประชาชนมีค่าแค่เงินไม่กี่บาท แล้วยังยืนยันว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตยคงมีที่นี่ที่เดียว ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นหนึ่งในประชาชนของประเทศนี้ ลึกๆในใจยอมรับ ว่าตัวเองกลัวอำนาจบางอย่างที่อยู่เหนือกฎหมาย และไม่สนในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือกลัวที่ถูกปฏิเสธจากสังคม หากเราคิดต่าง การตอบคำถามที่ต้องการให้เลือกข้างแบบนี้ ก็คงออกมาในลักษณะกลางๆ แบบที่ตัวแทนผู้เข้าประกวดตอบ จะว่าง่ายๆก็คือ ปกป้องตัวเองไว้ก่อน ถึงไม่เห็นด้วยก็ต้องซ่อนให้มิด เพราะไม่อะไรรับประกันได้ว่า เราจะปลอดภัยเมื่อเลือกข้างไปแล้ว แล้วคุณผู้อ่านจะเลือกตอบคำถามนี้อย่างไร ลองจินตนาการตัวเองในชุดราตรียาว กำลังจะตอบคำถามนี้ต่อหน้าผู้ชมทั่วโลกดูสิ การให้เลือกระหว่าง ความเป็นส่วนตัวหรือความปลอดภัย ตามความเห็นของผู้เขียน เจตนาของผู้คิดคำถามไม่ได้จงใจทำให้ผู้เข้าประกวดคนใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เนื่องจากยังมีอีกหลายประเทศในโลกที่ทำการแทรกแซงข้อมูลประชาชนอย่างลับๆ แต่จะด้วยเหตุผลอะไร ก็คงต้องไปศึกษารายละเอียดกันอีกที ส่วนที่ว่ามาทั้งหมดนี้ เป็นการวิเคราะห์คำถามของผู้เข้าประกวด ผ่านบริบทสถานการณ์บ้านเมืองของเราเท่านั้นเองถึงตัวแทนประเทศไทยจะไม่ได้สวมมงกุฎนางงามจักรวาลในปีนี้ แต่ถ้าคำถามของเธอในการประกวดได้จุดประเด็นให้คนกลุ่มต่างๆในสังคม หันมาใส่ใจเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนประเทศไทยขึ้นมาบ้าง คุณผู้อ่านว่า มันก็น่าดีใจพอๆกับเราได้ครองมงกุฎ จริงไหม ฃอบคุณภาพจาก FB : Miss Universe Thailand 2019 อ้างอิง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน),รู้ให้ชัด พ.ร.บ. การรักษาความปลอดภัยมั่นคงไซเบอร์ พ.ศ. 2562 www.tot.co.th/blogs/ดิจิทัลทิปส์/now-trending/ดิจิทัลทิปส์/2019/07/01/รู้ให้ชัด-กับ-พ.ร.บ.-การรักษาความปลอดภัยมั่นคงไซเบอร์-พ.ศ.-2562 โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw),คำสั่งหัวหน้า คสช. 3/2558 ทหารยังมีอำนาจพาคนไปปรับทัศนคติ และขังในค่ายทหาร 7 วัน www.ilaw.or.th/node/5294 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย,ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน www.amnesty.or.th/our-work/hre/udhr/ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี2560 http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/A/040/1.PDF กุลพล พลวัน,สิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว กับการคุ้มครองตามกฎหมายไทย http://www.stat.ago.go.th/บทความลงเว็บ/บทที่%2016.htm PPTV Online ,เปิดคำตอบ "ฟ้าใส ปวีณสุดา" จากคำถามบนเวที Miss Universe 2019https://www.pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/115586

การแก้ไขปัญหายาเสพติดแนวใหม่ :Ep.01 ผู้เสพ=ผู้ป่วย

ทำไมผู้เสพ คือผู้ป่วย ในเมื่อการเสพยาเสพติดมีความผิดตามกฎหมาย คนที่เสพก็สมควรได้รับโทษ เพราะเขาเลือกเสพเอง ก็ต้องได้รับผลนั้นสิ แต่ช้าก่อน!! ลองอ่านดู แล้วมาคุยกันว่าแนวคิดนี้จะช่วยแก้ปัญหายาเสพติดได้อย่างไรก่อนที่จะไปพูดถึงนโยบาย ลองมาดูที่จุดเล็กๆอย่างตัวเรา อ่านให้จบแล้วมาดูกันว่าเรามีความคิดความเชื่อแบบที่แอดนำเสนอหรือเปล่าความคิดอัตโนมัติที่เกิดขึ้นในหัว เมื่อเรารู้ว่าคนๆนึงเป็นผู้ใช้ยา เราถูกสอนมาว่า ยาเสพติดเป็นอันตรายต่อร่างกาย ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว ผิดกฎหมาย ต้องกับกำจัดมันไปให้หมด แต่เมื่อค้นคว้าความเป็นมาแล้วยาเสพติดหลายตัว ในอดีตถูกนำเข้ามาเพื่อใช้ในการแพทย์ แต่ต่อมามีคนนำไปผสมสารอื่นๆจนทำให้มีโทษต่อร่างกาย จึงต้องมีมาตรการควบคุมการใช้ และสร้างความตระหนักให้กับสังคม โดยการใช้วิธีการที่ทำให้รู้สึกหวาดกลัว เช่น ผู้เสพตาย ผู้ขายติดคุก หรือการลงโทษที่รุนแรง ตามนโยบายสงครามยาเสพติดความเป็นจริงแล้ว ในสังคมมีผู้ใช้ยาที่ใช้ชีวิตปกติเหมือนกับคนทั่วไป คือใช้บางครั้ง หากไม่ได้ใช้ก็ไม่ได้มีอาการอยากยาแต่อย่างใด แต่ด้วยความคิดความเชื่อที่ถูกปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็ก เราเลยเหมารวมว่าผู้ใช้ยาจะต้องมีอาการอยากยาจนคุ้มคลั่งจนทำร้ายคนอื่นสื่อสาธารณะมีอิทธิพลต่อความคิดความเชื่อเกี่ยวกับผู้ใช้ยาของคนในสังคมมาก สื่อมักนำเสนอข่าวอาชญากรรม ที่มีผู้กระทำเป็นผู้ใช้ยา สร้างภาพจำให้คนในสังคมหวาดกลัว ผูกโยงยาเสพติดเข้ากับอาชญากรรม อีกทั้งกฎหมายก็กำหนดไว้ว่าใครที่เสพ ก็มีสถานะเป็นผู้ร้าย เป็นคนไม่ดี นำไปสู่การตีตราผู้ใช้ยา ขอบคุณภาพข่าวจาก https://www.thairath.co.th/news/local/central/1510130 https://www.thairath.co.th/news/crime/1461764 https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_2529839 https://news.mthai.com/general-news/597140.htmlเหตุผลของการใช้ยาเสพติดของแต่ละคนมีความแตกต่างกันไป จะใช้เพื่อความบันเทิง หรือเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย แต่หากใช้มากเกินไป ก็ส่งผลเสียต่อร่างกาย ไม่ต่างอะไรกับการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลสูง มีรสชาติถูกใจ กินแลัวมีความสุข แต่หากกินมากเกินไป ก็ก่อให้เกิดโรคเบาหวาน และเราก็เสพติดความหวานไปด้วย ดังนั้นผู้เสพก็เหมือนผู้ป่วยโรคอื่นๆ ที่ต้องการดูแลในปัจจุบัน ประเทศไทยมีระบบการบำบัดแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ตามพ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ได้แก่ 1. สมัครใจบำบัด คือ กลุ่มที่เดินเข้าไปพบแพทย์ด้วยตัวเองหรือญาติพาไป โรงพยาบาลทั่วประเทศรองรับแล้ว 2. บังคับบำบัด คือ กลุ่มที่ถูกจับกุมและต้องเข้ารับการบำบัดผ่าน พ.ร.บ.นี้เพื่อแลกกับการไม่ต้องรับโทษทางอาญา 3. บำบัดระหว่างต้องโทษ คือ กลุ่มที่ถูกดำเนินคดียาเสพติด หรืออาชญากรรมอื่นๆ แล้วมีประวัติการใช้สารเสพติด กลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดและจะได้รับการบำบัดภายในเรือนจำ พ.ร.บ.นี้ผู้ที่ครอบครองยาเสพติดจำนวนน้อย เช่นยาบ้าไม่เกิน 5 เม็ด สามารถ “เลือก” ที่จะเข้ารับการบำบัดจนสิ้นสุดกระบวนการ แลกกับการไม่ต้องรับโทษอาญา แต่ยังคง”มีประวัติยาเสพติดอยู่” ขอบคุณข้อมูลจาก prachatai.com/journal/2018/07/77805เมื่อมีประวัติยาเสพติดติดตัว ย่อมส่งผลต่อการดำเนินชีวิตในสังคม ทั้งในเรื่องการทำงาน ที่บางหน่วยงานไม่รับผู้ที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และมีโอกาสที่จะถูกละเมิดสิทธิ์จากผู้บังคับใช้กฎหมาย รวมถึงถูกเลือกปฏิบัติจากคนในสังคม กลายเป็นว่าแทนที่จะทำให้ผู้ใช้กลับเข้าสู่สังคมและมีชีวิตที่ดีขึ้น กลับทำให้หลายคนไม่ยอมเข้าสู่การบำบัดเพราะกลัวว่าจะมีประวัติด้วยเหตุนี้เอง ผู้ที่เคยผ่านการบำบัดจำนวนหนึ่งกลับไปใช้ยาอีก เพราะข้อบังคับของหน่วยงาน ความคิดความเชื่อที่ตีตราผู้ใช้ยา ทำให้ผู้ที่ผ่านการบำบัดแล้ว กลับเข้าไปใช้ชีวิตร่วมกับคนทั่วไปได้ลำบาก หรือพูดง่ายๆว่า แทบจะไม่มีที่ยืนในสังคมเมื่อกลับไปเสพซ้ำ สังคมยิ่งไม่ให้โอกาส และผลิตซ้ำการตีตราผู้ใช้ยาให้หนักกว่าเดิมทุกคนรู้ดีว่าการเสพยาเสพติดเป็นอันตราย ยิ่งถ้าเสพในปริมาณมาก และติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “ภาวะสมองติดยา” อ่านเพิ่มเติมที่ https://www.sdtc.go.th/paper/293 พูดง่ายๆก็คือ เมื่อผู้ใช้ยาเข้าสู่ภาวะสมองติดยา เขาจะไม่รู้สึกมีความสุขจากกิจกรรมที่เมื่อก่อนเคยทำ ต้องอาศัยฤทธิ์ของยาคอยกระตุ้นให้สมองส่วนอารมณ์ความรู้สึกทำงาน ทำให้สมองส่วนคิดเสื่อมลง สมองจะต้องการยาตลอดเวลา ส่งผลต่อการควบคุมพฤติกรรม และอารมณ์ ซึ่งอาจเป็นที่มาของพฤติกรรมที่สังคมไม่ยอมรับภาวะสมองติดยาสามารถรักษาได้ โดยใช้กระบวนการจิตบำบัด และการรักษาด้วยยา ร่วมกับ การทำความเข้าใจกับครอบครัว ปรับฐานความรู้ความเข้าใจเรื่องผู้ใช้ยา รวมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว และชุมชน ซึ่งกระบวนการดังกล่าวใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทของยาเสพติด และสภาพร่างกายของผู้ป่วยเมื่อแรกรับแต่อย่างที่เล่าไป อะไรก็ย่อมเกิดขึ้นได้ ไม่มีอะไรการันตีได้ว่า พวกเขาจะไม่โดนจับในขณะที่กำลังรักษาตัว หรือ รอดพ้นจาก “มาตรการหว่านแห” ค้นหาผู้ใช้ยา จับตัวมาบำบัด แนวคิดผู้เสพคือผู้ป่วย ไม่ใช่อาชญากร คงเป็นเรื่องไม่ง่ายสำหรับสังคมไทยเท่าไหร่เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว่กระบวนการ"บังคับบำบัด" ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 จะทำให้ปัญหายาเสพติดหมดไปจากประเทศได้หรือเปล่า ติดตามตอนต่อไปนะจ๊ะ
สายด่วนเรื่องสิทธิและกฎหมาย

02-1715135-6 - กรุงเทพฯ

038-993-242 - ระยอง

ทุกวัน เวลา 10.00 - 20.00 น.