สมัครสมาชิกใหม่

กล่องฝากข้อความ
ข้อจำกัด

มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
Foundation For AIDS Rights (FAR)
Choose your language :

กรณีศึกษาที่น่าสนใจทั้งหมด (25 บทความ)

เราไม่เอาการเลือกปฏิบัติ [GENDER Talk Podcast EP.09]

เราไม่เอาการเลือกปฏิบัติ [GENDER Talk Podcast EP.09]

ขาดเลือดหนัก แต่ก็ยังเลือกรับ

ขาดเลือดหนัก แต่ก็ยังเลือกรับ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สภากาชาดไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ขาดแคลนเลือดในคลัง โดยในเดือนตุลาคม ปี 62 มีการเปิดเผยข้อมูลการรับบริจาคเลือดในไทย พบว่า สภากาชาดไทย สามารถรับบริจาคเลือดได้วันละรับโลหิตบริจาคเฉลี่ย 1,500-1,700 ยูนิตต่อวัน ซึ่งเป้าหมายจริงๆแล้ว จะต้องรับบริจาคให้ได้ 2000-2500 ยูนิตต่อวัน ทำให้สามารถแจกจ่ายไปยังโรงพยาบาลได้เพียงร้อยละ 60 จากปริมาณที่ต้องการ ส่งผลให้คนไข้บางรายต้องเลื่อนการผ่าตัดไปก่อน ทั้งนี้เป็นเพราะวิถีชีวิตของคนไทยเปลี่ยน ส่งผลให้จำนวนผู้ขอบริจาคเลือดมีจำนวนน้อยลง ประกอบกับความต้องการใช้เลือดมากขึ้น สถานการณ์ยิ่งแย่ลงเพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้คนไม่ออกจาคบ้านมาบริจากเลือด ส่งผลให้ปริมาณเลือดสะสมในคลังอยู่ในขั้นวิกฤต ณ ปัจจุบัน เป้าหมายการรับบริจาคเลือดของสภากาชาดไทยเฉลี่ยอยู่ที่วันละประมาณ 2,200 ยูนิต หรือประมาณ 65,000 ต่อเดือน (ข้อมูล ณ วันที่ 3 สิงหาคม 63) แต่มีผู้มาบริจาคแล้ว รวมกันทุกหมู่เลือดไม่ถึง 5,200 ยูนิต เมื่อคำนวณแล้วเท่ากับว่า ตอนนี้เราสภากาชาดสามารถรับบริจาคเลือดได้เฉลี่ยวันละ 1,700 ยูนิต จะเห็นได้ว่าอัตราการบริจาคเลือดยังไม่ถึงเป้าหมาย หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป อาจจะส่งผลต่อการรักษาคนไข้ที่ต้องการใช้เลือด มากกว่าการเลื่อนการผ่าตัดหรือการเลื่อนการรักษาอย่างแน่นอน อย่างที่เราทราบกันดีว่า การบริจาคเลือดมีการกำหนดคุณสมบัติผู้บริจาคไว้หลายประการ ทั้งนี้เพื่อให้ได้เลือดที่มีคุณภาพและเพื่อความปลอดภัยทั้งผู้บริจาคและผู้รับบริจาค การให้ข้อมูลของสภากาชาดไทยกับสำนักข่าว the standard พบว่า จากการรับบริจาคเลือดทั้งหมดจะได้เลือดที่สามารถนำไปแจกจ่ายให้โรงพยาบาลได้เพียงร้อยละ 88 เป็นเพราะว่าในการรับบริจาคเลือดแต่ละครั้งจะมีการคัดกรอง 2 ระดับ คือ 1.คัดกรองจากการตรวจสุขภาพผู้ขอบริจาค ซึ่งตรงนี้จะทำให้ปริมาณเลือดที่ควรจะได้รับหายไปร้อยละ 10 และ 2. การตรวจหาเชื้อในเลือดที่รับบริจาคมาแล้ว ในขั้นตอนนี้เลือดที่มีเชื้อ เช่น ไวรัสตับอักเสบ ซิฟิลิส เอชไอวี จะถูกคัดออกประมาณร้อยละ 2 จากปริมาณทั้งหมด หากนำส่วนที่คัดกรองออกมาคำนวณเป็นปริมาณเลือดจริงๆก็ถือว่าไม่น้อยทีเดียว ในจำนวนร้อยละ 10 ที่หายไปจากการตรวจสุขภาพและความสมบูรณ์ของเลือด มีผู้ขอบริจาคที่แข็งแรง แต่ไม่สามารถบริจาคได้อยู่หลายราย เพราะหลักกฎเกณฑ์ที่สภากาชาดจะรับบริจาคเลือดคือ จะต้องไม่ใช่คนที่มีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน อีกทั้งในการคัดกรอง หากเจ้าหน้าที่ที่หน่วยรับบริจาคทราบว่าผู้ขอบริจาคเป็นเพศอื่นนอกเหนือจากชายหรือหญิง ก็จะคัดออกทันทีเพราะถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะมีเพศสัมพันธ์กับทั้งเพศเดียวกัน ต่างเพศ หรือทั้งสองเพศ หากไม่มีการป้องกัน ทุกคนก็มีความเสี่ยงเท่าๆกันทั้งหมด หากการคัดกรองมีขึ้นเพื่อหาเม็ดเลือดที่มีความสมบูรณ์ แจกจ่ายให้คนไข้ได้ การคัดกรองโดยใช้รสนิยมทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศเป็นเกณฑ์เช่นนี้ ไม่เท่ากับว่าเป็นการลดโอกาสที่เราจะได้เลือดที่มีคุณภาพเพิ่มหรือ กฎเกณฑ์เช่นนี้ นอกจากจะเป็นการลดโอกาสที่จะทำให้ได้เลือดมาช่วยเหลือคนไข้เพิ่มแล้ว การกำหนดคุณสมบัติดังกล่าวยังเป็นตีตรากลุ่มคนที่ไม่ใช่ชายหญิงว่าเป็นกลุ่มคนที่มีโรคติดต่อ สกปรก ส่งผลให้เกิดการเลือกปฏิบัติ และลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างชัดเจน ผ่านการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และตอกย้ำว่าสภากาชาดยังเป็นหน่วยงานที่ยังไม่ยอมรับความหลากหลายทางเพศ ถึงแม้ว่าตอนนี้ที่เลือดในคลังกำลังขาดแคลน และมีแนวโน้มจะลดสงเรื่อยๆก็ตาม ก่อนที่จะเกิดการสูญเสียเพราะปัญหาการขาดแคลนเลือดมาดูแลคนไข้ ถึงเวลาหรือยังที่สภากาชาดไทยจะยอมเปิดใจ ขยายช่องรับบริจาคเลือดที่แข็งแรงจากกลุ่มคนเหล่านี้ ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/874578 https://blooddonationthai.com/ https://blooddonationthai.com/?page_id=745 https://thestandard.co/blood-donation-thai-red-cross-society/ https://www.facebook.com/showyourspectrum/posts/582250165799991/

เลือกปฎิบัติ เรื่องธรรมดาของคนไทย

เลือกปฎิบัติ เรื่องธรรมดาของคนไทย ข่าวกรณีอัยการสูงสุดไม่สั่งฟ้องคดีทายาทตระกูลดังขับรถชนตำรวจเสียชีวิต นอกจากจะเป็นคดีที่ใช้เวลาพิจารณานานถึงแปดปีแล้ว ผู้กระทำผิดยังไม่ได้รับโทษใดๆ ทำให้ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมไทยที่ภาพลักษณ์ไม่ค่อยสู้ดีอยู่แล้วให้แย่ลงไปอีก ประกอบกับสถานการณืทางการเมือง ทำให้คดีดังกล่าวได้รับความสนใจและถูกตั้งคำถามจากคนในสังคมเป็นอย่างมาก การยกเว้นการดำเนินคดีกับผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจอย่างกรณีนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก มีทายาทตระกูลดัง เศรษฐีมากมายหลายคนไม่ได้รับโทษเมื่อกระทำความผิด อย่างคดีรถเก๋งชนรถตู้บนทางด่วน มีผู้เสียชีวิต 9 ศพ จน ณ ปัจจุบันก็ยังมีคำถามเรื่องการเยียวยาผู้เสียหาย และยังมีคดีอื่นๆ ดูเพิ่มเติม https://www.dailynews.co.th/crime/786714 อีกหลายคดีที่เป็นข่าวโด่งดังก่อนจะเงียบหายไปพร้อมกับกระแสสังคม ในทางกลับกัน หากผู้กระทำผิดเป็นคนที่ไม่ได้ร่ำรวย การดำเนินคดีจะกินระยะเวลานานจนขาดอายุความหรือไม่ และถ้าผู้กระทำผิดเป็นคนจน ตำรวจจะยอมลดราวาศอกเช่นนี้หรือเปล่า หากผู้อ่านใช้ชีวิตผ่านสังคมไทยมาพอควร ก็น่าจะเดาได้ว่า การดำเนินคดีจะออกมาในรูปแบบไหน อีกทางหนึ่งหากผู้กระทำผิดไม่ได้เป็นเศรษฐีนามสกุลดัง สื่อมวลชนจะให้ความสนใจจนเป็นกระแสสังคมเช่นนี้หรือ นานมาแล้วที่การเลือกปฎิบัติในลักษณะนี้แทรกซึมอยู่ในสังคมไทยอย่างแนบเนียน และยึดโยงกับความคิด ค่านิยม สังคมและวัฒนธรรม กลายเป็นวิถีชีวิต ฝังลึกถึงขั้นที่ว่าเราเห็นเป็นเรื่องธรรมดา จนเราทำใจได้เลยว่า หาคู่กรณีเราเป็นเศรษฐีไม่มีทางที่เราจะได้รับความเป็นธรรมทั้งในฐานะผู้กระทำผิดหรือผู้เสียหาย การเป็นคนรวยหรือเป็นคนจนไม่ใช่ต้นเหตุของความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น แต่ต้นตอของปัญหาจริงๆแล้วมันอยู่ที่ผู้ที่ใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรม หากว่ากันตามหลักฐานและกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีฐานะทางเศษฐกิจอย่างไร ก็ต้องได้รับการปฏิบัติที่เหมือนกัน ไม่เปิดช่องให้เกิดการทุจริต หากผู้ใช้อำนาจศาลยึดมั่นในความยุติธรรม ไม่แบ่งแยกว่าคนนี้เป็นคนรวย คนนี้เป็นคนจน การเลือกปฏิบัติเช่นนี้ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องปกติที่คนในสังคมจะมองข้ามไปง่ายๆ ความกดดันจากกระแสสังคมทำให้คดีทายาทตระกูลดังถูกรื้อขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้ง แต่คราวนี้เราไม่ได้มีเป้าหมายที่จะเอาผิดกับตัวผู้กระทำ แต่เป็นการรื้อเพื่อหาต้นตอของการใช้อำนาจอย่างมิชอบในกระบวนการยุติธรรม แสดงให้เห็นว่าสังคมตอนนี้มองเห็นปัญหา และไม่ทนต่อการถูกเลือกปฎิบัติเช่นนี้อีกต่อไป

ความปลอดภัยในชีวิต หน้าที่เรา หน้าที่รัฐ

ความปลอดภัยในชีวิต หน้าที่เรา หน้าที่รัฐ จากการใช้มาตรการควบคุมการระบาดโควิด -19 ของรัฐบาล มีประชาชนมากมายได้รับผลกระทบ ต้องปิดร้าน/สถานประกอบการ อยู่บ้านกักตัว การบริหารเศรษฐกิจที่ล้มเหลว ยิ่งไปกว่านั้นเหตุการณ์การหายตัวไปของนักกิจกรรม คุณวันเฉลิม สัตยศักดิ์สิทธิ์ และกรณีล่าสุดที่เกิดขึ้นที่ระยอง รวมกันเป็นแรงผลักดันให้ประชาชน/กลุ่มนักศึกษาออกมาชุมชุม โดยมีข้อเรียกร้องถึงรัฐบาล 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.หยุดคุกคามประชาชน 2.ยุบสภา และ 3.แก้รัฐธรรมนูญ บทความนี้จะไม่ขอพูดถึงเรื่องสถานการณ์ทางการเมือง เพราะเข้าใจดีว่าผู้อ่านน่าจะทราบเรื่องมาบ้างแล้ว สิ่งที่ผู้เขียนอยากจะชวนคุย คือ ข้อเรียกร้องที่ขอร้องให้รัฐบาลหยุดคุกคามประชาชน ตามหลักแนวคิดสากลในเรื่อง “หลักนิติธรรม” และ “หลักนิติรัฐ” การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นการบริการสาธารณะด้านความปลอดภัย ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องดำเนินการ เมื่อพูดถึงการดูแลความปลอดภัย ไม่ได้หมายความว่าการป้องกันไม่ให้คนภายนอกเข้ามาทำร้ายประชาชนคนไทย เหมือนยามเฝ้าตึก ความปลอดภัยในบริบทนี้หมายถึง หน้าที่ของรัฐที่จะต้องดูแลไม่ให้เกิดอาชญากรรมขึ้นกับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการฉกชิงวิ่งราว ไปจนถึงก่อเหตุฆาตกรรม หากเกิดเหตุแล้ว ถือได้ว่ารัฐบกพร่องในทำหน้าที่ ต้องดูแลเยียวยาผู้เสียหาย ในประเทศไทย ประชาชนคนไทยมีสิทธิในการขอรับการเยียวยาผู้เสียหาย ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าตอบแทน และค่าใช้จ่ายแก้จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 ตามกฎหมายนี้อธิบายง่ายๆ หากเกิดเหตุการณ์ที่เราไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่เกิดความเสียหายต่อชีวิตหรือทรัพย์สินของเรา รัฐจะต้องจ่ายเงินเยียวยา ในอีกทางหนึ่ง หากเราถูกกล่าวหาว่าเป็นจำเลย แต่พอดำเนินการไตร่สวนไปจนถึงที่สุดแล้ว เราไม่ได้มีความผิดตามข้อกล่าวหา (ที่เราเรียกกันว่าเป็น”แพะ”รับบาป) เราก็มีสิทธิที่จะต้องได้รับการเยียวยาเช่นกัน โดยตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนฯ นี้จะมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาการเยียวยาตามแต่ความเสียหายที่เกิดขึ้น ดูรายละเอียดเพิ่มเติม http://www.rlpd.go.th/rlpdnew/images/rlpd_6/2560/awareness_for_people/permission_rlpd_PDF.pdfhttp://www.rlpd.go.th/rlpdnew/2012-06-20-06-21-44/rlpd-pr/rlpd-infographic/2018-02-20-03-49-56 แต่ดูจากสถานการณ์ไนตอนนี้ หลังจากที่นักเรียน นักศึกษา ประชาชนออกมาชุมนุม ก็มีข่าวการคุกคามของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น การไปเตือนแกนนำผู้ชุมนุมถึงบ้าน ผู้บริหารสถานศึกษาต่างๆก็ขัดขวางไม่ให้นักเรียน/นักศึกษาใช้พื้นที่ชุมนุมได้อย่างสะดวก แถมท้ายด้วยการใช้อำนาจทางกฎหมายทำให้การคุกคามเหล่านี้ไม่ต้องมีใครรับผิดชอบ จากตรงนี้ลืมไปได้เลยว่าจะได้รับการเยียวยา เพราะผู้ใช้อำนาจรัฐไม่ยอมให้รัฐเป็นคนผิด สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ตรงกันข้ามกับการดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน ตามความหมายที่ผู้เขียนอธิบายไปในตอนแรกอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นว่า ประชาชนต้องดูแลความปลอดภัยของตัวเอง ถ่ายคลิปเป็นหลักฐาน และใช้แรงกดดันจากมวลชนด้วยกันคุ้มครองชีวิดและทรัพย์สินกันเอง ผู้เขียนจึงไม่แปลกเลยที่หนึ่งในข้อเรียกร้อง คือการขอให้รัฐบาลหยุดคุกคามประชาชน สรุปได้ว่า ในตอนนี้การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ถูกผลักให้เป็นภาระหน้าที่ของประชาชนอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะรัฐถูกเปลี่ยนบทบาทจากผู้ดูแลความปลอดภัย และคุ้มสิทธิเสรีภาพของประชน เป็นผู้ที่คอยแทรกแซงการเคลื่อนไหวของประชาชนเผื่อรักษาอำนาจของผู้ใช้อำนาจรัฐ ก็คงจะต้องติดตามต่อไปว่า การเคลื่อนไหวของประชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ในครั้งนี้จะสามารถทำให้รัฐกลับมาทำหน้าที่ดูและความปลอดภัยอย่างที่ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยควรจะเป็นได้หรือไม่ ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.facebook.com/applawyer/posts/2871340306240298/ https://www.thairath.co.th/news/local/1772711 https://workpointtoday.com/เปิดเงื่อนไขการจ่ายเงิ/ http://www.constitutionalcourt.or.th/occ_web/ewt_dl_link.php?nid=1173

มากกว่าปลายผม คือสิทธิมนุษยชน

มากกว่าปลายผม คือสิทธิมนุษยชน หลังจากปิดเทอมภาคฤดูร้อนที่นานเป็นพิเศษ เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในที่สุดเด็กๆ นักเรียน/นักศึกษา ก็ได้เริ่มเรียน ในเทอมที่ 1 ปีการศึกษา 2563 เสียที ถึงแม้ว่า จะต้องสลับมาเรียนสัปดาห์เว้นสัปดาห์ควบคู่ไปกับการเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้านก็ตาม เมื่อวันที่ 3 กรฎาคม 2563 กลุ่มตัวแทนนักเรียน ชื่อว่า “นักเรียนเลว” ได้เข้ายื่นหนังสือต่อกระทรวงศึกษาธิการ เรียกร้องให้กระทรวงแสดงความชัดเจนในการบังคับใช้กฎกระทรวงที่ว่าด้วยระเบียบทรงผมนักเรียน เนื่องจากในช่วงเปิดภาคเรียนที่พึ่งเริ่มได้ไม่กี่วัน มีผู้เข้ามาแจ้งเหตุเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษชนของนักเรียนในเรื่องทรงผมกับกลุ่มมากกว่า 300 ราย ประเด็นเรื่องการบังคับให้นักเรียนตัดผม เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันตั้งแต่ตัวผู้เขียนเองยังเป็นนักเรียนแต่ก็ไม่มีการเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่สาเหตุที่ประเด็นดังกล่าวถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน และมีนักเรียนออกมาร้องเรียนเรื่องการละเมิดสิทธิในเนื้อตัวร่างกายตนเอง คงห้ามไม่ได้ว่าปัจจัยหนึ่งคือเรื่องความชัดเจนเรื่องระเบียบทรงผมของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ออกมาเมื่อเดือน พฤษภาคม 2563 ที่ถึงแม้ว่ากระทรวงฯ จะเปลี่ยนแปลงระเบียบทรงผมนักเรียนแล้ว แต่ก็ยังให้อำนาจผู้บริหารใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาในการบังคับใช้ในสถานศึกษาที่ตนควบคุมดูแล ด้วยการให้อำนาจผู้บริหารสถานศึกษานี้เอง ทำให้เกิดการออกกฎข้อบังคับและการปฏิบัติ ที่เป็นการการละเมิดสิทธิในเนื้อตัวร่างกายนักเรียน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีดังที่เกิดกับนักเรียนหญิงโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ ที่ถูกคุณครูตัดผมจนแหว่ง ซึ่งผู้ปกครองนักเรียนไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้โพสต์แสดงความไม่พอใจต่อการกระทำของครูที่ตัดผมบุตรหลานโดยพลการ แต่แทนที่ผู้บริการสถานศึกษา จะออกมาดำเนินการกับบุคคลากรของตนเอง กลับบอกให้ผู้ปกครองออกมาขอโทษที่นำเรื่องดังกล่าวไปโพสต์ เนื่องจากทำให้โรงเรียนเสียชื่อเสียงโดยอ้างว่า กฎของโรงเรียนนักเรียนหญิงจะต้องมีผมยาวไม่เกินติ่งหู อีกทั้งโรงเรียนมีชื่อเสียงเรื่องกฎระเบียบ รวมไปถึงด้านวิชาการ มีผลงานด้านการจัดการเรียนการสอนดีเด่น ยิ่งไปกว่านั้นผู้ใหญ่ในวงการการศึกษา ยังออกมาขอให้ทางโรงเรียนให้อภัยนักเรียน เนื่องจากเป็นเรื่องเล็กๆ และอยากให้เรื่องนี้จบๆไป คำถามเกิดขึ้นในใจผู้เขียน หากการศึกษามองว่านักเรียนคือศูนย์กลางจริงๆ และเป้าหมายของการศึกษาคือการให้เด็กๆมีความรู้ ความสามารถ และความคิดความอ่านเป็นของตนเอง เหตุใดกระทรวงศึกษาฯ ยังคงเปิดช่องให้สถานศึกษาครอบงำนักเรียนด้วยระเบียบทรงผมขาวเกรียน 3 ด้าน และผมสั้นยาวเท่าติ่งหู และการให้อำนาจบุคคลากรในการตัดผมนักเรียน ทรงผมนักเรียนไทยตรงไหนคือพอดี ในยุคคสมัยปัจจุบันที่นักเรียนไม่ได้มีปัญหาเรื่องความสะอาด หรือแมลงรบกวนอย่างเหา การไว้ผมสั้นเกรียน จึงไม่มีความจำเป็น ครั้นจะปล่อยให้ไว้ทรงผมอย่างอิสระในทันที ก็อาจทำให้ผู้ใหญ่บางส่วนรู้สึกขัดอกขัดใจ ทัศนะของผู้เขียนเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเรื่องทรงผม จะต้องใช้ีกระบวนการแบบค่อยป็นค่อยไป ถึงวันนี้ประกาศกระทรวงจะให้อำนาจผู้บริหารสถานศึกษาใช้ดุลยพินิจออกกฎระเบียบ แต่ในเมื่อระเบียบที่ออกมามีผลบังคับใช้กับคนจำนวนมาก จึงควรมีกระบวนการการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะกับนักเรียน ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ใช่ตัดสินใจบนฐานคิดของผู้ใหญ่เพียงฝ่ายเดียว เหนือสิ่งอื่นใด ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น ทั้งฝ่ายผู้ริหารของโรงเรียนควรออกกฎระเบียบที่อยู่บนฐานการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เปิดใจ และให้พื้นที่เด็กๆ/นักเรียนในการแสดงออกทางความคิด ร่วมกันถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ อีกทั้งหน่วยงานทั้งด้านการศึกษา จะต้องช่วยกันควบคุมดูแลไม่ให้เกิดการริดรอนสิทธิและเสรีภาพของนักเรียน จึงจะทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ โดยเกิดความดขัดแย้งน้อยที่สุด ขอบคุณข่าว แะละเอกสารอ้างอิงจาก http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2563/E/103/T_0006.PDF https://news.thaipbs.or.th/content/294245 https://education.kapook.com/view228215.html https://education.kapook.com/view228226.html#cxrecs_s

นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ : 'โรค' เปลี่ยนชีวิต? โควิด-19

เหตุใดไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์นี้จึงถูกมองว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด การระบาดครั้งนี้จะเปลี่ยนชีวิตผู้คนไปมากน้อยขนาดไหน สังคมไทยควรถอดบทเรียนเรื่องนี้อย่างไร ฟังคำตอบจากคุณหมอนักมานุษยวิทยาที่จะทำให้เข้าใจทั้ง 'โรค' และ 'โลก' มากขึ้นในช่วงเวลาที่เส้นกราฟตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) กำลังพุ่งทะยานขึ้น คู่ขนานไปกับความวิตกกังวลของคนทั่วไป การทำความเข้าใจการระบาดใหญ่ครั้งนี้ในมิติที่หลากหลายน่าจะเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ท่ามกลางความร้อนระอุของอากาศและบรรยากาศที่เคลือบคลุมไปด้วยความกลัว 'จุดประกาย' มีโอกาสสัมภาษณ์ นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ คุณหมอนักมานุษยวิทยา หรือจะเรียกว่า ‘นักมานุษยวิทยาการแพทย์’ ก็ตามที เนื่องจากคุณหมอเรียนจบปริญญาเอกสาขามานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา เป็นแพทย์ที่ไม่เพียงใช้ 'ยา' รักษาผู้คน แต่ยังใช้ 'หัวใจ' ความเป็นมนุษย์ในการเยียวยาสังคม ไม่ว่าจะในบทบาทของอดีตผู้อำนวยการสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข หรือตำแหน่งปัจจุบัน ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ข้อคิดความเห็นต่อไปนี้ไม่เพียงขยายความเข้าใจต่อโรคระบาดให้ไกลกว่ามิติทางการแพทย์ แต่ยังช่วยคลี่ม่านอคติเพื่อค้นหาทางออกร่วมกัน อาจารย์เคยอธิบายถึงเรื่องเล่าสำเร็จรูปที่มาพร้อมกับโรคระบาดทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น สังคม การเมือง หรือความเหลื่อมล้ำ กับสถานการณ์ของโควิด-19 มีเรื่องเล่าอะไรที่เหมือนหรือต่างไปจากเดิมไหมคะ ธรรมชาติของเรื่องเล่า เราจะรู้ว่ามันเป็นอย่างไรก็ต้องดูจนถึงตอนจบ ระหว่างที่เรื่องยังดำเนินอยู่บอกได้ยากว่าจะไปทางไหน แต่ในกรณีที่มีข้อสังเกตว่าโรคระบาดมันมีเรื่องเล่าสำเร็จรูปนั้น ผมคิดว่าเรื่องราวต่างๆ มักจะถูกเล่าเป็นไปตามบริบทเศรษฐกิจการเมือง ในปัจจุบันที่การเมืองทั่วโลกมีรัฐบาลที่มีหัวคิดแบบอนุรักษ์นิยมมากขึ้น กระแสชาตินิยมก็รุนแรงขึ้น เป็นสภาวะที่โลกมีการแบ่งข้างแบ่งขั้วรุนแรง ก็อาจจะไม่แปลกที่เรื่องเล่าของโควิด-19 จะมีส่วนผสมของการกล่าวโทษ ความเกลียดชังรังเกียจและเหยียดเชื้อชาติหรืออคติอื่นๆ ถ้าจะเปรียบเทียบกับกรณีโรคซาร์ส แม้จะเกิดขึ้นในเมืองจีนก่อนที่จะระบาดไปทั่วโลก แต่ก็ไม่มีการสร้างความเกลียดชังอย่างในกรณีโดนัล ทรัมป์ ที่เจตนาเรียกโรคโควิด-19 นี้ว่าเป็น Chinese virus ทั้งที่คำกล่าวที่มีการเตรียมมาแถลงก็ไม่ได้เรียกแบบนี้ มันตัวอย่างของการชี้นิ้วกล่าวโทษคนอื่น ในบรรยากาศแบบนี้ โควิด-19 เลยกลายเป็นเรื่องเล่าของความเกลียดชังไปซะเยอะ ซึ่งถ้าเรามองย้อนไปในประวัติศาสตร์ก็จะเห็นว่ามันไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนี้ อย่างในช่วงที่กาฬโรคระบาดหนักในยุโรปในศตวรรษที่ 14 ถึงมันจะรุนแรงกว่าโควิด 19 คือมีคนตายไปหลายล้านคน แต่เรื่องราวคำบอกเล่าส่วนใหญ่ที่มีการบันทึกไว้จะเป็นเรื่องของความเห็นอกเห็นใจกันมากกว่าเรื่องความเกลียดชัง อันนี้อาจเป็นเพราะก่อนศตวรรษที่ 19 ที่มีโรคระบาดเยอะๆ สมัยนั้นการแพทย์ยังไม่เจริญก้าวหน้ามากนัก พอเกิดกาฬโรคระบาดหนัก ไม่มีใครคิดว่าตัวเองจะรอดสักเท่าไร ทัศนะต่อความตายในยุคนั้นเลยเป็นทัศนะที่ยอมรับในชะตากรรมและเห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมชะตากรรม สิ่งเดียวที่จะช่วยได้คือ การสวดมนต์อ้อนวอนพระเจ้า ก็พากันมาสวดมนต์ด้วยกัน ดูแลเอาใจใส่กัน เรียกว่ามีความเห็นอกเห็นใจกันเยอะกว่าในยุคหลังด้วยซ้ำไป พอต่อมาการแพทย์เริ่มเจริญก้าวหน้า มีวิธีการรักษาหรือทางออกให้กับโรคต่างๆ ทัศนคติของคนที่มีต่อความตายก็เริ่มเปลี่ยนไป คือการแพทย์ทำให้เราสามารถปฏิเสธความตายได้ มีทางออกที่เราจะรอดชีวิตได้ ทีนี้ พอเกิดสถานการณ์ที่คุกคามชีวิตอย่างโควิด 19 นี่ ปฏิกิริยาของสังคมก็จะไม่เหมือนสมัยที่ยังไม่มีทางออกที่เป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ พอเป็นอย่างนี้ การพูดถึงโรคมันก็เปลี่ยนไปทั้งสถานการณ์ เศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยีทางการแพทย์ รวมทั้งทัศนคติต่อชีวิตและความตายของผู้คนในแต่ละยุคด้วย ในสถานการณ์การระบาด ดูเหมือนสิ่งที่ควรปฏิบัติ เช่น Social Distancing แตกต่างอย่างมากกับการดำเนินชีวิตตามปกติ สิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางสังคมมากน้อยแค่ไหน อันนี้มีหลายคนที่ตั้งข้อสังเกตว่าโรคโควิด-19 ที่ระบาดไปทั่วโลกอาจเป็นจุดเปลี่ยนของพฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์ แต่ผมไม่คิดอย่างนั้นหรอกนะ ผมไม่คิดว่าพฤติกรรมทางสังคมของเรามันเปลี่ยนง่ายๆ เพราะเอาเข้าจริงโรคระบาดใหญ่ก็ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นครั้งนี้เป็นครั้งแรก อย่างเมื่อไข้หวัดใหญ่ระบาดทั่วโลกในปี ค.ศ. 1918 – 1919 ที่เรียกกันว่า Spanish flu (หวัดสเปน) ที่มีคนตายไปหลายล้านคนทั่วโลก ก็มีการรณรงค์เรื่องสุขอนามัย รวมทั้งเรื่องการให้ไอใส่ข้อศอก หรือการไม่ไปมาหาสู่กัน เก็บตัวอยู่บ้าน สมัยโน้นการทักทายด้วยเชคแฮนด์ หอมแก้ม ก็เป็นเรื่องต้องห้ามอยู่ระยะหนึ่งเลยนะ แต่พอผ่านไป พฤติกรรมทางสังคมเหล่านี้ก็กลับมาอีก หรือการล้างมือ สมัยที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 (H1N1) มีงานวิจัยว่าถ้าล้างมือเพิ่มขึ้น 5-10 ครั้งต่อวัน โอกาสที่คุณจะติดเชื้อลดลงถึง 25 เปอร์เซ็นต์ก็มีการรณรงค์ใหญ่ สำหรับโควิด-19 ยิ่งล้างมือยิ่งช่วยใหญ่เลย เพราะไวรัสของโควิดมันแพ้สบู่อย่างมาก แต่หากมองย้อนกลับไป การค้นพบว่าการล้างมือช่วยป้องกันการติดโรคได้ก็มีมาเกือบ 200 ปีแล้ว ปัจจุบันแม้ว่าจะมีการพิสูจน์ มีหลักฐานเยอะแยะ ก็ยังมีรายงานการศึกษาว่า แม้แต่แพทย์เองก็ไม่ได้ล้างมือเท่าที่ควร ยังต้องรณรงค์กันอยู่เรื่อยๆ ไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากมาย ต้องเข้าใจว่า พฤติกรรมทางสังคมที่มันเป็น Social Convention หรือเป็นขนบธรรมเนียมนี่ มันไม่ใช่จะแก้ได้ง่ายๆ แม้แต่โรคอย่างอีโบล่า ที่ทำให้มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ คือมีความรุนแรงมาก แล้วโรคนี้มันติดจากคนสู่คนเพราะการสัมผัสตัวผู้ป่วย ทีนี้วิถีการปฏิบัติของชาวคองโก เวลามีคนใกล้ตายเขาจะมาดูใจกัน มาดูแล มาให้กำลังใจ ญาติๆ มาปรึกษากันเพื่อปลดหนี้ให้คนตาย ก็จะมีการสัมผัสแตะต้องเนื้อตัว มีอยู่กรณีหนึ่งที่คนป่วยคนหนึ่งทำให้คนอีก 6 คนในครอบครัวตายไปด้วย เพราะมาดูแลเช็ดตัวป้อนข้าวป้อนน้ำให้ ปัญหานี้ทำให้เกิดการรณรงค์ครั้งใหญ่เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งก็เปลี่ยนแปลงไปได้บ้าง โดยปัจจุบันมีการประยุกต์พิธีกรรมแบบอื่นๆ ขึ้นมา เช่น การพูดคุยกันของญาติพี่น้องก็จะไม่ให้มีการสัมผัสตัว ซึ่งกรณีของอีโบล่านี่มันรุนแรงกว่ามาก ทำให้คนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่โควิด-19 นี่ ผมคิดว่ามันไม่ได้ถึงกับช็อคมากขนาดนั้น คนอาจตื่นตัวหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปสักระยะหนึ่ง แล้วก็คงกลับมาเหมือนเดิม แต่ผมไม่คิดว่ามันจะเปลี่ยนอะไรมากมาย ถ้าจะเปลี่ยนในระยะยาวได้ ผมว่าน่าจะมาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างมากกว่า อย่างผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจที่ทำให้อาชีพบางอย่างทำต่อไปไม่ได้ ถ้ามันมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาคที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตก็อาจมีผลระยะยาว ซึ่งโรคโควิด 19 ก็อาจมีผลกระทบระยะยาวนี้ได้ คือถ้าเราดูตัวเลขประเทศที่มีการติดเชื้อมากในตอนนี้ มันคือประเทศในกลุ่ม G7 เกือบทั้งหมดเลยนะ อิตาลี อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส อเมริกา ญี่ปุ่น จะเบาหน่อยก็แคนาดา แถมยังมีจีนกับสเปนเข้าไปอีก ระบบเศรษฐกิจโลกคงชะงักอย่างแรงและคงมีผลระยะยาวพอสมควรเพราะกลุ่มประเทศเหล่านี้ไม่เพียงผลิตมากยังบริโภคมากด้วย เป็นกลุ่มที่สร้างรายได้ประชาชาติถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลก ผลกระทบนี้อาจทำให้ระบบเศรษฐกิจโลกที่อาศัยซัพพลาย ทั้งวัตถุดิบ ส่วนประกอบหรือชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่ต้องส่งข้ามซีกโลกกลายเป็นความเสี่ยงที่ไม่คุ้มกับการลงทุน หรือเรื่องการขาดแคลนอาหารอาจทำให้ประเด็นเรื่องความมั่นคงทางอาหารและการพึ่งตนเองกลายเป็นเรื่องที่ประเทศต่างๆ ต้องพิจารณามากขึ้น อันนี้ถ้าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างก็จะทำให้พฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปได้มากกว่า ถ้าเทียบกับโรคระบาดในอดีตที่มักเกิดในประเทศยากจน กับกลุ่มคนที่สุขอนามัยไม่ดี ครั้งนี้ดูเหมือนการกระจายเชื้อจะอยู่ในกลุ่มคนชั้นนำหรือคนชั้นกลางที่เดินทางระหว่างประเทศค่อนข้างมาก? ในแง่การกระจาย มีคนพูดว่าโควิด-19 หรือโคโรนาไวรัสนี้มันมีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด เพราะติดกันทั่วถึงในทุกชนชั้น ถ้าเปรียบเทียบกับไวรัสตัวอื่น เช่น ไข้หวัดนก เราจะเห็นว่าโควิด-19 เป็นโรคของเมือง ส่วนไข้หวัดนก มันเป็นโรคชนบท ภาคปศุสัตว์ เกษตรกรรม แต่โควิด-19 มันเกิดขึ้นในภาคของการท่องเที่ยว การเดินทาง การไปชมแฟชั่นโชว์ในต่างประเทศ สนามมวย ผับ แพทเทิร์นมันไม่เหมือนกันก็จะมีผลต่อโครงสร้างของชนชั้นที่มันแตกต่างกันออกไป แต่ยังไงก็ตาม ผลกระทบของโรคโควิด 19 ก็เหมือนกับโรคระบาดอื่นๆ คือมันส่งผลต่อกลุ่มประชากรที่เปราะบาง ยากจน หรือเข้าไม่ถึงทรัพยากรมากกว่า แม้ว่าคนจนกับคนรวยจะป่วยเหมือนกัน แต่คนจนก็จะเสียเปรียบทั้งในเรื่องการเข้าถึงการรักษาพยาบาล หรือแม้แต่การจะหยุดงานเพื่อพักผ่อนรักษาตัวก็อาจทำไม่ได้ มองอีกทางหนึ่ง การที่โรคนี้ระบาดค่อนข้างหนักในประเทศมหาอำนาจ และกับบุคคลชั้นนำ โอกาสที่จะพัฒนายารักษาโรค รวมถึงวัคซีนก็น่าจะเร็วขึ้น? อันนี้แน่นอน คือถ้าเราดูในประวัติศาสตร์สาธารณสุข พวกโรคต่างๆ ที่มันคุกคามประเทศโลกที่ 1 ก็จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ขึ้นมารักษา เพราะประเทศเหล่านี้มีกำลังการซื้อ ส่วนโรคของกลุ่มประเทศยากจน อย่างเช่น โรคเขตร้อนทั้งหลายที่ประเทศเราต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็น มาลาเรีย เรื้อน หรือโรคที่นำโดยหนอนพยาธิ แมลง พวกนี้ก็จะไม่ค่อยได้รับความสนใจ ถ้าไม่ใช่เพราะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การเมืองทางด้านภูมิศาสตร์หรือว่า Geopolitical ของโลกทำให้มหาอำนาจต่างๆ แย่งกันขยายอำนาจเข้ามายึดครองพื้นที่ในกลุ่มประเทศโลกใหม่ทั้งหลาย แล้วพอเขาส่งคนหรือส่งกองทัพมาก็ต้องเจอกับโรคเหล่านี้ อันนี้ทำให้หลายๆ ประเทศมีการตั้งสถาบันที่ทำการวิจัยเกี่ยวกับโรคเขตร้อน หรือ Tropical diseases เพื่อทำการศึกษาวิจัยควบคุมโรคเหล่านี้ ทีนี้ในแง่หนึ่ง ถ้าเรามองประวัติศาสตร์เรื่องการควบคุมโรคติดเชื้อย้อนหลังไปอีกสักหน่อยก็อาจเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ย้อนแย้งนิดหนึ่ง คือหลังจากที่มีการค้นพบยาปฏิชีวนะและวัคซีน รวมทั้งมาตรการควบคุมโรคอื่นๆ ทำให้การควบคุมป้องกันโรคดำเนินการมาราบรื่นจนกระทั่งปี 1970 ประมาณ 30 ปีที่แล้ว แวดวงการแพทย์และสาธารณสุขในตอนนั้นมีความฝันที่ว่า เราจะสร้างโลกที่ปลอดภัยจากโรคติดเชื้อ คือ Germ free world โรคติดเชื้อจะถูกควบคุมจนไม่เป็นปัญหาสาธารณสุข ตอนนั้นเรียกว่าจะประกาศชัยชนะอยู่แล้ว เพราะกาฬโรคหมดไปแล้ว โปลิโอก็กำลังจะถูกกวาดล้างไป แต่ยังไม่ทันได้ประกาศชัยชนะก็เกิดการระบาดของโรคเอดส์ขึ้น และหลังจากนั้นก็เกิดโรคติดเชื้อที่ทำให้เกิดการระบาดใหญ่เกิดขึ้นอีกมากมายหลายโรค เรียกว่า ปี 1970 เป็นช่วงที่สถานการณ์พลิกผันกลับมา ในตอนนั้น ยังไม่รู้จะเรียกปรากฏการณ์นี้ที่เราเผชิญอยู่ว่าอย่างไร จนกระทั่งปี 1980 ถึงได้มีการเรียกโรคกลุ่มนี้ว่าเป็น ‘โรคอุบัติใหม่’ โรคที่เกิดขึ้นในระยะหลังส่วนหนึ่งเป็นเพราะการรุกรานธรรมชาติของมนุษย์ด้วยหรือเปล่า ก็มีคนตั้งข้อสังเกตกันเยอะ คือถ้าเราย้อนกลับไปว่าโรคติดเชื้อของเรามันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อไร ในการศึกษาทางด้านวิวัฒนาการทางการแพทย์ก็มีหลักฐานชัดเจนว่า มนุษย์เราต้องเผชิญกับโรคติดเชื้อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหัด ไข้หวัดใหญ่ ไข้ทรพิษหรือวัณโรค มันเป็นโรคที่เกิดจากเราเข้าไปสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสัตว์ ตั้งแต่ในยุคหินใหม่ ที่มนุษย์เริ่มตั้งรกรากอยู่เป็นชุมชนอย่างเป็นที่เป็นทาง มีการเอาสัตว์มาเลี้ยงมาดูแลความใกล้ชิด โรคต่างๆ ที่ติดต่อจากสัตว์สู่คนพวกนี้เราเรียกว่า zoonotic diseases เกิดจากการสัมผัสระหว่างคนกับสัตว์ก็เพิ่มมากขึ้น ทีนี้ในระยะหลังมานี้ ลักษณะที่มนุษย์ไปสัมพันธ์กับสัตว์เปลี่ยนแปลงไปเยอะ อย่างโรคเอดส์ คือมันมีไวรัสเอดส์ที่อยู่ในลิงเชมเปนซีในแอฟริกา มีการสัณนิษฐานว่าเชื้อไวรัสในลิงที่เรียกว่า simian immunodeficiency virus หรือ SIV เกิดการติดต่อมาที่คนจากการล่าลิงมาเป็นอาหารและไปสัมผัสเลือดของลิงเข้า เมื่อเชื้อผ่านระหว่างสายพันธุ์ หรือจากสปีชี่ส์ลิงมาสู่คน มันทำให้โรครุนแรงมากขึ้นได้ โรคจากไวรัสอีกหลายๆ ตัวที่เป็นโรคอุบัติใหม่ก็มักจะมีที่มาจากสัตว์ อย่างโรคเมอร์สก็มาจากอูฐ ซาร์สมาจากชะมด ไข้หวัดสัตว์ปีกก็มาจากสัตว์ปีก ผมเรียกตามประเทศลาวนะ เพราะลาวตั้งชื่อได้ดีกว่าไทย ไทยเราเรียกไข้หวัดนก แต่จริงๆ แล้วมันระบาดในสัตว์ปีกนะ ไม่ใช่แค่นก มันจึงควรเป็นไข้หวัดสัตว์ปีก ในยุคหลังมานี้นักวิชาการสาธารณสุขจำนวนหนึ่งก็บอกว่า ที่โรคจากสัตว์มีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้นแบบนี้ก็เพราะมนุษย์เข้าไปรุกราน เข้าไปบุกรุกเขตป่าซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ต่างๆ มากขึ้น สัตว์เหล่านี้โดยธรรมชาติ เขามีภูมิคุ้มกันในร่างกาย มันทำให้เขามีเชื้อโรคแต่ไม่เป็นโรค คือกลายเป็นที่เก็บของเชื้อ พอมนุษย์ไปรับเอาเชื้อมาก็เลยเกิดเป็นโรคขึ้น กลายเป็นว่าปัจจุบันปัญหาใหญ่ของเราคือ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ หรือมนุษย์กับธรรมชาติ 20200322141648907 จะว่าไปแล้วก่อนหน้านี้ก็มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 มีคนเสียชีวิตหลักแสน แต่ความตื่นตระหนกกลับไม่เท่าครั้งนี้? ผมคิดว่า ความตื่นตระหนกมันสัมพันธ์กับการระบาดของสองเรื่อง คือ การระบาดของโรคที่มันน่ากลัวโดยตัวของมัน คือติดกันง่ายและตายกันเยอะ กับการแพร่ระบาดข้อมูลข่าวสารที่ปัจจุบันมันเป็นแบบเรียลไทม์มาก เร็วมาก การระบาดของสองตัวนี้บวกกันจึงสร้างผลกระทบมาก อย่างในช่วงไข้หวัดใหญ่ระบาดทั่วโลกในปี ค.ศ. 1918-1919 มันเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 พอเกิดโรคระบาด ประเทศต่างๆ ก็พากันปิดข่าวได้ คนก็ไม่ค่อยรับรู้และไม่มีการตื่นตระหนกมากนัก คือการตื่นตระหนกมันขึ้นกับทั้งตัวโรคและการรับรู้ ซึ่งปัจจุบันมันกลายเป็นเรียลไทม์มากขึ้น ข่าวสารก็เร็ว เรียกว่าทั้งเร็วและล้นเกิน นอกจากความรวดเร็วของข้อมูลข่าวสาร การเมืองมีความเกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหนคะ โรคระบาดเกี่ยวกับการเมืองมาก เพราะมันถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมาตลอดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ อย่างในช่วงไข้หวัดใหญ่ระบาดทั่วโลกในปี ค.ศ. 1918-1919 มันเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 แม้ว่าโรคนี้จะระบาดในหลายประเทศ เช่น ในอิตาลีก็มีการระบาดหนัก ในอเมริกามีคนตายเป็นล้านคน แต่ในสถานการณ์สงคราม ต่างฝ่ายต่างก็ปิดข่าวการระบาดของโรค ซึ่งตอนนั้นประเทศสเปนไม่ได้เข้าร่วมรบในสงคราม ก็มีการรายงานโรคระบาดกันตามปกติ ทำให้คนรับรู้ว่าเกิดการระบาดของโรคในสเปน ทั้งที่จริงๆ โรคนี้ระบาดอย่างหนักที่อเมริกา แม้แต่ประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสันก็เกือบตาย ก่อนที่จะมาเซ็นข้อตกลงตั้ง League of the Nations แต่โรคนี้ก็กลายเป็นที่รับรู้กันว่าเป็นไข้หวัดสเปน หรือ Spanish Flu ไปแล้ว อันนี้เป็นบริบททางการเมืองของการเกิดโรคและการเรียกชื่อโรคที่ในยุคหลังมานี้กลายเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความเกลียดชังกันด้วย ในส่วนของตัวโรคเองก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง อย่างในอเมริกาก็มีบันทึกว่าคนผิวขาวที่ตั้งรกรากในอเมริกาเหนือมีการแนะนำให้เอาผ้าห่มของเด็กอเมริกันที่เป็นโรคหัดไปให้ชาวอินเดียนแดง และชาวอินเดียนแดงก็ตายไป บางเผ่าตายหมดเลย เพราะว่าชนพื้นเมืองเขาไม่เคยได้รับเชื้อเหล่านี้ เขาไม่มีภูมิคุ้มกันเลย พอเจอโรคหัดก็ตายกันทั้งเผ่าเลย เรียกว่าเป็นอาวุธชีวภาพที่อเมริกันใช้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนอินเดียนพื้นเมืองก็ได้ หรือกองทัพเจงกิสข่านเองก็อาศัยศพที่ตายจากโรคระบาดโยนเข้าไปที่กำแพงของเมืองที่จะเข้าไปโจมตี พูดง่ายๆ ก็คือมีการใช้โรคเป็นอาวุธชีวภาพในการจัดการกับศัตรูโดยตรง การเมืองเรื่องโรคบางทีก็ซับซ้อนนะ อย่างการเรียกชื่อโรคให้มันเป็นโรคของคนอื่น ก็เป็นวาทกรรมทางการเมืองแบบหนึ่งที่มุ่งกล่าวโทษหรือป้ายความผิดให้กับคนอื่น ซึ่งวาทกรรมแบบนี้มันก็อาจมีผลทั้งสองทาง คือทางหนึ่ง ในสถานการณ์วิกฤตินี่ มันสร้างความสบายใจที่สามารถโทษใครสักคนว่าเป็นสาเหตุ เพราะถ้าหากมีภัยพิบัติแล้วหาต้นตอสาเหตุ หาแพะไม่ได้ จิตวิทยาโดยทั่วไปคนก็จะรู้สึกไม่มั่นคงมั่นใจ ต้องหาอะไรสักอย่างหนึ่งมากล่าวโทษ ในทางตรงข้ามการกล่าวโทษอาจทำให้ผู้คนประมาท อย่างการเรียกโควิด-19 ว่าเป็น Chinese Virus ซึ่งมันก็เป็นการผลิตซ้ำภาพเหมารวมที่เคยรับรู้ว่าเป็นไข้หวัดนี้เคยโรคของเอเชีย คือมันมี Asian Flu เกิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ทำให้มองว่าเอเชียเป็นแหล่งโรค การพูดว่าโควิดไวรัสเป็น Chinese virus มันก็เป็นการชิงกล่าวโทษ หาแพะรับบาป ในขณะเดียวกันอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้สังคมตะวันตกคิดว่าเราไม่เป็นหรอก เพราะมันเป็นโรคของพวกเอเชีย ก็ไม่ใส่หน้ากากอนามัย ไม่ระมัดระวัง อะไรอย่างนี้ก็เป็นได้ คือการที่กล่าวโทษคนอื่นมันสบายใจดี จนลืมไปว่าเราเองก็มีความเสี่ยง การกล่าวโทษอย่างนี้ก็ต้องระมัดระวังเพราะมันก็เหมือนดาบสองคม อันนี้เป็นการเมืองของโรคที่ย้อนกลับมาทำลายตัวเองได้ด้วยเหมือนกัน ในขณะที่ยุคนี้มีข้อมูลไหลเวียนอยู่ในโซเชียลเน็ตเวิร์กมากมาย แต่คนจำนวนหนึ่งก็ยังเชื่อว่ามีการปกปิดข้อมูลได้ อาจารย์วิเคราะห์ว่าเกิดจากอะไร ผมคิดว่าความรู้สึกว่ามีการปกปิดข้อมูลนี้มันเป็นเรื่องของเวลา เวลาในโลกปัจจุบันของเรามันมีความลักลั่นอยู่ 3 แบบ เวลาแบบที่หนึ่งคือ เวลาราชการ ต้องมีการแถลงข่าวตามเวลาที่กำหนด เวลาที่สองคือ เวลาบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งมันเป็นเรียลไทม์มาก เกิดขึ้นทันที รับรู้ทันที แต่เวลาที่สามเป็น เวลาของเทคนิคการแพทย์ ก็คือการตรวจต้องใช้เวลา ต้องตรวจซ้ำอีกทีหนึ่ง ตรวจขั้นต้นเป็นการตรวจคัดกรองว่าเข้าเกณฑ์แล้วค่อยไปตรวจแล็บอีกทีหนึ่ง สามเวลานี้มันซ้อนกันไม่สนิท คนพอตรวจเจอปั๊บก็ไปโพสต์อินเทอร์เน็ตมันก็ขึ้นปุ๊บ เรียลไทม์ แต่รายงานยังไม่เข้าไปในระบบเลย ยังไม่คอนเฟิร์มเลย หรือยังไม่ถึงเวลาแถลงข่าวของทางราชการเลย ข่าวก็ออกไปแล้ว คนก็รู้สึกว่าปิด จริงๆ มันปิดไม่ได้หรอกในปัจจุบัน แต่ที่รู้สึกว่าปิด มันเป็นความรู้สึกที่ไม่มั่นคง กลัว แพนิกขึ้นมาทำให้รู้สึกว่าความไม่รู้อาจทำให้เขาอับจนได้ และก็เป็นธรรมดาที่จะมีการสร้างความรู้ใหม่ๆ ขึ้นตลอดเวลาเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นในสถานการณ์แบบนี้จำเป็นต้องมีการจัดการความตื่นตระหนกของสังคมด้วย? ผมมองว่า Pandemic (การระบาดใหญ่) กับ Panic (ความตระหนก) มันซ้อนกัน อันนี้เป็นชื่อหนังสือของนักปรัชญาที่ชื่อ Slavoj Žižek ที่เขียนหนังสือชื่อ PANdemIC คือเล่นกับคำว่า Pandemic กับ panic ผมคิดว่าในการควบคุมโรคคงต้องจัดการคู่กันเลย การสื่อสารในสถานการณ์วิกฤติมีคนพูดเยอะแล้วนะครับว่าเราควรจะสื่อสารอย่างไร มันมีความท้าทายหลายเรื่อง ในแง่หนึ่งความซับซ้อนของเทคนิคทางการแพทย์ก็สื่อยาก ทั้งทางระบาดวิทยา จำนวนคนตาย จำนวนอุบัติการณ์ ความชุก มันไม่เหมือนกันนะ อุบัติการณ์ยิ่งตรวจมากก็ยิ่งเจอมาก ความชุกคือการวัดตามฐานประชากร หรือยิ่งไปกว่านั้นเราต้องรู้ให้ได้ว่ามีคนที่ไปสัมผัสเชื้อเท่าไร ติดเท่าไร ติดแล้วไม่มีอาการเท่าไร มันมีความซับซ้อนทางเทคนิคทางการแพทย์ อันนี้ก็ยากระดับหนึ่งแล้ว แล้วในสถานการณ์ที่การเมืองมีขั้วเยอะๆ ก็ยิ่งยากไปอีก ซึ่งถ้าเรามองในแง่นี้โรคระบาดหรือภัยพิบัติมันไม่ได้ทำอะไรมากนะ เพียงแค่เป็นสถานการณ์สุดโต่งที่ทำให้ความเป็นมนุษย์สุดโต่งของเรามันแสดงออกมา ไม่ว่าจะเป็นสุดโต่งแบบดี เช่นช่วยกันดูแลป้องกัน คุณยายเย็บผ้าเพื่อให้มีหน้ากากใช้ ร้านอาหารส่งอาหารไปโรงพยาบาล หรือไม่ก็เป็นความเป็นมนุษย์สุดโต่งอีกขั้วหนึ่งที่เป็นด้านมืด ด่ากัน ทำร้ายร่างกายกันเพราะเห็นว่าเขาใส่หน้ากากอนามัย หรือแม้แต่เห็นว่าเป็นคนเอเชียก็ถูกมองว่าเป็นสาเหตุของโรคพวกนี้ ถูกเกลียดชัง ซึ่งสถานการณ์แบบโรคระบาดหรือภัยพิบัติมันทำหน้าที่ให้มนุษย์แสดงออกถึงความสุดโต่งสองทางนี้ชัดขึ้น ฉะนั้นในการบริหารสถานการณ์พวกนี้ขึ้นอยู่กับว่าจะจัดระบบการจัดการแบบไหน ง่ายๆ ถ้าเราเริ่มจากคำถามที่ว่าจะให้ประชาชนช่วยกันให้มากที่สุดได้อย่างไร โจทย์ที่เราถามมันจะเปลี่ยนการหาคำตอบ คือนโยบายของรัฐเวลาออกมาสามารถเปลี่ยนประชากรออกไปได้หลายแบบ เปลี่ยนประชากรให้เป็นผู้รับบริการ หรือเปลี่ยนประชากรไปเป็นลูกค้า อย่างนโยบายชิม ชอป ใช้ ก็เปลี่ยนประชากรไปเป็นลูกค้า แต่ถ้าจะเปลี่ยนประชากรไปเป็นผู้ลุกขึ้นมาปฏิบัติการ อันนี้อยู่ที่การวาง Position ของนโยบายแต่ละแบบ เราจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างไรให้ประชากรลุกขึ้นมาช่วยกันให้มากกว่านี้ เป็นต้น ย้อนกลับไปที่ว่าเรื่องเล่ามันเล่ายังไง ผมคิดว่านโยบายรัฐมีความสำคัญ เพราะมันเป็นตัวที่เฟรมว่าสาธารณชนคือใคร สาธารณชนคือเหยื่อผู้ที่ได้รับการระบาดของโรค ในขณะที่ Actor หรือผู้กระทำการก็คือนักระบาดวิทยา แต่ถ้าเรามองว่าทุกคนจะต้องลุกขึ้นมาเป็นผู้ปฏิบัติการ วิธีคิดหรือมาตรการจะไม่เหมือนกันนะ เราอาจจะให้แรงจูงใจหรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้คนลุกขึ้นมาทำ หรืออย่างนโยบายที่ให้อยู่บ้านเนี่ย คืออยู่บ้านเพื่อที่จะเป็นอะไร เป็น Consumer เปิดทีวีดูกันไปทั้งวัน ไปดาวน์โหลดหนังมาดู หรือเป็นคนที่นั่งรอป่วย Patient in waiting หรือเป็น Active Citizen ที่จะลุกขึ้นมาช่วยอะไรเท่าที่พอช่วยได้ คำถามก็คือทำอย่างไรให้คนที่อยู่ตามบ้านลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับการควบคุมโรคโดยตรง เขาอาจจะใช้เวลาที่อยู่กับบ้านทำอะไรบางอย่างได้อย่างมีความหมาย กระบวนการเหล่านี้มีส่วนที่จะทำให้เรื่องราวการระบาดของโรคถูกจดจำไปในแนวใดในอนาคต เป็นการสร้างความทรงจำทางสังคมขึ้นมาชุดหนึ่ง ที่ให้ความหมายต่อโรคระบาดนี้ ตอนนี้มันอาจถูกจดจำในฐานะรอยแผลที่ให้ความรู้สึกที่แย่ เป็นเรื่องที่คนคอยจ้องจะเอาเปรียบกัน แม้แต่หน้ากากอนามัยยังเอาไปตุน หรือเราต้องการให้พูดถึงโรคนี้ในแบบอื่นที่จะกลายเป็นพลังในการจัดการกับภัยพิบัติต่างๆ ได้ ทีนี้ในแง่ของโรคโควิด-19 ถ้าไปเปรียบเทียบกับภัยพิบัติอย่างแผ่นดินไหว ในการรับมือกับภัยพิบัติ เราจะไปสอนว่าการป้องกันตัวจากแผ่นดินไหวให้หลบใต้โต๊ะ เพื่อที่จะไม่เป็นอันตราย ซึ่งการรับมือแบบนี้มันมีความเฉพาะเจาะจง คือมีความสามารถในการจัดการกับแผ่นดินไหวได้ แต่ในทางจัดการกับภัยพิบัติมีอีกอันหนึ่งเรียกว่า General Resilience เป็นขีดความสามารถที่ไม่ได้เจาะจงกับภัยพิบัติแต่ละประเภท เช่น มีความสามารถในการที่จะทำงานด้วยกันได้ มีความสามารถที่จะสื่อสารกันให้ชัดเจนได้ ซึ่งเป็นความสามารถที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือภัยพิบัติแบบไหน โรคระบาด ซอมบี้อาละวาด มันต้องมีทักษะที่เป็นขีดความสามารถทั่วไป เพราะในอนาคตภัยต่างๆ จะเดายากว่าเกิดในลักษณะไหน อย่างกรณีโควิด-19 นี่ ถ้าเราจะแก้ปัญหาแบบเฉพาะเจาะจง ก็ต้องมีวัคซีนหรือยารักษา แต่เราก็มีมาตรการที่เรียกว่าเป็น Non Pharmaceutical Interventions คือมาตรการที่ไม่ได้ใช้ยาหรือวัคซีนอะไร เช่น การศึกษาข้อมูล ติดตามสถานการณ์ การล้างมือ การรักษาระยะห่าง ซึ่งเป็นความสามารถที่ไม่เฉพาะเจาะจงกับโรคโควิด 19 คือต่อไปอาจมีไวรัสตัวอื่น แต่เราก็สามารถใช้ทักษะชุดนี้ไปรับมือได้ สามารถรับรู้และกรองข้อมูลได้ อันนี้เป็นความสามารถที่เราต้องสร้างกันเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันระยะยาว ความสามารถหรือทักษะอันหนึ่งที่จำเป็นในสถานการณ์วิกฤตก็คือ ความเป็นผู้นำ ทีนี้เรามาดูความสามารถของคนที่ลุกขึ้นมานำ เราจะเห็นเป็นฝั่งการแพทย์ ซึ่งโอเค มีผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญเกิดขึ้นและออกมามีบทบาทมากมาย ทำให้คนมองเห็นเรื่องราวเกี่ยวกับเชื้อไวรัส ระยะฟักตัว อะไรพวกนี้ได้ แต่หลายกรณีของภัยพิบัติเราพบว่ามันต้องมีผู้นำในด้านมนุษยธรรม หรือ Humanity ที่จะทำให้เรามองเห็นการณ์จากมุมมองที่เข้าใจในความเป็นมนุษย์ ความทุกข์ ความเห็นอกเห็นใจกัน ชักชวนให้มนุษย์มองเหตุการณ์นี้อย่างครุ่นคิด ตรึกตรอง เป็นบทเรียนที่เปลี่ยนแปลงเราไปสู่สังคมที่ดีขึ้นในระยะยาว หรือพัฒนาตัวเราให้มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ขึ้น อันนี้ก็มีความจำเป็นด้วย แต่ถ้าเรามองว่าเป็นปัญหาเฉพาะหน้าตลอดเวลา เราจะไม่ได้ใช้โอกาสในการทำเรื่องเหล่านี้เลย ในวิกฤติเหล่านี้ศาสตร์ทางการแพทย์อย่างเดียวนี่มันไม่พอ คือมันไม่ผิดนะ แต่มันไม่พอที่จะแก้ปัญหาและพาสังคมไปสู่อนาคตที่ดีขึ้นในระยะยาวได้ เพื่อพร้อมที่จะรับมือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 20200325163455600 จากสถานการณ์ที่ผ่านมาดูเหมือนว่ามีการปะทะกันระหว่างแนวคิดที่เป็นบวกและลบตลอดเวลา อย่างกรณีการเดินทางกลับต่างจังหวัดของแรงงาน ก็มีทั้งกลุ่มที่ต้องการให้กีดกัน และกลุ่มที่อยากให้ช่วยเหลือกัน? ตอนวิกฤติต้มยำกุ้งซึ่งส่งผลกระทบไปยังประเทศต่างๆ ด้วย มีการสรุปกันว่า วิกฤติจะหนักหรือเบามันสัมพันธ์กับทุนทางสังคมเดิมที่มีอยู่ ถ้าสังคมเรารุ่มรวยด้วยทุนเรานำมาใช้ได้ จัดการได้ ก็จะรับมือได้ดี ซึ่งทุนหนึ่งก็คือความไว้วางใจกัน ความเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกันในเวลาที่เผชิญกับวิกฤติ เป็นศักยภาพอย่างหนึ่งที่ถ้าขาดไปก็ทำให้สถานการณ์มันแย่ ทีนี้เรื่องคนอพยพกลับไปบ้าน คนแพนิกกันมากเพราะข้อมูลมันออกไปทางเดียวว่าคนเหล่านี้จะไปแพร่โรค ผมอยากจะมองต่างมุมนิดหนึ่ง อย่างน้อยก็ได้ประเมินสถานการณ์ว่าเป็นอย่างนั้นจริงไหม ผมมีความรู้สึกว่า กลุ่มคนที่เดินทางกลับบ้านไม่ได้เป็นกลุ่มเสี่ยงหลัก เพราะถ้าดูจำนวนเคสที่เพิ่มขึ้นคือเป็นกลุ่มที่ไปเที่ยว ไปต่างประเทศ ไปผับ ไปสนามมวย ซึ่งกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นแรงงานระดับรับจ้าง อาจจะมีบ้าง แต่กลุ่มที่กลับออกไปส่วนใหญ่เป็นแรงงานรับจ้าง ก็ไม่ได้เป็นกลุ่มที่สัมผัสพื้นที่เสี่ยงอะไรมากมาย ผมคิดว่าลองมองในแง่นี้ไว้ด้วยก็ได้ อีกส่วนคือประเทศไทยมีระบบบริการหมู่บ้าน อำเภอ ตำบล เรียกว่าเป็นระบบบริการปฐมภูมิที่อาจจะเรียกว่าดีที่สุดประเทศหนึ่งของโลก ผมไปประชุมที่ขอนแก่นมา ตอนนั้นสถานการณ์ยังไม่เลวร้ายขนาดนี้ แต่ก็มีคนกลับมาจากเกาหลี จากต่างประเทศ เขาก็ตื่นตัวมากนะ เจ้าหน้าที่ อสม. มีความเข้าใจมาก ผมคิดว่าระบบการเฝ้าดูและการช่วยเหลือดูแลกันในชนบทมันดีกว่าครับ แล้วเจ้าหน้าที่สาธารณสุขรู้จักคนเกือบทุกบ้าน เพราะฉะนั้นถ้าไม่เกิดกระแสความเกลียดชังกันมากเกินไป ทำให้เขาดูแลกันได้ ก็อาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่คิดก็ได้ ผมรู้สึกว่ามุมมองเรื่องนี้มันทะลักไปในทางเดียวมากเกินไป ไปในทางหวาดกลัว ตอนนี้ที่เราควรทำคือ ตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้ทุกชุมชนลุกขึ้นมากระทำการต่างๆ ได้ ไม่ใช่เป็นความรู้สึกในลักษณะว่า อะไรๆ ก็มาลงที่ อสม. แบบนั้น ดูเหมือนว่าปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งในสังคมเราคือการสื่อสาร ทั้งในแนวดิ่งตามระบบราชการ และแนวราบผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ ? ผมเห็นด้วยนะ การสื่อสารได้ซ้ำเติมการจัดการโรคซึ่งจัดการยากอยู่แล้วให้ยุ่งยากขึ้นไปใหญ่ แต่ถ้ามองในแง่ดี ถ้าเราไม่มีโลกของการใช้สื่อสังคมมากอย่างทุกวันนี้ หลายเรื่องจะไม่เป็นที่รับรู้และไม่ได้รับการแก้ไข เช่นเรื่องการขาดแคลนหน้ากากอนามัยตามโรงพยาบาล ถ้ามีระบบเดียวคือระบบสั่งการของทางราชการ เรื่องพวกนี้มักจะไม่มีการรายงานไปถึงผู้บริหารเท่าไร จะเป็นแบบ...อย่ารายงานเดี๋ยวองค์กรดูไม่ดี ในขณะเดียวกันมันก็สร้างความสับสนในบางข่าว เรื่องนี้ก็กลับไปเหมือนเดิมว่า ทำอย่างไรจะสร้างสาธารณชนที่มีวิจารณญาณมากขึ้น กรองข่าวสารเป็น ยิ่งตัวเองอยู่ในโลกอัลกอริทึมของข่าว เราเคยคลิกข่าวนี้ ชอบเรื่องแบบนี้ มันก็จะส่งข่าวทำนองเดียวกันมาให้ตลอดเวลา เราก็คิดว่าโลกของความเป็นจริงมันมีอยู่แค่นั้น ทั้งที่มันถูกกรองมาให้เรา เพราะเรามีเพื่อนแบบนี้ แสดงความเห็นไว้แบบนี้ ทำให้แต่ละคนเหมือนอยู่ในห้องเสียงสะท้อน พูดไปก็ก้องกันไปมาอยู่ในกลุ่มของตัวเอง ในทางสังคมศาสตร์ก็ถือว่าเป็นเงื่อนไขของความรุนแรง มีงานวิจัยที่เอาคนสองกลุ่มที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันมา ให้เขามาแสดงความคิดเห็นเรื่องนโยบายรัฐต่อคนผิวสี กลุ่มหนึ่งเป็นพวกเห็นอกเห็นใจคนผิวสี อีกกลุ่มหนึ่งเป็นพวกต่อต้านคนผิวสี ให้มาถกเถียงกัน พอเถียงกันเสร็จให้เขากลับไปทำงานในกลุ่มตนเอง ก็เลือกหัวหน้ามาถกเถียงกัน เวลาผ่านไปจะยิ่งแรง เพราะว่าคนในกลุ่มเองก็จะเริ่มไม่มองความเหมือน มองแต่ความต่างระหว่างกลุ่มนั้นกับกลุ่มเรา และการเลือกผู้นำก็จะเลือกคนที่แรงและสุดโต่งมากที่สุดในกลุ่มมาเป็นตัวแทนความคิดตัวเอง นี่เป็นปรากฏการณ์ที่ถ้าหากการสื่อสารจำกัดอยู่ในวงเดิม เอาความคิดเดิมๆ มาฟีดกันเอง ซึ่งมันเป็นธรรมชาติของโซเชียลมีเดียด้วยนะ บางคนบอกว่าลองเข้าไปในเพจนี้สิ ไปดูคอมเมนต์สิ ก็จะเป็นพวกเดียวกัน คอมเมนต์ว่าชอบ เอาเลย สู้ๆ แต่อีกพวกหนึ่งอาจจะแชร์ไป ไปอยู่ในโลกของตัวเอง ก็ด่า สองกลุ่มนี้ไม่คุยกัน นี่เป็นสูตรสำหรับความขัดแย้งที่นำไปสู่ความรุนแรง และสถานการณ์แบบนี้ก็มาซ้ำเติมอีก สุดท้าย...สังคมไทยควรเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นี้เพื่อเตรียมตัวสู่ภัยในรูปแบบอื่นๆ ในอนาคต ถ้าให้ผมสรุปตอนนี้ อันที่หนึ่ง ความรู้ทางการแพทย์และระบาดวิทยาไม่เคยพอ มันไม่ผิดแต่มันไม่พอในการรับมือภัยพิบัติ ซึ่งอันนี้หมายความว่าในกระบวนการที่เราสร้างมาตรการใดๆ ขึ้นมา จำเป็นต้องดึงเอามุมมองหลากหลายเข้าไปช่วยคิด อันนี้ต้องจัดรูปขบวนไปรับมือให้ได้ ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าหากปัญหาซับซ้อนถูกทอนไปเหลือมุมมองด้านใดด้านเดียว มันจะไม่รอบคอบเลยในการตัดสินใจ ผมคิดว่ามันบอกได้แล้วตอนนี้ ในแง่หนึ่งถ้าเรามองย้อนกลับไป การเรียน การพัฒนาวิชาชีพต่างๆ ในปัจจุบันไม่ได้เอื้อเรื่องนี้เท่าไร คนเรียนแพทย์ก็เรียนแต่เรื่องที่เกี่ยวกับแพทย์ เรียนแต่สายวิทยาศาสตร์ เขาไม่ได้มีโอกาสมารู้จักนักสื่อสารมวลชน คือไม่มีการเรียนข้ามวิชาชีพเท่าที่ควร แต่ปัญหาที่เราจะเผชิญต่อจากนี้ไป ต้องการมุมมองข้ามวิชาชีพมากเลย อันนี้ไม่ต้องพูดถึงโครงสร้างของกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งมีลักษณะแบบนี้อยู่แล้ว และเป็นข้อจำกัดอย่างที่เราเห็น อันที่สอง ถ้าให้สรุปคือโรคระบาดจะหายไป แต่บาดแผลจากกระบวนการรับมือจะยังคงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความเกลียดชังของเชื้อชาติ ความเกลียดชังของผู้คนที่รู้สึกว่าเขาถูกทอดทิ้ง ถูกละเลยหรือเพิกเฉยจากนโยบาย ทำให้เขาต้องตกงาน หรือพวกแพทย์พยาบาลที่เขารู้สึกว่าถูกปล่อยให้ขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ ต้องเสี่ยงภัย ทัศนคติแบบนี้จะมีอายุยืนยาวกว่าโรคระบาด เพราะฉะนั้นผลพวงของมันจะเกิดขึ้นไม่เพียงแต่ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัว ความทรงจำกับบาดแผลเหล่านี้จะยังคงทำให้เราต้องเจ็บปวดต่อไปอีกระยะหนึ่ง ถ้าเป็นไปได้อาจจะต้องตั้งคำถาม อย่างที่ ฟริตจอฟ คราปา ผู้เขียน ‘จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ’ กับนักเขียนอีกคนหนึ่ง เขียนบทความว่า สมมติเราอยู่ในปี 2050 จะพูดถึงโควิด-19 อย่างไร ซึ่งมันหมายถึงไปคุยไปคิดกันก่อนว่า เราอยากให้สิ่งนี้เกิดผลพวงอย่างไรในอนาคต เมื่อมองย้อนกลับมาจะเห็นมาตรการบางอย่างที่เราควรทำก็ได้ และอันที่สามที่ผมรู้สึกว่าจำเป็นคือ การสร้างทุนในด้านสังคมเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน ซึ่งไม่ใช่ว่าเราต้องรู้ว่าโรคเป็นอะไร ภัยพิบัติเป็นอะไร แล้วค่อยมาเตรียมตัวนะ มันมีการออกแบบในทางสังคม กระบวนที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ มีความพร้อมที่จะรับมือในลักษณะทั่วไป และที่สำคัญคือการออกแบบกระบวนการโครงสร้างนั้นต้องย้อนกลับมาเข้าใจว่า ‘วิกฤติ’ ไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าช่วงเวลาที่มนุษย์จะแสดงออกถึงด้านมืดที่สุดของเขา หรือด้านที่สว่างที่สุดของเขาก็ได้ ถ้าเราออกแบบสิ่งนี้ได้ดี เราก็จะเชื้อเชิญให้เขาแสดงออกในด้านที่ดีงามของความเป็นมนุษย์ได้ ขอบคุณ ภาพ และบทความจากจุดประกาย กรุงเทพธุรกิจ "นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ : 'โรค' เปลี่ยนชีวิต? โควิด-19"27 มีนาคม 2020 โดย ชุติมา ซุ้นเจริญ ภาพ : ปริญญา ชาวสมุนhttps://judprakai.bangkokbiznews.com/interview/1657?fbclid=IwAR3fMTG-rskmdscZecQPeSDEalnyb0S4JLVOPTpwl5R-baFNu6hYwMnpsTU

ไขข้อข้องใจ Droplet ดรอปเลท VS Airborne แอร์บอร์น อยู่ห่างกันแค่ไหน ป้องกันอย่างไร เราถึงจะปลอดภัย

ไขข้อข้องใจ Droplet ดรอปเลท VS Airborne แอร์บอร์น อยู่ห่างกันแค่ไหน ป้องกันอย่างไร เราถึงจะปลอดภัย หลายคนก็เลี่ยงที่จะออกจากบ้านในช่วงนี้ เพื่อลดความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อ จากที่เห็นในข่าว องค์กร ห้างร้านก็ประกาศหยุด หรือให้ทำงานที่บ้านกันแล้ว แต่บางคนจำเป็นต้องออกไปทำงานจริงๆ ด้วยเหตุของลักษณะที่ทำ หรือนโยบายของที่ทำงาน ในภาวะที่หน้ากากอนามัยกับเจลล้างมือก็ขาดแคลนแบบนี้ สิ่งที่เราพอทำได้ก็คือพยายามไม่สัมผัสใบหน้า ล้างมือบ่อยๆ และหลีกเหลี่ยงการไปในสถานที่ที่มีคนมาก แต่ในเมื่อเราเลี่ยงไม่ได้เราก็คงอยู่ห่างๆกันไว้เพื่อเชื้อโรคจะได้ไม่แพร่กระจายมาที่ตัวเอง แต่ไอ้ที่อยู่ห่างๆเนี่ย มันต้องเท่าไหร่กัน แล้วที่บอกว่า 1 เมตรนี้มันกันได้จริงๆหรือ แอดเลยเอาข้อเท็จจริงมาฝาก จะได้เอาไปใช้กันถูกจ้า อย่างที่เรารู้กันว่าโรคโควิต 19 เป็นโรคทางระบบหายใจ ในลักษณะนี้ในทางการแพทย์แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ 1.การแพร่กระจายไปกับฝอยละอองขนาดใหญ่ ในที่นี้จะขอเรียกว่า Droplet (ดรอปเลท) และ 2.การแพร่กระจายโรคทางอากาศ เรียกว่า Air-borne (แอร์บอร์น) สองอย่างนี้ต่างกันที่ขนาดละออง โดยDropletจะมีขนาดละอองใหญ่กว่า 5 ไมครอน 1 ไมครอนคือ 1/25,000 ของหนึ่งนิ้ว เส้นผมของมนุษย์วัดขนาดได้ระหว่าง 30 และ 120 ไมครอน แสดงว่าละอองจะมีขนาดเท่ากับเส้นผมที่ถูกแบ่งออกเป็น 6-20 พอผู้ติดเชื้อหายใจออกมา ละอองเหล่านี้จะกระจายอยู่ในรัศมีประมาณ 1 เมตร โดยการป้องกันเชื้อโรคที่มากับละอองฝอยลักษณะนี้ สามารถป้องกันได้โดยการใส่หน้ากากอนามัยแบบธรรมดาที่ใช้ในห้องผ่าตัด หรือจะเป็นหน้ากากผ้าที่ซักแล้วใช้ซ้ำได้ก็ได้ ส่วนการแพร่ทางอาหาศแบบ Air-borne ละอองจะมีขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอนซึ่งเล็กกว่าแบบแรกมาก สามารถลอยเคว้งอยู่ในอากาศได้นานกว่า สำหรับระยะการกระจายเชื้อโรคของละอองชนิดนี้ ไม่มีข้อมูลที่แน่นอนว่าการกระจายจะกินพื้นที่รัศมีไกลเท่าใด เชื้อโรคที่มากับการแพร่กระจายในลักษณะนี้ป้องกันได้โดยการใส่หน้ากากอนามัยชนิด N95 เท่านั้น สำหรับการติดต่อของไวรัสโคโรน่าโชคดีที่การแพร่กระจายจัดอยู่ในลักษณะ Droplet ซึ่งป้องกันได้ง่ายกว่า หลายคนเข้าใจผิดว่าไวรัสชนิดนี้จะต้องใช้หน้ากากอนามัยN95 ถึงจะป้องกันได้ แต่ตามข้อเท็จจริงแล้ว หน้ากากอนามัยแบบธรรมดา (ที่ไม่ถูกสงสัยว่าเมีสารก่อมะเร็ง) หรือหน้ากากผ้าก็สามารถป้องกันได้แล้ว อย่างไรก็ตามการป้องกันด้วยหน้ากากอนามัย ยังไม่สำคัญเท่าการหลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อโรคในที่ต่างๆ ใบหน้า และอุปกรณ์ที่เป็นของสาธารณะเช่น ลูกปิดประตู ปุ่มลิตฟ์ ราวบันได รวมถึงการล้างมือบ่อยๆ เพราะหากไม่ระมัดระวังพฤติกรรมการสัมผัสนี้ทำให้มีโอกาสเสี่ยงติดโรคมากกว่า ดังนั้น ในสถานการณ์ที่เราไม่มีหน้ากากอนามัยใช้ เราก็สามารถป้องกันตัวเองเบื้องต้นโดยการใช้นำยาซักผ้าขาว แอลกอฮอล์ หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่พอหาได้ในบ้านผสมน้ำ เช็ดทำความสะอาดตามเฟอร์นิเจอร์ ข้าวของเครื่องใช้เพื่อป้องกันไว้ก่อน น่าช่วยเราได้มากที่เดียว ติดตามความคืบหน้าโครงการ สาระความรู้เกี่ยวกับเอชไอวี/เอดส์ และ วัณโรค ได้ที่ แฟนเพจ มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ ขอบคุณข้อมูลจาก https://med.mahidol.ac.th/…/Nosocomial%20infection%20%E0%B8… http://www.phraehospital.go.th/…/…/file/1008171844DHQ8A1.PDF http://www.boe.moph.go.th/…/meeti…/slide_IHR_2DEC_pdf/11.pdf https://themomentum.co/covid-19-route-of-transmission/ https://www2.blueair.com/…/…/faq/small-micron-does-it-matter https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/870208

คนกลายเป็นผี หมดศักดิ์ศรีเมื่อมีโควิด

เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ประเทศไทยก็มีกฎหมายที่ไว้รับมือกับสถานการณ์เช่นนี้อยู่เหมือนกัน หากผู้อ่านตามข่าวเรื่องไวรัสโคโรนามาโดยตลอด ก็จะรู้ว่า เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 63 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563 ลงนามโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยประกาศว่าที่โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019(COVID-19)) เป็นโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๕๘ https://www.prachachat.net/general/news-426612 หาก โรค ใดที่ถูกประกาศว่าเป็นโรคติดต่อร้ายแรงตามพ.ร.บ.ฉบับนี้แล้ว หมายความว่า ผู้รับผิดชอบในสถานพยาบาล หรือผู้ควบคุมสถานประกอบการหรือสถานที่อื่นใด เช่น โรงแรม และประชาชนคนธรรมดา จะต้องรายงานต่อเจ้าหน้าที่เมื่อมีผู้ต้องสงสัยหรือผู้ป่วยที่เป็นโรคติดต่ออันตราย โดยจะต้องให้ข้อมูลเป็นจริง หากไม่แจ้งจะมีโทษ การประกาศใช้ราชกิจจานุเบกษาที่ว่ามานี้ จะมีมาตรการคัดกรอง มีการกักตัว อย่างเข้มงวด ทั้งนี้เป็นไปเพื่อความปลอดภัยและป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่นๆ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเรื่องที่ถูกพูดถึงอย่างมากคงหนีไม่พ้น ประเด็น กลุ่มคนไทยที่ลักลอบเข้าไปทำงานในประเทศเกาหลีใต้แบบไม่ถูกต้อง หรือที่เราเรียกกันว่า “ผีน้อย” จากการสังเกตความคิดเห็น และข่าวผ่านสังคมออนไลน์ แรงงานกลุ่มนี้ถูกมองว่าเป็นตัวภาระ เห็นแก่ตัว เพราะตอนไปทำงานในเกาหลีใต้เข้าไปแบบผิดกฎหมาย ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาจากไทยถูกแพ่งเล็งจาก ตม.ของเกาหลีใต้ บางคนถึงกับเสียค่าตั๋วเรื่องบินฟรี ทั้งที่ตั้งใจไปเที่ยว ทำให้เกิดทัศนคติด้านลบต่อคนกลุ่มนี้อยู่แล้ว สถานการณ์เริ่มแย่ลง เมื่อประเทศเกาหลีใต้ถูกประกาศว่าเป็นพื้นที่เสี่ยง ส่งผลทำให้เศรษฐกิจภายในเกาหลีใต้หยุดชะงัก ทำให้แรงงานไทยกลุ่มนี้ขาดรายได้และจำเป็นต้องกลับประเทศhttps://www.springnews.co.th/social/625091 มีแรงงานบางส่วนออกมาขอให้รัฐบาลไทยช่วยเหลือโดยมีข้อเรียกร้องที่สร้างความไม่พอใจจนเกิดการ ตอบโต้อย่างรุนแรงระหว่างคนในประเทศ และแรงงานไทยกลุ่มดังกล่าวบนสื่อสังคมออนไลน์ https://www.springnews.co.th/social/625525 จากการสำรวจความคิดเห็นบนสังคมออนไลน์ในหลายรูปแบบของผู้เขียน พบว่า นอกจากจะมีการตอบโต้กันบนสังคมออนไลน์แล้ว มุมมองที่คนในประเทศมีต่อแรงงานไทยกลุ่มนี้ ก็ส่งผลในเชิงพฤติกรรมอย่างชัดเจน ตัวอย่างกรณี ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ที่พอทราบว่ามีคนที่กลับจากเกาหลีใต้ไปใช้บริการที่ร้าน ก็ถึงกับปิดร้านเพื่อทำความสะอาดเลยทีเดียว https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/869323 เมื่อข่าวของร้านอาหารแห่งนี้เผยแพร่เข้าสู่สังคมออนไลน์ ก็มีคนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นในเชิงตำหนิ เกิดเป็นกระแสให้ร้านอาหารต่างๆพากันปิดร้านทำความสะอาด จนถึงวันนี้ใครที่กลับมาจากเกาหลี ไม่เฉพาะที่เป็นแรงงานเท่านั้น จะถูกคนรอบข้างเตือนให้กักตัว 14 วัน ในส่วนที่เป็นแรงงานที่กลับมาจากเกาหลีใต้ ประชาชนในประเทศก็จับตามองการจัดการของรัฐเพื่อรับมือเป็นพิเศษ อีกการแสดงความเห็นเชิงตำหนิผ่านสังคมออนไลน์มีอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ในทางตรงกันข้าม ไม่มีการนำเสนอข่าวการคัดกรองคนกลุ่มอื่น ค่อยมีประชาชนไม่ตั้งคำถามกับการคัดกรองคนบางกลุ่มที่เข้ามาในประเทศ ถึงแม้ว่าไม่ได้มาจากพื้นที่เสี่ยงโควิด 19 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนกลุ่มอื่นๆไม่มีโอกาสสัมผัสเชื้อ ในเมื่อมีมาตรการคัดกรองแล้ว เพื่อความปลอดภัยก็ต้องคังคับใช้มาตรการแบบเดียวกันทุกคน ไม่ใช่บังคับใช้เฉพาะกลุ่ม การปฎิบัติต่อกลุ่มแรงงานไทยที่กลับจากเกาหลีใต้เป็นพิเศษแบบนี้ หากวิเคราะห์ดีๆ อาจไม่ได้มีสาเหตุจากความตื่นตระหนกของประชาชนที่มีต่อโรค และความกลัวที่จะติดเชื้อเพียงเท่านั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นการตีตราและเลือกปฏิบัติที่มีความทำซ้อนกันระหว่างเหตุผลทางสุขภาพ ทัศนคติที่เกิดจากความกลัว ความไม่รู้ และมุมมองด้านลบที่มีต่อกลุ่มแรงงานไทยที่ลักลอบทำงานในเกาหลีใต้ ซึ่งส่งผลให้เกิดความรู้สึกเกลียดชัง การตอบโต้ระหว่างทั้งสองฝ่ายที่รุนแรง การกีดกัน กดทับ คนบางกลุ่ม หรืออาจร้ายแรงกว่านั้นคือส่งผลทำให้ไม่สามารถควบควมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าได้ เนื่องจากเกิดการต่อต้าน หลบหนีออกจากสถานกักตัว เป็นต้น สำหรับผู้เขียนเห็นว่า สถานการณ์ในขณะนี้ไม่ได้มีฝ่ายใดถูก ฝ่ายใดผิด และเห็นด้วยว่า การทำตามมาตราการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งที่ควรถือปฏิบัติ แต่เพื่อไม่ให้เป็นการเลือกปฏิบัติ ควรบังคับใช้มาตรการดังกล่าวกับคนทุกกลุ่มโดยไม่มีข้อยกเว้น ในทางกลับกันฝ่ายผู้ที่มีความเสี่ยงควรปฏิบัติตามมาตรการ เพื่อป้องกันเชื้อไวรัสแพร่ระบาดสู่ผู้อื่นเช่นกัน ที่สำคัญเราทั้งสองฝ่ายตั้งเหตุของการปฏิบัติตามมาตรการเป็นเรื่องของความปลอดภัยทางสุขภาพ โดยมองข้ามบริบทการเป็นแรงงานผิดกฎหมาย หรือทัศนที่ทำให้เกิดความเกลียดชัง และมองเป็นเรื่องของการรักษาชีวิตมนุษย์ที่อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน จะช่วยให้การควบควมการแพร่ระบาดทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
สายด่วนเรื่องสิทธิและกฎหมาย

02-1715135-6 - กรุงเทพฯ

038-993-242 - ระยอง

ทุกวัน เวลา 10.00 - 20.00 น.