เรื่องเล่าจากพื้นที่

เรื่องเล่าจากพื้นที่วันนี้ผู้เสียหายที่เราลงพื้นที่ไปให้ความรู้ในวันนี้ เป็นพี่น้องแรงงานชาวพม่ากว่า 200 คน ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดตัวอย่างกระทันหัน ของโรงงานผลิตกระเป๋าเดินทางชื่อดังแห่งหนึ่ง ในจังหวัดชลบุรี เมื่อปลายปี 2562 เนื่องด้วยปัญหาทางเศรษฐกิจ และปัญหาการจัดการภายใน ทำให้พวกกลายเป็นผู้เขาตกงานอย่างกระทันหัน และด้วยเงื่อนไขการทำงานหลายอย่างททำให้พวกเขาตกอยู่ในภาวะวิกฤตและต้องการความช่วยเหลือ เรื่องราวจึงมาถึงทีมคุ้มครองสิทธิ์ มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์เมื่อเจ้าหน้าที่ทีมคุ้มครองสิทธิ์ได้รับเรื่อง ก็ประสานกับทางสถานฑูตพม่า เอเจนซี่จัดหางานทั้งไทยและพม่า สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรวมสำนักงานจัดหางานจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วยผู้เสียหาย เข้าพบ เพื่อเจรจาเรื่องค่าชดเชย กับที่ปรึกษาบริษัทเจ้าของโรงงาน แต่ผลการเจรจาไม่เป็นผล ทางบริษัทไม่สามารถจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างได้ ถึงแม้จะมีคำสั่งจากสำนักงานสวัสดิการฯ จะออกคำสั่งให้บริษัทจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง แต่ปัญหาคือ จนถึงวันนี้ ลูกจ้างจำนวนมาก ซึ่งในจำนวนนั้นก็คือ เคสที่เราได้เข้าไปช่วยเหลือ ยังไม่ได้รับเงินค่าชดเชย และไม่มีทีว่าจะมีความรับผิดชอบ จากโรงงานแต่อย่างใด จึงเป็นที่มาของการลงพื้นที่ทำคลีนิคกฎหมายของเราในวันนี้การลงพื้นที่ในครั้งนี้ลงมาครบทีม นำโดยเจ้าหน้าที่อาสาสมัครชาวพม่าของเรา ที่เป็นทั้งผู้รับเรื่อง และในวันนี้ก็ทำหน้าที่เป็นวิทยากรหลัก ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ”กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน เพื่อช่วยเหลือแรงงานกรณี เมื่อ1.กรณีที่ถูกเลิกจ้าง แล้วไม่ได้ค่าชดเชยจากนายจ้าง2.ไม่รับเงินค่าจ้างหรือ เงินอื่นๆนอกเหนือจากเงินค่าชดเชยจ้างนายจ้างสรุปง่ายๆก็คือ ถ้านายจ้าง ไม่จ่ายเงินเรา และไม่ดำเนินการใดๆ เราก็สามารถมารับเงินค่าชดเชยโดยแรงงานจะสามารถยื่นขอรับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้เมื่อ นายจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งจากสำนักงานสวัสดิการฯหลังจากได้รับคำสั่งไปแล้ว 30 วัน (ในกรณีนี้ พึ่งครบกำหนด ในวันที่ 14 ก.พ. 63 ที่ผ่านมา) ซึ่งแรงงานจะต้องไปดำเนินการยื่นคำร้องเองทั้งนี้แรงงานจะได้เงินจากกองทุนฯ แต่อาจได้ได้ไม่เท่าจำนวนที่นายจ้างต้องจายจ่ายซึ่งขึ้นอยู่กับคณะกรรมการพิจารณากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างข้อสังเกตสำหรับกรณีที่เกิดขึ้นนี้คือ เมื่อโรงงานปิด ลูกจ้างจำนวนมากมีทั้งชาวและแรงงานข้ามชาติ แต่แรงงานข้ามชาติจะมีข้อจำกัดในหลายเรื่อง เช่นระยะเวลา แรงงานเมื่อถูกเลิกจ้างจะต้องหางานใหม่ให้ได้ภายใน30 วัน การเลิกจ้างกระทันหันทำให้แรงงานบางส่วนต้องกลับไปยังประเทศเนื่องจากหางานไม่ได้ ข้อจำกัดด้านภาษา อาจเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับแรงงานเพราะในขั้นตอนยื่นคำร้องส่วนใหญ่เป็นภาษาไทย และยังไม่รับการอำนวยความสะดวกเพียงพอ ทำให้การเข้าถึงบริการทำได้ยากสิ่งสำคัญคือ แรงงานข้ามชาติ ควรได้รับความรู้เรื่องสิทธิ์ก่อนเข้ามาทำงานจากเอเจนซี่ ก่อนจะที่รับแรงงานเข้าทำงานในประเทศเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิ์จ้างนายจ้างเหนือสิ่งอื่นใด ยังทีแรงงานอีกมากที่ยังไม่รู้สิทธิ์ของตัวเอง ทำให้ตกอยู่ภาวะเปราะบาง ทำให้ถูกละเมิดสิทธิ์ได้ง่าย และรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับแรงงานควรให้ความสำคัญเรื่องของความรู้เรื่องสิทธิ์และให้ความสําคัญกับการอำนวยความสะดวกให้กับแรงงานข้ามชาติมากขึ้น เช่น เพิ่มล่ามในพื้นที่ที่แรงงานข้ามชาติมากขึ้น เพิ่มเอกสารในขั้นตอนการร้องให้เป็นภาษาอื่นมากขึ้น หรือ การปรับนโยบายเกี่ยวแรงงานข้ามชาติให้สอดคล้องกับสภาพสังคมการทำงานมากขึ้น รวมถึงการมีระบบคุ้มครองแรงงานที่รัดกุมกว่าในปัจจุบันพี่น้องแรงงานเคสของเราจะเป็นอย่างไรต่อไป เดี๋ยวแอดจะนำมาเล่าให้ฟังอีกนะจ๊ะ

ครบหมื่น...ก็ยังไม่พอ

ครบหมื่นก็ยังไม่พอนะจ๊ะ ยังมีขั้นตอนตรวจสอบรายชื่อจากรัฐสภารอเราอยู่ รายชื่อที่มีในตอนนี้อาจจะไม่พอก็ได้ อย่าพึ่งหยุดรวบรวมกันนะ ต่อจากการรวบรวมรายชื่อ หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล ไม่เชื่อ ลองดูบันไดงูข้างล่างดูสิ! อย่าพึ่งไปไหนนะ จับมือกันไว้! เรายังต้องลงร่วมแรงผลักดันจนกว่า สังคมไทยของเราจะปลอดจากการเลือกปฏิบัติ ติดตามความคืบหน้าโครงการ และกิจกรรมขจัดการเลือกปฏิบัติได้ที่ แฟนเพจ ไม่เอาการเลือกปฏิบัติ และ แฟนเพจ มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์

ความเป็นส่วนตัว หรือ ความปลอดภัย กับ ประชาธิปไตยที่มีในไทยเท่านั้น

ความเป็นส่วนตัว หรือ ความปลอดภัย กับ ประชาธิปไตยที่มีในไทยเท่านั้น ประเด็นที่กำลังถกเถียงกันในกลุ่มแฟนๆนางงาม หรืออาจจะไปถึงแวดวงนักวิชาการ จากการประกวดนางงามจักรวาลประจำปี2019 (Miss Universe 2019) ที่พึ่งจบลงไปสดๆร้อนๆ คงจะไม่พูดถึงคำถามที่ตัวแทนสาวงามจากประเทศไทย ได้รับในรอบตอบคำถามของการประกวด ที่ถามว่า “หลายประเทศรัฐบาลต้องการสร้างมาตรการความปลอดภัยซึ่งอาจจะรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของประชาชน คุณคิดว่าอะไรสำคัญกว่ากันระหว่างความปลอดภัยหรือความเป็นส่วนตัว?” หลังจากที่ตัวแทนสาวงามประเทศไทยตอบเสร็จ ก็มีหลายคนออกมาให้ความเห็นต่อคำตอบของเธอ ฝั่งหนึ่งเห็นว่า คำถามนี้ยากกว่าของประเทศอื่น บ้างว่าตัวแทนผู้เข้าประกวดของไทยตอบคำถามไม่คมพอ ติดนิสัยขี้เกรงใจ ไม่เลือกข้างแบบคนไทย ใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ สิ่งที่ผู้เขียนอยากคุยกับคุณผู้อ่าน คือ เรื่องราวในคำถามนั้นต่างหาก Privacy หรือที่แปลว่า” ความเป็นส่วนตัว” ในทางวิชาการหมายความว่าสิทธิที่จะอยู่ตามลำพัง (to be let alone) โดยปลอดจากการแทรกสอดในความเป็นอยู่ส่วนตัวทำให้ได้รับความอับอาย เดือดร้อน รำคาญใจ หรือนำภาพหรือชื่อไปใช้ประโยชน์ในทางแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ตามปฏิญาณสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ความเป็นส่วนตัว ก็ถูกบัญญัติไว้ใน ข้อ 12ข้อ 12 บุคคลใดจะถูกแทรกแซงตามอําเภอใจในความเป็นส่วนตัว ครอบครัว ที่อยู่อาศัย หรือการสื่อสาร หรือจะถูกลบหลู่เกียรติยศและชื่อเสียงไม่ได้ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองของกฎหมายต่อการแทรกแซงสิทธิหรือการลบหลู่ดังกล่าวนั้น อธิบายตามความเข้าใจของผู้เขียน คือ เราทุกคนเป็นเจ้าของพื้นที่พื้นที่หนึ่ง อาจไม่ใช่ในเชิงกายภาพ แบบที่ดินหรือห้องพัก จะเป็นบัญชีสังคมออนไลน์ ข้อมูลการทำธุรกรรมผ่านบัญชีก็ได้ แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่เราเข้าถึงได้คนเดียว และทำอะไรก็ได้บนพื้นที่นั้น โดยที่ไม่ว่าใครก็ห้ามมาแอบดูแอบฟัง เอาของของเราไปใช้ โดยที่เราไม่อนุญาตไม่ได้เด็ดขาด ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี 2560 เองก็ได้บัญญัติไว้ชัดเจน ในส่วนที่ 3 มาตรา 32 ดังนี้ มาตรา 32 บุคคลย่อมมีสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว การกระทําอันเป็นการละเมิดหรือกระทบต่อสิทธิของบุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือการนําข้อมูล ส่วนบุคคลไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าในทางใดๆ จะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพียงเท่าที่จําเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ เมื่อกล่าวว่า ความเป็นส่วนตัว คือ “สิทธิ” ดังนั้น ประชาชนจะต้องได้รับการคุ้มครองโดยรัฐเพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดความเป็นส่วนตัวนี้ ไม่ว่าจากใครหรือองค์กรไหนก็ตาม แต่ทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้น ตามที่ระบุไว้ตาม รธน.60 ม.32 วรรค 2 ความปลอดภัย จากอะไรหรือ? คำว่าปลอดภัย สำหรับผู้เขียนแล้วถือว่าเป็นคำที่ให้พลังบวก สร้างความมั่นใจให้คนที่ได้ยิน แต่ทำไมคำว่า ความปลอดภัยในคำถามนี้ ถึงถูกเชื่อมโยงกับการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของรัฐบาลในหลายๆประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการแทรกแซงทางตรง หรือการแก้กติกาบ้านเมือง เพื่อให้คนบางกลุ่มเข้าถึงข้อมูลความเป็นส่วนตัวของประชาชนในประเทศได้ หลายปีที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยออกกฎหมาย นโยบาย และมาตรการ ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยมาหลายฉบับ มีทั้งที่เป็นข่าวโด่งดัง และออกมาเงียบๆจนรู้ตัวอีกที ประชาชนก็โดนจับเสียแล้ว ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างที่เด่นๆ มาให้อ่านกัน เริ่มจาก มาตรา 44 ที่ให้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่ง ให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถดำเนินการ ตรวจสอบ หรือทำอะไรก็ได้กับประชาชน เช่น พาคนไปปรับทัศนคติ และขังในค่ายทหาร 7 วันโดย ให้เหตุผลเรื่องความสงบเรียบร้อยภายในต่อกันด้วย พ.ร.บ. การรักษาความปลอดภัยมั่นคงไซเบอร์ พ.ศ. 2562 เหตุผลการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ คือ ประเทศของเรามีความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อย ภายในประเทศ ดังนั้นจะต้องมีการป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงในด้านต่างๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ข้อความใดที่มีความเห็นต่างจากแนวคิดของ คสช. แล้วคนสนใจจะถูกลบออกจากสังคมออนไลน์ทันที เพื่อไม่ให้แพร่กระจายออกไปในวงกว้าง แต่กลับไม่จัดการข่าวปลอมที่ปล่อยออกมาเพื่อทำลายชื่อเสียงฝ่ายตรงข้ามแต่อย่างใด ก่อนจะไปกันต่ออยากให้ผู้อ่านจงเติมคำตอบในช่องว่าง .................. คือ บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพียงเท่าที่จําเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ ความสงสัยเกิดขึ้นทันทีในหัว อะไรที่รัฐถือว่า “เป็นภัย” สำหรับประชาชน หรือความมั่นคงของประเทศกันแน่? หากเหตุผลการใช้งานการใช้งานกฎหมาย นโยบาย และมาตรการเหล่านั้น เป็นการป้องกันการก่อการร้าย ปกป้องประชาชนจากการถูกคนอื่นนำข้อมูลสำคัญไปแสวงหาประโยชน์ตามที่กล่าวอ้างมันก็สมเหตุสมผลอยู่ แต่เป็นที่รู้กันในหมู่ประชาชน การใช้งานในความเป็นจริงเป็นอย่างไรกัน กลายเป็นว่าเพื่อความมั่นคงของประเทศ ข้อมูลความเป็นส่วนตัวของเรา จะต้องเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ ถามว่ารัฐพยายามสร้างความปลอดภัยแบบไหน จำเป็นหรือไม่ความปลอดภัยจะต้องแลกมาด้วยการรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของประชาชน ประชาธิปไตยแบบไทยแลนด์โอนลี่ มาถึงตรงนี้ เรียนตามตรง ถ้าสมมุติว่าตัวผู้เขียนเป็นผู้เข้าประกวด เจอคำถามนี้เข้าไปก็คงสะอึกแน่ๆ เพราะถึงแม้ว่าประเทศของเราจะประกาศตัวว่าเป็นประเทศประชาธิปไตย ระบอบที่ให้สิทธิ์เสียงทุกคนอย่างเท่าเทียม ที่ตามหลักการแล้ว เสียงส่วนใหญ่มีสิทธิ์บริหารประเทศ แต่ก็ไม่ลืมให้พื้นที่เสียงส่วนน้อยออกมาอภิปรายแบบมีน้ำใจนักกีฬา และที่สำคัญ ประชาชน เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในระบอบนี้หันกลับมามองที่ประเทศของเรา ประชาชนกลับไม่สามารถแสดงออกในสิ่งที่ตนเชื่อหรือแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ อย่างที่เราเห็นจากข่าวสารบ้านเมือง คนที่คิดต่าง ถูกขัดแข้งขัดขาด้วยสาระพัดวิธี คนที่ออกมาส่งเสียงเรียกร้องความเป็นธรรม อยู่ดีๆก็หายตัวไป เกมการเมืองที่ล้มกระดานโหวตเมื่อเห็นท่าว่าฝ่ายตัวเองจะแพ้ ประเทศที่ปกครองแบบที่เสียงส่วนใหญ่จ้องกำจัดเสียงส่วนน้อยไปให้พ้นทาง เสียงประชาชนมีค่าแค่เงินไม่กี่บาท แล้วยังยืนยันว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตยคงมีที่นี่ที่เดียว ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นหนึ่งในประชาชนของประเทศนี้ ลึกๆในใจยอมรับ ว่าตัวเองกลัวอำนาจบางอย่างที่อยู่เหนือกฎหมาย และไม่สนในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือกลัวที่ถูกปฏิเสธจากสังคม หากเราคิดต่าง การตอบคำถามที่ต้องการให้เลือกข้างแบบนี้ ก็คงออกมาในลักษณะกลางๆ แบบที่ตัวแทนผู้เข้าประกวดตอบ จะว่าง่ายๆก็คือ ปกป้องตัวเองไว้ก่อน ถึงไม่เห็นด้วยก็ต้องซ่อนให้มิด เพราะไม่อะไรรับประกันได้ว่า เราจะปลอดภัยเมื่อเลือกข้างไปแล้ว แล้วคุณผู้อ่านจะเลือกตอบคำถามนี้อย่างไร ลองจินตนาการตัวเองในชุดราตรียาว กำลังจะตอบคำถามนี้ต่อหน้าผู้ชมทั่วโลกดูสิ การให้เลือกระหว่าง ความเป็นส่วนตัวหรือความปลอดภัย ตามความเห็นของผู้เขียน เจตนาของผู้คิดคำถามไม่ได้จงใจทำให้ผู้เข้าประกวดคนใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เนื่องจากยังมีอีกหลายประเทศในโลกที่ทำการแทรกแซงข้อมูลประชาชนอย่างลับๆ แต่จะด้วยเหตุผลอะไร ก็คงต้องไปศึกษารายละเอียดกันอีกที ส่วนที่ว่ามาทั้งหมดนี้ เป็นการวิเคราะห์คำถามของผู้เข้าประกวด ผ่านบริบทสถานการณ์บ้านเมืองของเราเท่านั้นเองถึงตัวแทนประเทศไทยจะไม่ได้สวมมงกุฎนางงามจักรวาลในปีนี้ แต่ถ้าคำถามของเธอในการประกวดได้จุดประเด็นให้คนกลุ่มต่างๆในสังคม หันมาใส่ใจเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนประเทศไทยขึ้นมาบ้าง คุณผู้อ่านว่า มันก็น่าดีใจพอๆกับเราได้ครองมงกุฎ จริงไหม ฃอบคุณภาพจาก FB : Miss Universe Thailand 2019 อ้างอิง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน),รู้ให้ชัด พ.ร.บ. การรักษาความปลอดภัยมั่นคงไซเบอร์ พ.ศ. 2562 www.tot.co.th/blogs/ดิจิทัลทิปส์/now-trending/ดิจิทัลทิปส์/2019/07/01/รู้ให้ชัด-กับ-พ.ร.บ.-การรักษาความปลอดภัยมั่นคงไซเบอร์-พ.ศ.-2562 โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw),คำสั่งหัวหน้า คสช. 3/2558 ทหารยังมีอำนาจพาคนไปปรับทัศนคติ และขังในค่ายทหาร 7 วัน www.ilaw.or.th/node/5294 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย,ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน www.amnesty.or.th/our-work/hre/udhr/ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี2560 http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/A/040/1.PDF กุลพล พลวัน,สิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว กับการคุ้มครองตามกฎหมายไทย http://www.stat.ago.go.th/บทความลงเว็บ/บทที่%2016.htm PPTV Online ,เปิดคำตอบ "ฟ้าใส ปวีณสุดา" จากคำถามบนเวที Miss Universe 2019https://www.pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/115586

การแก้ไขปัญหายาเสพติดแนวใหม่ :Ep.01 ผู้เสพ=ผู้ป่วย

ทำไมผู้เสพ คือผู้ป่วย ในเมื่อการเสพยาเสพติดมีความผิดตามกฎหมาย คนที่เสพก็สมควรได้รับโทษ เพราะเขาเลือกเสพเอง ก็ต้องได้รับผลนั้นสิ แต่ช้าก่อน!! ลองอ่านดู แล้วมาคุยกันว่าแนวคิดนี้จะช่วยแก้ปัญหายาเสพติดได้อย่างไรก่อนที่จะไปพูดถึงนโยบาย ลองมาดูที่จุดเล็กๆอย่างตัวเรา อ่านให้จบแล้วมาดูกันว่าเรามีความคิดความเชื่อแบบที่แอดนำเสนอหรือเปล่าความคิดอัตโนมัติที่เกิดขึ้นในหัว เมื่อเรารู้ว่าคนๆนึงเป็นผู้ใช้ยา เราถูกสอนมาว่า ยาเสพติดเป็นอันตรายต่อร่างกาย ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว ผิดกฎหมาย ต้องกับกำจัดมันไปให้หมด แต่เมื่อค้นคว้าความเป็นมาแล้วยาเสพติดหลายตัว ในอดีตถูกนำเข้ามาเพื่อใช้ในการแพทย์ แต่ต่อมามีคนนำไปผสมสารอื่นๆจนทำให้มีโทษต่อร่างกาย จึงต้องมีมาตรการควบคุมการใช้ และสร้างความตระหนักให้กับสังคม โดยการใช้วิธีการที่ทำให้รู้สึกหวาดกลัว เช่น ผู้เสพตาย ผู้ขายติดคุก หรือการลงโทษที่รุนแรง ตามนโยบายสงครามยาเสพติดความเป็นจริงแล้ว ในสังคมมีผู้ใช้ยาที่ใช้ชีวิตปกติเหมือนกับคนทั่วไป คือใช้บางครั้ง หากไม่ได้ใช้ก็ไม่ได้มีอาการอยากยาแต่อย่างใด แต่ด้วยความคิดความเชื่อที่ถูกปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็ก เราเลยเหมารวมว่าผู้ใช้ยาจะต้องมีอาการอยากยาจนคุ้มคลั่งจนทำร้ายคนอื่นสื่อสาธารณะมีอิทธิพลต่อความคิดความเชื่อเกี่ยวกับผู้ใช้ยาของคนในสังคมมาก สื่อมักนำเสนอข่าวอาชญากรรม ที่มีผู้กระทำเป็นผู้ใช้ยา สร้างภาพจำให้คนในสังคมหวาดกลัว ผูกโยงยาเสพติดเข้ากับอาชญากรรม อีกทั้งกฎหมายก็กำหนดไว้ว่าใครที่เสพ ก็มีสถานะเป็นผู้ร้าย เป็นคนไม่ดี นำไปสู่การตีตราผู้ใช้ยา ขอบคุณภาพข่าวจาก https://www.thairath.co.th/news/local/central/1510130 https://www.thairath.co.th/news/crime/1461764 https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_2529839 https://news.mthai.com/general-news/597140.htmlเหตุผลของการใช้ยาเสพติดของแต่ละคนมีความแตกต่างกันไป จะใช้เพื่อความบันเทิง หรือเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย แต่หากใช้มากเกินไป ก็ส่งผลเสียต่อร่างกาย ไม่ต่างอะไรกับการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลสูง มีรสชาติถูกใจ กินแลัวมีความสุข แต่หากกินมากเกินไป ก็ก่อให้เกิดโรคเบาหวาน และเราก็เสพติดความหวานไปด้วย ดังนั้นผู้เสพก็เหมือนผู้ป่วยโรคอื่นๆ ที่ต้องการดูแลในปัจจุบัน ประเทศไทยมีระบบการบำบัดแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ตามพ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ได้แก่ 1. สมัครใจบำบัด คือ กลุ่มที่เดินเข้าไปพบแพทย์ด้วยตัวเองหรือญาติพาไป โรงพยาบาลทั่วประเทศรองรับแล้ว 2. บังคับบำบัด คือ กลุ่มที่ถูกจับกุมและต้องเข้ารับการบำบัดผ่าน พ.ร.บ.นี้เพื่อแลกกับการไม่ต้องรับโทษทางอาญา 3. บำบัดระหว่างต้องโทษ คือ กลุ่มที่ถูกดำเนินคดียาเสพติด หรืออาชญากรรมอื่นๆ แล้วมีประวัติการใช้สารเสพติด กลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดและจะได้รับการบำบัดภายในเรือนจำ พ.ร.บ.นี้ผู้ที่ครอบครองยาเสพติดจำนวนน้อย เช่นยาบ้าไม่เกิน 5 เม็ด สามารถ “เลือก” ที่จะเข้ารับการบำบัดจนสิ้นสุดกระบวนการ แลกกับการไม่ต้องรับโทษอาญา แต่ยังคง”มีประวัติยาเสพติดอยู่” ขอบคุณข้อมูลจาก prachatai.com/journal/2018/07/77805เมื่อมีประวัติยาเสพติดติดตัว ย่อมส่งผลต่อการดำเนินชีวิตในสังคม ทั้งในเรื่องการทำงาน ที่บางหน่วยงานไม่รับผู้ที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และมีโอกาสที่จะถูกละเมิดสิทธิ์จากผู้บังคับใช้กฎหมาย รวมถึงถูกเลือกปฏิบัติจากคนในสังคม กลายเป็นว่าแทนที่จะทำให้ผู้ใช้กลับเข้าสู่สังคมและมีชีวิตที่ดีขึ้น กลับทำให้หลายคนไม่ยอมเข้าสู่การบำบัดเพราะกลัวว่าจะมีประวัติด้วยเหตุนี้เอง ผู้ที่เคยผ่านการบำบัดจำนวนหนึ่งกลับไปใช้ยาอีก เพราะข้อบังคับของหน่วยงาน ความคิดความเชื่อที่ตีตราผู้ใช้ยา ทำให้ผู้ที่ผ่านการบำบัดแล้ว กลับเข้าไปใช้ชีวิตร่วมกับคนทั่วไปได้ลำบาก หรือพูดง่ายๆว่า แทบจะไม่มีที่ยืนในสังคมเมื่อกลับไปเสพซ้ำ สังคมยิ่งไม่ให้โอกาส และผลิตซ้ำการตีตราผู้ใช้ยาให้หนักกว่าเดิมทุกคนรู้ดีว่าการเสพยาเสพติดเป็นอันตราย ยิ่งถ้าเสพในปริมาณมาก และติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “ภาวะสมองติดยา” อ่านเพิ่มเติมที่ https://www.sdtc.go.th/paper/293 พูดง่ายๆก็คือ เมื่อผู้ใช้ยาเข้าสู่ภาวะสมองติดยา เขาจะไม่รู้สึกมีความสุขจากกิจกรรมที่เมื่อก่อนเคยทำ ต้องอาศัยฤทธิ์ของยาคอยกระตุ้นให้สมองส่วนอารมณ์ความรู้สึกทำงาน ทำให้สมองส่วนคิดเสื่อมลง สมองจะต้องการยาตลอดเวลา ส่งผลต่อการควบคุมพฤติกรรม และอารมณ์ ซึ่งอาจเป็นที่มาของพฤติกรรมที่สังคมไม่ยอมรับภาวะสมองติดยาสามารถรักษาได้ โดยใช้กระบวนการจิตบำบัด และการรักษาด้วยยา ร่วมกับ การทำความเข้าใจกับครอบครัว ปรับฐานความรู้ความเข้าใจเรื่องผู้ใช้ยา รวมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว และชุมชน ซึ่งกระบวนการดังกล่าวใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทของยาเสพติด และสภาพร่างกายของผู้ป่วยเมื่อแรกรับแต่อย่างที่เล่าไป อะไรก็ย่อมเกิดขึ้นได้ ไม่มีอะไรการันตีได้ว่า พวกเขาจะไม่โดนจับในขณะที่กำลังรักษาตัว หรือ รอดพ้นจาก “มาตรการหว่านแห” ค้นหาผู้ใช้ยา จับตัวมาบำบัด แนวคิดผู้เสพคือผู้ป่วย ไม่ใช่อาชญากร คงเป็นเรื่องไม่ง่ายสำหรับสังคมไทยเท่าไหร่เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว่กระบวนการ"บังคับบำบัด" ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 จะทำให้ปัญหายาเสพติดหมดไปจากประเทศได้หรือเปล่า ติดตามตอนต่อไปนะจ๊ะ

จำนวนทั้งหมด 16 บทความ ดูกรณีศึกษาทั้งหมด