สมัครสมาชิกใหม่

กล่องฝากข้อความ
ข้อจำกัด

มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
Foundation For AIDS Rights (FAR)
Choose your language :

ศาสนาไม่ได้บอกว่าห้ามเป็นเอดส์ : และทรรศนะว่าด้วยการบวชของผู้ติดเชื้อเอชไอวี

ประเภท : กรณีศึกษา

โดย : มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์

สร้างเมื่อ : 02-Feb-2016

จำนวนเข้าชม 127 ครั้ง

ชื่นชอบ 1 ครั้ง

         ชายไทยผู้เคยบวชล้วนถูกตั้งคำถาม มะนุสโสสิ ปุริโสสิ ภุชิสโสสิ อะนะโณสิ และอีกสามสี่ปุจฉา
แต่ไม่บ่อยครั้งนักที่จิตตั้งมั่นบรรพชา จะเริ่มต้นตอบคำถามด้วยคำโกหก ปัจจุบันใน สังฆาณัติ  ระเบียบ
พระอุปัชฌายะมีข้อห้ามบุคคลที่เรียกว่า วัตถุวิบัติ ห้ามอุปสมบทโดยเด็ดขาดหลายจำพวก  อาทิ  คนที่
มีอวัยวะบกพร่อง ผู้ทุรพลทุพพลภาพ  ผู้ฆ่าบิดามารดาและพระอรหันต์ ชายที่ทำร้ายภิกษุณี ผู้เป็นบัณ-
เฑาะว์ หรือมีเพศทางเลือก เรื่อยไปจนถึงผู้ที่มีโรคติดต่อร้ายแรง
              
         จากอดีตจนปัจจุบัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติ เกณฑ์ห้ามบวชในกรณีเป็นโรคร้ายแรง ไว้ ๕ 
โรค ได้แก่ โรคเรื้อน ฝี กลาก โรคมองคร่อและลมบ้าหมู กล่าวคือสมัยนั้นในแคว้นมคธได้เกิดโรคระบาด
ทั้งห้าขึ้น จนไพร่ฟ้าประชาชนต้องเดือดเนื้อร้อนใจ ทางแก้ไขเดียวของบรรดาผู้ป่วยคือ ไปอ้อนวอนร้อง
ขอให้หมอชีวกโกมารภัจจ์ช่วยรักษาอาการ    ด้านฝ่ายชีวกผู้ครองตนบนความความรู้ความสามารถด้าน
การแพทย์ ต้องคอยถวายงานอภิบาลพระเจ้าพิมพิสาร รวมทั้งพระพุทธเจ้า และพระสงฆ์สาวก จึงทำได้
เพียงกล่าวอ้างว่าไม่มีเวลาให้การรักษาแก่ประชาชน
 
         ครั้นคนป่วยทวีจำนวนกันมากขึ้น จึงมีนายสมองใสระลึกได้ว่าสมณะผู้สืบเชื้อสายศากยมุนีเหล่านี้
แลเป็นผู้มีความเป็นอยู่ดี  กินก็อร่อยอิ่มหมี  นอนสะดวกมีห้องหับมิดชิด  มีโอสถบดให้มิได้ขาด  พอคิด
เห็นดังนั้นจึงพากันไปขอบวช   ภิกษุผู้ไม่มีกฎเกณฑ์ในกาลก่อนจึงอุปสมบทให้  จนได้กลายเป็นสมณะ
เมื่อเป็นเช่นนั้นประชาชนคนป่วยผู้ถูกโรคตกทุกข์จึงได้รับการรักษาให้หายขาดไปหลายราย
              
        จนถึงวันที่โกมารภัจจ์ชีวก  เดินตลาดสวนทางกับสัตตบุรุษซึ่งแต่งกายขมุกขมัว  ผู้มีใบหน้าละม้าย
คล้ายว่าเป็นเคยได้รับการรักษาโรคเรื้อนให้ในตอนบวช  จึงเอ่ยปุจฉาหารือ ได้ความว่านายคนนี้หวังบวช
เพียงเพื่อได้รับการรักษาให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ  ท่านหมอใหญ่ใบหน้าเปลี่ยนตวาดด่า  โพนทะนาว่า 
"ไฉนเลยตถาคตจึงให้กุลบุตรผู้ถูกโรคร้ายได้เข้ามาบวช เพียงเพื่อหวังเอาแต่ประโยชน์  โดยไม่คิดบำรุง
ศาสนา"

 


           เมื่อเห็นแจ้งดังนั้นจึงรีบไปกราบทูลต่อองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “ข้าขอประทานพระวโรกาสขอ
พระผู้เป็นเจ้าไม่พึงยังกุลบุตรผู้ถูกโรค  ๕  ประการร้ายแรง ยากแก่การรักษาให้มาบวช”   ลำดับนั้นเอง
พระผู้เป็นเจ้าทรงมีธรรมกถาเพราะว่าเหตุที่เกิดขึ้นมีมูล จึงรับสั่งภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
กุลบุตรผู้ถูกโรค ๕ ชนิดกระทบแล้วภิกษุไม่พึงให้บวช รูปใดบวชให้ต้องอาบัติไปทุกฏ” 

           สังเกตได้ว่า ๕ โรคร้ายที่ยกมานั้น ปราศจากโรคเอดส์  แล้วปัจจุบันก็เป็นที่ปรากฏแล้วว่า ผู้ติด
เชื้อเอชไอวี   มีหลายสิ่งที่แตกต่างจากโรคร้าย  จนคล้ายจะอนุมานได้ว่าพุทธองค์ทรงอนุญาตให้บวช 
กล่าวคือ การเป็นโรคติดต่อร้ายแรง อาจทำให้ผู้ป่วยแพร่เชื้อโรคของตนไปสู่ผู้อื่น และอาจแสวงหาผล
ประโยชน์ทางการรักษามากกว่าจะสืบสาส์นเจตนาของพุทธองค์   จึงป้องกันไม่ให้บุคคลมีโรคร้ายเเรง
เหล่านั้นบวช แต่หากดูการติดต่อของโรคเอชไอวีจะพบว่ามีช่องทางการติดต่อได้ ๓ ทางคือ

        • เพศสัมพันธ์ เห็นแจ้งแล้วว่าผู้บวชเป็นพระย่อมไม่สามารถไปมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่น
        • เลือด   ซึ่งติดต่อกันได้โดยการรับ  หรือสัมผัสเลือดโดยตรง  ซึ่งอาจนับได้ว่าเป็นช่องทางที่มี
ความเสี่ยงมากที่สุด แต่หากผู้ติดเชื้อพึงระวังก็จะสามารถป้องกันตนเองและผู้คนรอบข้างได้ตลอดทั้ง 
หากพินิจดูที่การไหลออกของเหลือ  จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คนปกติจะมีเลือดไหลเข้าสู่ร่างกาย
เพราะหากเกิดแผลไม่ว่าบริเวณใด จะพบว่าเลือดต้องไหลออกเท่านั้นไม่มีวันไหลเข้า   และการที่เชื้อ
เอชไอวีออกมาสู่สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการแพร่โรคก็สามารถจะทำให้เชื้อหมดสภาพในระยะเวลา
อันสั้นได้เช่นกัน  
         • จากแม่สู่ลูก ภิกษุผู้ถือบวชล้วนเป็นชายสาเหตุของการติดต่อในช่องทางนี้จึงล้วนเป็นไปไม่ได้

           

         ด้วย ปฏิจจสมุปบาท ตามหลักการของเหตุผลอันควรเหล่านี้ จึงมีความจำเป็นที่อาจต้อง
เชื่อว่ากรณีของการติดเชื้อเอชไอวีนั้น ไม่ควรมีการรังเกียจกีดกันใดซึ่งไม่อนุญาตให้บวช 

         พิเคราะห์เจตนา ของตถาคตที่ทรงห้ามผู้ป่วยโรคติดต่อร้ายแรงถือบวช    เพื่อป้องกันเจตนาซึ่ง
ไม่ได้ประสงค์จะทำนุบำรุงสืบทอดสายป่านแห่งพุทธศาสนา แต่เพียงหวังว่าจะได้รับประโยชน์บางสิ่ง
แต่หากเมื่อผู้ติดเชื้อเซอชไอวีมีความรู้และดูแลสุขภาพของตนเองได้นั่นก็อาจไม่ใช่เงื่อนไขของการไม่
อนุญาตให้บวช  รวมทั้งการมีเชื้อเอชไอวี  ไม่จำเป็นต้องมีทุกข์   เมื่อเอชไอวีไม่ใช่เหตุปัจจัยของการ
เกิดทุกข์ ก็ไม่ต้องการการดับทุกข์ และการบวชไม่ใช่หนทางเดียวของการดับทุกข์เสมอไป  ดังนั้นข้อ
กังขาว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีอาจบวชด้วยเหตุว่าต้องการพึ่งพาร่มกาสาวพัสตร์เพื่อรอวันตายอย่างสงบจึง
ล้วนเป็นเพียงการกล่าวอ้าง 

         ท้ายแล้วไม่ว่าสถานการณ์ปัจจุบันซึ่งประเทศไทยเต็มไปด้วยปัญญาชนผู้มากความรู้ ล้นความ
สามารถจะมีแนวทางในการดำเนินการอย่างไรต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีผู้ประสงค์อยากบวชอย่างไร แต่ใน
พระไตรปิฎกก็ไม่ปรากฏว่าเคยระบุให้รังเกียจกีดกันระหว่างเพื่อนมนุษย์ 
       
        และใช่หรือไม่ว่า ปฏิจจสมุปบาท คือการสอนให้อย่าเชื่อโดยปราศจากการค้นหา ถ้าหากตื่นฟื้น
จากปรินิพพาน เราท่านว่าพระพุทธเจ้าจะตรัสอย่างไรหากใครคนหนึ่งซึ่งอยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีอยาก
จะบวช ?  








------------------------------------------------

: มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์


เข้าสู่ระบบก่อน พิมพ์หน้านี้
สายด่วนเรื่องสิทธิและกฎหมาย

02-1715135-6 - กรุงเทพฯ

038-993-242 - ระยอง

ทุกวัน เวลา 10.00 - 20.00 น.