สมัครสมาชิกใหม่

กล่องฝากข้อความ
ข้อจำกัด

มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
Foundation For AIDS Rights (FAR)
Choose your language :

จำเป็นต้องสารภาพ ด้วยประการทั้งปวง

ประเภท : กรณีศึกษา

โดย : มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์

สร้างเมื่อ : 18-May-2016

จำนวนเข้าชม 127 ครั้ง

ชื่นชอบ 0 ครั้ง

เหตุผลของผู้ถูกกล่าวหาว่าเสพยาเสพติด หรือมียาเสพติดไว้ในครอบครองต้องยอมสารภาพผิด ?
เพราะอะไร ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่เรียกว่าการรอการลงโทษก่อน คือ 
คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 
สรุปได้ คือ

                *   เงื่อนไข ในกรณีจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง = จำเลยต้องสารภาพ
                *   หลัก คือ ศาลพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ = พิพากษาได้เลย
                    เราจะเห็นประจำในข้อหาเสพ ข้อหาขับเสพ และข้อหาครอบครองเพื่อเสพ(กรณี
                    ขับเสพเพิ่มโทษ 1 ใน 3 โทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ)   ซึ่งทั้งหมดมีโทษ
                    จำคุกไม่เกิน 5 และไม่จำเป็นในการที่ต้องสืบพยานเลย

 
ข้อยกเว้น คือ คดีที่จำเลยให้การรับสารภาพนั้น กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป
หรือโทษสถานหนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยกระทำผิดจริง=โทษขั้นต่ำ
ไม่ใช่โทษขั้นสูงหากไม่มี โทษขั้นต่ำก็จะไม่อยู่ในเกณฑ์นี้ไม่จำเป็นต้องสืบพยาน เช่น กฎหมายกำหนด
ว่าจำคุกไม่เกิน 10 ปี อย่างนี้ไม่ต้องสืบ

 


ต่อมาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคแรก “ผู้ใดกระทําความผิดซึ่งมีโทษจําคุกหรือปรับ และใน
คดีนั้นศาลจะลงโทษจําคุก ไม่เกินห้าปีไม่ว่าจะลงโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตามหรือลงโทษปรับ ถ้าปรากฏ
ว่าผู้นั้น (1) ไม่เคยรับโทษจําคุกมาก่อน หรือ (2) เคยรับโทษจําคุกมาก่อนแต่เป็นโทษสําหรับความผิด
ที่ได้กระทําโดยประมาท หรือความผิด ลหุโทษ หรือเป็นโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือ (3) เคยรับโทษ
จําคุกมาก่อนแต่พ้นโทษจําคุกมาแล้วเกินกว่าห้าปี แล้วมากระทําความผิดอีก โดยความผิดในครั้งหลัง
เป็นความผิดที่ได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ”

เงื่อนไข ไม่เคยรับโทษจําคุกมาก่อน หรือเคยแต่เป็นความผิดลหุโทษ(โทษไม่หนัก)หรือจำคุก
ไม่เกินหกเดือน หรือพ้นโทษจำคุกมาแล้วเป็นเวลากว่า 5 ปี
   
หลัก คือ กระทําความผิดและในคดีนั้นศาลจะลงโทษจําคุกไม่เกินห้าปี(ของเดิมคือ 3 ปี)
ดังนั้น หลักฐานพยานที่สามารถนำมาอ้างอิงพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ก็คือ น้ำปัสสาวะที่มี
ยาเสพติด(ฉี่ม่วง) หรือยาเสพติดและคำสารภาพในชั้นพนักงานสอบสวน โดยยาเสพติดจะไม่ค่อยได้นำ
ไปเป็นพยานในศาลนอกจากเอกสารการตรวจพิสูจน์ของสถาบันวิชาการ และตรวจพิสูจน์ยาเสพติดหรือ
กลุ่มงานตรวจยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะจะหายไปหมดจากการตรวจพิสูจน์

“ยาเสพติดได้หมดไปจากการตรวจพิสูจน์”
     
 
ซึ่งศาลจะรับฟังพยานเอกสารดังกล่าว บวกกับเหตุที่ไม่มีความโกรธแค้นกับจำเลยจึงไม่มีทางที่จะปรักปรำ
จำเลยได้ เพียงเท่านี้ก็สามารถเอาจำเลยไปนอนคุกเล่น ๆ ได้สบาย ๆ แม้ว่าจำเลยจะสามารถอ้างพยาน
หลักฐาน เพื่อโต้แย้งกับอัยการได้ แต่ถามว่าจำเลยจะสามารถหาพยานอะไรที่จะเป็นพยานที่มีน้ำหนัก
มากพอในการต่อสู้คดี
  
1.พยานเกี่ยวกับการหักล้างยาเสพติดว่าไม่ใช่ของตนหรือมีน้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์การลงโทษ
จะหาได้หรือไม่ อย่างไร
2.พยานที่จะสืบว่าตำรวจเคยมีเรื่องโกรธแค้นหรือมีเจตนาใส่ร้ายจำเลยจะหามาได้อย่างไร 
3.คดียาเสพติดแม้นพนักงานสืบสวนหรือตำรวจจะทำการจับกุมโดยไม่ชอบแต่ก็สามารถทำได้ 
เพราะได้ตัวผู้กระทำผิดมาแล้ว (ฎีกาที่9058/2549 ฎีกาที่3615/2548 ฎีกาที่1493/2550)
มีเหตุผลโดยสรุป คือ การตรวจค้นและการจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจจะชอบด้วยกฎหมาย
หรือไม่เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก และเป็นคนละขั้นตอนกับการสอบสวน
ไม่มีผลกระทบไปถึงการสอบสวนของพนักงานสอบสวนและอำนาจในการฟ้องคดีของโจทก์
ทั้งหามีผลทำให้การแสวงหาพยานหลักฐานของเจ้าพนักงานตำรวจที่ชอบเป็นไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยไม่

ฉะนั้นเมื่อปลายทางรู้ว่าการสารภาพ คือการได้ลดโทษหรือแม้กระทั้งรอการลงโทษเพราะเป็นคดีที่มีโทษ
ไม่สูงนัก ตามเกณฑ์การรอการลงโทษ(รอลงอาญา) 

ดังนั้นเมื่อศาลถาม “จำเลยจะสารภาพหรือไม่” (เหมือนในหนังเปาบุ้นจิ้น)
จำเลยโดยส่วนใหญ่จำเลยจึงพร้อมร้องเสียงดัง ๆ พร้อม ๆ กันว่า
 “ยอมรับผิดตามที่ถูกฟ้อง หรือ ผม/ฉันขอสารภาพผิดครับ/ค่ะ”  

 เป็นอันจบ ปิดคดีได้เพราะ จำเลยสำนึกถึงการกระทำผิดของตน โทษจำคุกให้รอการลงโทษกี่ปีก็ว่าไป
และปรับเงินจำนวน.............บาท เสียค่าปรับเสร็จกลับบ้านไปช้ำใจต่อที่บ้านถูกเพื่อบ้านมองว่าเป็นพวก
ขี้ยาต่อไปแต่ก็ยังดีกว่าไปนอนในคุกใช่มัยครับ นี้แหละคือที่มาที่ไปของ หนู!จำเป็นต้องสารภาพ
ด้วยประการทั้งปวง



เข้าสู่ระบบก่อน พิมพ์หน้านี้
สายด่วนเรื่องสิทธิและกฎหมาย

02-1715135-6 - กรุงเทพฯ

038-993-242 - ระยอง

ทุกวัน เวลา 10.00 - 20.00 น.