สมัครสมาชิกใหม่

กล่องฝากข้อความ
ข้อจำกัด

มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
Foundation For AIDS Rights (FAR)
Choose your language :

สัมมาคารวะ หรือ ปัญหาที่ต้องแก้ไข

ประเภท : กรณีศึกษา

โดย : มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์

สร้างเมื่อ : 27-Sep-2019

จำนวนเข้าชม 127 ครั้ง

ชื่นชอบ 0 ครั้ง

สัมมาคารวะ หรือ ปัญหาที่ต้องแก้ไข

เรื่องส่งท้ายเดือนกันยายน แอดขอเขียนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเด็นร้อนแรงในสังคมโลกที่กำลังพูดถึงอยู่ตอนนี้
หากใครติดตามข่าวสารอยู่เป็นประจำ ก็น่าจะเห็นข่าวของ “เกรียตา ทุนแบร์ย” เด็กหญิงอายุ 16 ปี จากสวีเดน ผู้ที่ลุกขึ้นมารณรงค์ในด้านสิ่งแวดล้อม ที่ล่าสุดเธอขึ้นพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ณ เวทีการประชุมผู้นำโลกอย่างดุเดือด

ก่อนจะไปถึงประเด็นที่แอดอยากจะสื่อสาร แอดอยากจะเล่าเกี่ยวกับน้องสักนิด เกรียตา ทุนแบร์ยไม่ได้พึ่งมาโกรธเคืองเรื่องสิ่งแวดล้อมเมื่อวันสองวันนี้นะ แต่เธอเริ่มสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ 9 ขวบ และเริ่มเคลื่อนไหวรณรงค์คนเดียว โดยผ่านช่องทางสังคมออนไลน์ และโดดเรียนไปนั่งที่หน้าอาคารรัฐสภาสวีเดนรณรงค์เรียกร้องให้นักการเมืองในสวีเดนตระหนักถึงผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน ตั้งแต่ปีที่แล้ว(2018) ต่อมา เธอก็ได้รับโอกาสในกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีบนเวทีสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก ครั้งที่ 24 (COP24)การเคลื่อนไหวของเกรียตา ได้ปลุกกระแสในกลุ่มเยาวชน ทำให้มีนักเรียนในหลายๆประเทศทั่วโลก โดดเรียนเพื่อออกมาเคลื่อนไหวเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมกับเธอ
อ่านเพิ่มเติมที่
 https://www.bbc.com/thai/international-47575887
https://www.bbc.com/thai/thailand-46619851
https://thepotential.org/2018/12/24/greta-thunberg/

ด้วยเนื้อหา และท่าทางที่จริงจังของเกรียตา ในขณะขึ้นพูดในการประชุมผู้นำดลกครั้งล่าสุด ทำให้ผู้ฟังที่เป็น “ผู้ใหญ่” บางคนออกจะไม่พอใจ หรือ “สื่อ” บางสำนักก็ตีความกันไปต่างๆนาๆ ว่า เธอก้าวร้าว เธอป่วย ที่หนักกว่าคือ การเอาเธอไปผู้โยงกับเรื่องทางการเมือง กลับกลายเป็นว่า การออกมาพูดในครั้งนี้ถูกให้ความสนใจในประเด็น “การมีสัมมาคารวะ” มากกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเสียอีก
อีกข่าวในบ้านเรา เรื่องของนักกิจกรรมทางการเมืองรุ่นใหม่ที่มีข่าวคราวสะเทือนผู้มีอำนาจมานักต่อนัก อย่าง เนวิตย์ นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ อดีตประธานสภานิสิตจุฬาฯ ที่ขณะนี่กำลังมีกรณีกับ รมต.กระทรวงมหาดไทย เนื่องจากถูกปฏิเสธการจดทะเบียนเป็นกรรมการตามกฎหมายของแอมเนสตี้ ทั้งที่เนติวิทย์ได้รับเลือกเป็นกรรมการแอมเนสตี้ ตัวแทนเยาวชนปีที่แล้วด้วยเหตุผลว่า เป็นบุคคลที่มีพฤติกรรมขัดต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ (กรณีผู้ชุมนุมอยากเลือกตั้ง MBK39 และอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันศาลยกฟ้องไปแล้ว 2 คดี)

จากข้อมูลที่ได้จากโพสต์บนFacebook ของเนติวิทย์ เขาโพสต์ไว้ว่า เขาได้ยื่นอุทธรณ์ไปยังกรมการปกครองแต่ก็ถูกอธิบดีปฏิเสธ พอมายื่นที่กระทรวง รมต.กระทรวงมหาดไทย ก็ยกอุทธรณ์ และโยนเหตุผลว่าเขาเป็นตัวอันตราย ทั้งๆที่เขาเป็นสมาชิกของเอมเนสตี้มา 5 ปี และมีคุณสมบัติตามเงื่อนไข การกระทำเช่นนี้ ถือว่าเป็นการจงใจการแทรกแซงเพื่อไม่ให้เขาเข้าไปมีบทบาทในระดับนานาชาติ แต่อย่างไรก็ตามเนติวิทย์ยืนยันว่า เขาจะไม่ยอมให้การกระทำในครั้งนี้หยุดกิจกรรมการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขาได้
ขอบคุณข่าวจาก https://www.khaosod.co.th/politics/news_2920015

การที่แอดนำข่าวของนักเคลื่อนไหว ทั้ง 2 มาเขียนถึง เพราะแอดคิดว่า ทั้งสองคนตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายกัน แต่ต่างกันที่พวกเขาผลักดันกันคนละเรื่อง เกรียตา ทุนแบร์ย เกิดในยุคที่ผู้คนต่างพูดว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดปัญหาโลกร้อน แต่จนวันนี้ก็ยังไม่ผู้นำประเทศใดในโลกที่ออกแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ส่วนเนติวิทย์ เกิดและเติบโตมาในช่วงที่ประเทศไทยมีความขัดแย้งทางการเมืองแบบไม่จบไม่สิ้น การันตีด้วยการรัฐประหารถึง 2 ครั้งเหตุการณ์การชุมนุม เล่นกีฬาสี เผาห้าง สาดกระสุน เป่านกหวีด ลงท้ายด้วยงานมอเตอร์โชว์รถถัง สถานการณ์ที่แอดคิดว่าทั้งสองคล้ายกันนี้คือ ทั้งคู่อยู่ในฐานะ คนรุ่นใหม่ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงมาจากคนรุ่นเขาทำ แต่เป็นการเปลี่ยนที่ผู้ใหญ่ออกมาทำเพื่อลูกหลาน

แต่ดูเหมือนว่าคนรุ่นก่อน จะไม่ค่อยสนใจสิ่งที่จะตามมาในอนาคตเสียเท่าไหร่ คิดว่าปล่อยให้เด็กๆที่ตามมาที่หลังแก้ปัญหาไปก็แล้วกัน ที่หนักกว่านั้น บางเรื่องที่เกี่ยวกับเด็กๆหรือคนรุ่นหลัง ก็คิดเองเออเองโดยไม่ได้ถามคนที่เกี่ยวข้องก่อนออกกฎระเบียบด้วยซ้ำ เน้นสะดวกไม่ได้เน้นสดับ คนรุ่นใหม่ที่จะต้องอยู่ในสังคมต่อไปที่เห็นต้นสายปลายเหตุของปัญหามาตลอดก็ทนไม่ไหวจึงออกมาทำอะไรสักอย่าง ให้ผู้ใหญ่หรือคนรุ่นก่อนหยุดสร้างปัญหา หรือความบอบช้ำ ให้แก่โลก ให้แก่สังคม ที่คนรุ่นพวกเขาจะต้องอยู่ต่อไป

ในทางกลับกัน เมื่อคนรุ่นใหม่ออกมาเสนอวิธีแก้ปัญหา ส่องเสียงเรียงร้อง หรือวิพากย์วิจารย์การทำงานของ รัฐ ผู้มีอำนาจ หรือคนที่เรียกตนเองว่าผู้ใหญ่ สิ่งที่ตามมาคือ การโต้กลับมาด้วยการกล่าวหาว่าไม่มีมารยาท ไม่มีสัมมาคารวะ ก้าวร้าว ไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่ มักชอบอ้างว่าตนอาบน้ำร้อนมาก่อน อ้างระเบียบปฏิบัติที่คร่ำครึและไม่เหมาะกับยุคสมัย หนักไปกว่านั้น คือการจำกัด สิทธิเสรีภาพ ไปจนถึงการทำร้ายร้างก่าย (กรณีจ่านิว) จนกลายเป็นว่า ประเด็นที่สำคัญอย่าง “ปัญหาที่ต้องแก้ไข” ถูกผลักไปเป็นประเด็นที่พิจารณาในวาระต่อไป(ซึ่งเมื่อไหร่ก็ไม่รู้)

หากเราคิดบนฐานความเป็นมนุษย์ ทุกคนไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ก็สามารถมีสิทธิ์มีเสียงแสดงความเห็นต่อปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยรวมต่อสังคมโดยรวม ยิ่งเป็นปัญหาที่จะส่งผลกระทบในระยะยาว กินเวลาชั่วลูกชั่วหลาน เด็กๆ เยาวชน คนรุ่นใหม่ที่ต้องอยู่ต่อไป จะไม่ให้พื้นที่กับเขาเลยหรือ

ที่แอดเขียนมานี้ไม่ได้มีเจตนา ที่จะตำหนิผู้ใหญ่ หรือคนที่ใช้ชีวิตมาก่อนเด็กๆ จริงๆแล้วยังมีผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งในสังคมที่เข้าใจและเปิดพื้นที่ให้พวกเขาอยู่ แต่ก็ยังมีผู้ใหญ่ส่วนมากที่มีแนวการใช้ชีวิตแบบอยู่ไปเรื่อยๆ คิดว่าปัญหาก็คงถูกแก้ด้วยผีมือเด็กๆเอง ทั้งๆที่เขาอยู่ในฐานะที่ช่วยสนับสนุนและผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาได้

ถ้าเป็นแบบนี้ แล้วเมื่อไหร่ปัญหาที่เกิดขึ้นจะถูกแก้ไข ต้องรอให้ผู้ใหญ่คิดได้และปรับเปลี่ยน หรือต้องรอให้คนรุ่นใหม่แก่ก่อนสิ่งใหม่ๆ จึงจะเกิดขึ้นได้ มันไม่ใช่ภาระของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งที่จะต้องมาแบบรับปัญหาที่เกิดขึ้นจากอดีต แต่เป็นการที่คนที่ยังมีเรี่ยวแรงในยุคนี้ช่วยกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และส่งต่อให้คนรุ่นหลังพัฒนามันต่อไป ประเด็นนี้ก็ยังเป็นสิ่งที่สังคมทั้งโลกก็กำลังหาจุดสมดุลอยู่เช่นกัน แต่คำตอบมันก็ขึ้นอยู่กับว่าจะโฟกัสที่ไหน ที่ปัญหา หรือ สัมมาคารวะกันหละ

ขอบคุณข้อมูลจาก
https://thestandard.co/greta-thunberg-2/
ขอบคุณภาพจาก
Voice TV
https://images.app.goo.gl/8LMcca6awwuBde8G7
ภาพถ่ายโดย Markus Spiske temporausch.com จาก Pexels

เข้าสู่ระบบก่อน พิมพ์หน้านี้
สายด่วนเรื่องสิทธิและกฎหมาย

02-1715135-6 - กรุงเทพฯ

038-993-242 - ระยอง

ทุกวัน เวลา 10.00 - 20.00 น.