สมัครสมาชิกใหม่

กล่องฝากข้อความ
ข้อจำกัด

มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
Foundation For AIDS Rights (FAR)
Choose your language :

การแก้ไขปัญหายาเสพติดแนวใหม่ :Ep.01 ผู้เสพ=ผู้ป่วย

ประเภท : สื่อ

โดย : มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์

สร้างเมื่อ : 09-Oct-2019

จำนวนเข้าชม 112 ครั้ง

ชื่นชอบ 0 ครั้ง

ทำไมผู้เสพ คือผู้ป่วย ในเมื่อการเสพยาเสพติดมีความผิดตามกฎหมาย คนที่เสพก็สมควรได้รับโทษ เพราะเขาเลือกเสพเอง ก็ต้องได้รับผลนั้นสิ
แต่ช้าก่อน!! ลองอ่านดู แล้วมาคุยกันว่าแนวคิดนี้จะช่วยแก้ปัญหายาเสพติดได้อย่างไร


ก่อนที่จะไปพูดถึงนโยบาย ลองมาดูที่จุดเล็กๆอย่างตัวเรา
อ่านให้จบแล้วมาดูกันว่าเรามีความคิดความเชื่อแบบที่แอดนำเสนอหรือเปล่า


ความคิดอัตโนมัติที่เกิดขึ้นในหัว เมื่อเรารู้ว่าคนๆนึงเป็นผู้ใช้ยา
เราถูกสอนมาว่า ยาเสพติดเป็นอันตรายต่อร่างกาย ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว ผิดกฎหมาย ต้องกับกำจัดมันไปให้หมด
แต่เมื่อค้นคว้าความเป็นมาแล้วยาเสพติดหลายตัว ในอดีตถูกนำเข้ามาเพื่อใช้ในการแพทย์ แต่ต่อมามีคนนำไปผสมสารอื่นๆจนทำให้มีโทษต่อร่างกาย จึงต้องมีมาตรการควบคุมการใช้ และสร้างความตระหนักให้กับสังคม โดยการใช้วิธีการที่ทำให้รู้สึกหวาดกลัว เช่น ผู้เสพตาย ผู้ขายติดคุก หรือการลงโทษที่รุนแรง ตามนโยบายสงครามยาเสพติด



ความเป็นจริงแล้ว ในสังคมมีผู้ใช้ยาที่ใช้ชีวิตปกติเหมือนกับคนทั่วไป คือใช้บางครั้ง หากไม่ได้ใช้ก็ไม่ได้มีอาการอยากยาแต่อย่างใด แต่ด้วยความคิดความเชื่อที่ถูกปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็ก เราเลยเหมารวมว่าผู้ใช้ยาจะต้องมีอาการอยากยาจนคุ้มคลั่งจนทำร้ายคนอื่น



สื่อสาธารณะมีอิทธิพลต่อความคิดความเชื่อเกี่ยวกับผู้ใช้ยาของคนในสังคมมาก สื่อมักนำเสนอข่าวอาชญากรรม ที่มีผู้กระทำเป็นผู้ใช้ยา สร้างภาพจำให้คนในสังคมหวาดกลัว ผูกโยงยาเสพติดเข้ากับอาชญากรรม อีกทั้งกฎหมายก็กำหนดไว้ว่าใครที่เสพ ก็มีสถานะเป็นผู้ร้าย เป็นคนไม่ดี นำไปสู่การตีตราผู้ใช้ยา
ขอบคุณภาพข่าวจาก
https://www.thairath.co.th/news/local/central/1510130
https://www.thairath.co.th/news/crime/1461764
https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_2529839
https://news.mthai.com/general-news/597140.html 




เหตุผลของการใช้ยาเสพติดของแต่ละคนมีความแตกต่างกันไป จะใช้เพื่อความบันเทิง หรือเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย แต่หากใช้มากเกินไป ก็ส่งผลเสียต่อร่างกาย ไม่ต่างอะไรกับการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลสูง มีรสชาติถูกใจ กินแลัวมีความสุข แต่หากกินมากเกินไป ก็ก่อให้เกิดโรคเบาหวาน และเราก็เสพติดความหวานไปด้วย ดังนั้นผู้เสพก็เหมือนผู้ป่วยโรคอื่นๆ ที่ต้องการดูแล



ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีระบบการบำบัดแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ตามพ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ได้แก่
1. สมัครใจบำบัด คือ กลุ่มที่เดินเข้าไปพบแพทย์ด้วยตัวเองหรือญาติพาไป โรงพยาบาลทั่วประเทศรองรับแล้ว
2. บังคับบำบัด คือ กลุ่มที่ถูกจับกุมและต้องเข้ารับการบำบัดผ่าน พ.ร.บ.นี้เพื่อแลกกับการไม่ต้องรับโทษทางอาญา
3. บำบัดระหว่างต้องโทษ คือ กลุ่มที่ถูกดำเนินคดียาเสพติด หรืออาชญากรรมอื่นๆ แล้วมีประวัติการใช้สารเสพติด กลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดและจะได้รับการบำบัดภายในเรือนจำ
พ.ร.บ.นี้ผู้ที่ครอบครองยาเสพติดจำนวนน้อย เช่นยาบ้าไม่เกิน 5 เม็ด สามารถ “เลือก” ที่จะเข้ารับการบำบัดจนสิ้นสุดกระบวนการ แลกกับการไม่ต้องรับโทษอาญา แต่ยังคง”มีประวัติยาเสพติดอยู่”
ขอบคุณข้อมูลจาก prachatai.com/journal/2018/07/77805



เมื่อมีประวัติยาเสพติดติดตัว ย่อมส่งผลต่อการดำเนินชีวิตในสังคม ทั้งในเรื่องการทำงาน ที่บางหน่วยงานไม่รับผู้ที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และมีโอกาสที่จะถูกละเมิดสิทธิ์จากผู้บังคับใช้กฎหมาย รวมถึงถูกเลือกปฏิบัติจากคนในสังคม กลายเป็นว่าแทนที่จะทำให้ผู้ใช้กลับเข้าสู่สังคมและมีชีวิตที่ดีขึ้น กลับทำให้หลายคนไม่ยอมเข้าสู่การบำบัดเพราะกลัวว่าจะมีประวัติ



ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ที่เคยผ่านการบำบัดจำนวนหนึ่งกลับไปใช้ยาอีก เพราะข้อบังคับของหน่วยงาน ความคิดความเชื่อที่ตีตราผู้ใช้ยา ทำให้ผู้ที่ผ่านการบำบัดแล้ว กลับเข้าไปใช้ชีวิตร่วมกับคนทั่วไปได้ลำบาก หรือพูดง่ายๆว่า แทบจะไม่มีที่ยืนในสังคม



เมื่อกลับไปเสพซ้ำ สังคมยิ่งไม่ให้โอกาส และผลิตซ้ำการตีตราผู้ใช้ยาให้หนักกว่าเดิม



ทุกคนรู้ดีว่าการเสพยาเสพติดเป็นอันตราย ยิ่งถ้าเสพในปริมาณมาก และติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “ภาวะสมองติดยา” อ่านเพิ่มเติมที่ https://www.sdtc.go.th/paper/293
พูดง่ายๆก็คือ เมื่อผู้ใช้ยาเข้าสู่ภาวะสมองติดยา เขาจะไม่รู้สึกมีความสุขจากกิจกรรมที่เมื่อก่อนเคยทำ ต้องอาศัยฤทธิ์ของยาคอยกระตุ้นให้สมองส่วนอารมณ์ความรู้สึกทำงาน ทำให้สมองส่วนคิดเสื่อมลง สมองจะต้องการยาตลอดเวลา ส่งผลต่อการควบคุมพฤติกรรม และอารมณ์ ซึ่งอาจเป็นที่มาของพฤติกรรมที่สังคมไม่ยอมรับ



ภาวะสมองติดยาสามารถรักษาได้ โดยใช้กระบวนการจิตบำบัด และการรักษาด้วยยา ร่วมกับ การทำความเข้าใจกับครอบครัว ปรับฐานความรู้ความเข้าใจเรื่องผู้ใช้ยา รวมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว และชุมชน ซึ่งกระบวนการดังกล่าวใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทของยาเสพติด และสภาพร่างกายของผู้ป่วยเมื่อแรกรับ



แต่อย่างที่เล่าไป อะไรก็ย่อมเกิดขึ้นได้ ไม่มีอะไรการันตีได้ว่า พวกเขาจะไม่โดนจับในขณะที่กำลังรักษาตัว หรือ รอดพ้นจาก “มาตรการหว่านแห” ค้นหาผู้ใช้ยา จับตัวมาบำบัด แนวคิดผู้เสพคือผู้ป่วย ไม่ใช่อาชญากร คงเป็นเรื่องไม่ง่ายสำหรับสังคมไทยเท่าไหร่



เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว่กระบวนการ"บังคับบำบัด" ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 จะทำให้ปัญหายาเสพติดหมดไปจากประเทศได้หรือเปล่า
ติดตามตอนต่อไปนะจ๊ะ



เข้าสู่ระบบก่อน พิมพ์หน้านี้
สายด่วนเรื่องสิทธิและกฎหมาย

02-1715135-6 - กรุงเทพฯ

038-993-242 - ระยอง

ทุกวัน เวลา 10.00 - 20.00 น.