สมัครสมาชิกใหม่

กล่องฝากข้อความ
ข้อจำกัด

มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
Foundation For AIDS Rights (FAR)
Choose your language :

ตกงานเดือนมกรา PM2.5 โคโรน่า และโศกนาฏกรรมเดือนกุมภา #ผนงรจตกม

ประเภท : กรณีศึกษา

โดย : มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์

สร้างเมื่อ : 20-Feb-2020

จำนวนเข้าชม 127 ครั้ง

ชื่นชอบ 0 ครั้ง

ตกงานเดือนมกรา PM2.5 โคโรน่า และโศกนาฏกรรมเดือนกุมภา #ผนงรจตกม

 ในยุคเรากำลังทำงานด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อรักษาชีวิต และสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นกว่าก่อน หากมองย้อนมาตั้งแต่เริ่มปี 2020 จนถึงเดือนที่ผ่านมา มามีเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการสูญเสียชีวืตโดยที่ไม่มีการคาดการณ์มาก่อน เริ่มมาตั้งแต่ การก่อเหตุโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในหลายพื้นที่ และภัยที่อุบัติใหม่อย่างการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส (COVID-19) และ ภัยที่ใกล้ตัวอย่าง ฝุ่น PM 2.5 ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ปีก่อน จนถึงข่าวการเลิกจ้างพนักงานในโรงงานใหญ่ ที่สร้างหวาดวิตกให้กลุ่มชนชั้นแรงงาน ในฐานประชาชนคนหนึ่งผู้อ่านหลายคนอาจจะรู้สึกเช่นเดียวกับผู้เขียน ว่าเรากำลังถูกคุกคามด้วยอันตรายรอบด้าน หลักประกันความปลอดภัยในชีวิตกำลังถูกทำลายทีละน้อย และความเชื่อมั่นของเรากำลังสั่นคลอน
 ความปลอดภัยที่ผู้เขียนพูดถึงไม่ใช่ความปลอดภัยจากอาชญากรรม แต่หมายความรวมถึงความปลอดภัยด้านสุขภาพ และหลักประกันความมั่นคงของชีวิต จากข่าวการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า ที่มีต้นกำเนินในเมืองอู่ฮั่นตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จนเป็นข่าวแตกตื่นตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมที่มาคู่กับข่าวเรื่องฝุ่น PM 2.5 ถึงทางเราจะมีการจัดการที่ดีในการกักกันควบคุมโรคได้ แต่เราก็หนีไม่พ้นกับฝุ่นควันที่เกิดจากการบริหารจัดการ และระบบอุตสาหกรรมที่ไม่ได้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม พอมาเล่าถึงตรงนี้ ก็เหมือนเราหนีเสือปะจระเข้ ถึงเราไม่ได้ไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ก็ถูกรมควันอยู่ในประเทศอยู่ดี
 ประเด็นปัญหา ที่มาพร้อมกันแค่ถูกพูดถึงกันบ้างเป็นช่วงๆ คือ วิกฤตทางเศรษฐกิจที่ส่งผลผู้ประกอบการลดกำลังการผลิต ให้โรงงานจำนวนมากจำเป็นต้องปลดพนักงานเพื่อลดค่าใช้จ่าย หรือเลวร้ายกว่านั้น ในปี 2019 มีรายงานว่าโรงงานแจ้งปิดกิจการ มากถึง 1,989 แห่ง สิ่งที่ตามมาก็คือ แรงงานจำนวนมาก กว่า 3.55 แสนคน ว่างงานขาดรายได้ สร้างความตึงเครียดให้กับทั้งคนที่ตกงาน ส่วนคนที่ยังมีงานทำอยู่ ก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่าตัวเองจะพ้นวิกฤตไปได้ เพราะมีการคาดการกันว่า ในปี 2020จะมีคนว่างงานเพิ่มขึ้นเป็น 5 แสนคน แบบนี้จะไม่ให้รู้สึกร้อนๆหนาวๆได้อย่างไร ไม่ป่วยตายเพราะอากาศ แต่ก็มีสิทธิ์อดตายเพราะไม่มีรายได้มาเลี้ยงปากท้องได้เหมือนกัน
 อีกประเด็นที่คิดว่าตอนนี้คงไม่มีใครไม่พูดถึง คือ เหตุการณ์โศกนาฏกรรมในห้าง ตั้งแต่ที่ลพบุรี มาจนถึงที่จังหวัดนครราชสีมา และต่อกันด้วย เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันที่เกิดขึ้นในกรุงเทพ อีกสองครั้ง ถึงแม้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดต่อเนื่องกันนี้จะไม่มีความเกี่ยวข้องกันในเรื่องแรงจูงใจ และยังสรุปไม่ได้ว่าเป็นพฤติกรรมเลียนแบบ เราจึงต้องกลับมาทบทวนกันว่า คนที่เรายอมให้ดูแลความปลอดภัย ได้ดูแลเราดีพอหรือยัง
 ตามปทิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษย์ชน มนุษย์ทุกคนล้วนแต่มีสิทธิ์ ที่จะมีชิวิตอยู่ ไม่อาจถูกทรมาน และพรากชีวิตไปได้ ซึ่งแน่นอนว่าตามสัญชาตญาณมนุษย์ ล้วนมีกลไกป้องกันตัวเองจากเมื่อถูกคุกคาม แต่ในปัจจุบันที่มนุษย์ไม่ได้อยู่ในยุคที่ต้องเข้าป่าล่าสัตว์กันแล้ว เราถูกแทนทีด้วยการทำงานเพื่อแลกเงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง หน้าที่การคุ้มครอง ดูแลความปลอดภัย ก็ตกเป็นหน้าที่ของคนที่เรายอมให้เข้ามบริหารจัดการ ไม่ต้องคอยผลัดกันเฝ้าเวรยามเหมือนสมัยอยู่ในถ้ำ แต่หากเทียบกับตอนนี้แล้ว ชีวิตประจำวันของเราก็อาจจะไม่ต่างกัน ถึงเราไม่ได้ถูกคุกคามโดยตรงจากผู้ก่อเหตุ แต่ก็คงจะเห็นแล้วว่าตั้งแต่ต้นปีจนถึง เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเราก็เหมือนถูกทรมาณจากสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ ความกังวลเรื่องปากท้อง และประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันมากมายที่กระทบต่อจิตใจ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี่อาจจะกำลังสะท้อนให้เราเห็นบางอย่างที่สังคมจะต้องเปลี่ยนแปลง
 จากทั้งหมดที่ผู้เขี่ยนเล่ามา อาจดูเหมือนเป็นการระบายความอัดอั้นตันใจที่มาจากมุมหนึ่ง แต่หากมองความเชื่อมโยงของวิกฤตการเหล่านี้ จะพบว่ามีปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาเหมือนกันอยู่ปัจจัยหนึ่ง นั่นก็คือ การบริหารจัดการของภาครัฐ และกลุ่มผู้มีอำนาจ ถึงไม่อยากอ้างถึง ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะสาเหตุของปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้น เกิดจากการตัดสินใจโดยขาดความรู้รอบด้าน รวมถึงขาดการมีส่วนร่วมจะประชาชน เช่น การอนุญาตให้ก่อสร้างในหลายพื้นที่พร้อมๆกัน และการกระตุ้นอุสหกรรมน้ำตาลที่ตามมาด้วยการเพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อยและการเผา ทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดปัญหาฝุ่น PM2.5 ในหลายพื้นที่ทัวประเทศ นโยบายและการบริหารด้านการเงิน การคลัง ลงผลต่อภาคการผลิตและการลงทุนในประเทศ และประเด็นที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์กันในตอนนี้ การบริหารจัดการที่ไม่ถูกตรวจสอบภายในกองทัพ ปัญหานบางอย่างอาจไม่เกิดขึ้น หากการบริหารจัดการกระทำโดยมีการไตร่ตรองอย่างรอบด้าน
 อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์บางอย่างไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ แต่เพื่อไม่ให้เกดความเสียหายไปมากกว่านี้ เราควรนำสิ่งที่เกิดขึ้น มาใช้เป็นบทเรียนเพื่อป้องกัน และเตรียมพร้อมตั้งรับหากเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นอีก ผู้เขียนจึงอยากเสนอแนวทางในการป้องกัน และแก่ไขปัญหาให้ที่เกิดขึ้นในตอนนี้
 เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน นอกจากการปฏิรูปกองทัพ และการเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับคืนมา รัฐควรมีการทบทวนความเข้มงวดการเข้าถึงอาวุธ ไม่เฉพาะประชาชนทั่วไปเท่านั้น แต่รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ได้รับอนุญาตให้พกอาวุธ และควรเตรียมความพร้อมให้กับประชาชน หากมีการก่อเหตุขึ้นอีก ควรมีมาตรการพิเศษที่จัดตั้งเพื่อดูแลผู้ได้รับผลกระทบ ทางด้านจิตใจและร่างกาย รวมถึงควบคุมการนำเสนอข่าวที่เปิดเผยชื่อทั้งผู้เสียหายและผู้ก่อเหตุ และข่าวที่อาจก่อให้เกิดการลอกเลียนแบบ
 สำหรับปัญหาสภาพอากาศ ควรมีการปฏิรูปอุสหกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษ เช่น การพัฒนานวัตกรรมเพื่อลดต้นทุนการเก็บเกี่ยวอ้อยสด และการเข้าไปแทรกแทรกกลไกราคาและรูปแบบการผลิตอยู่ในอุสาหกรรมน้ำตาล เพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจัง และควบคุมมลพิษจากการก่อสร้าง โดยการบังคับใช้มาตรการจำกัดเขดก่อสร้างอย่างเครงครัด รวมถึงการทำประชาพิจารณ์ร่วมกับประชาชน เพื่อพิจารณาหากมีการก่อสร้างอาอารในพื้นที่และวางผังเมืองร่วมกัน
 ส่วนปัญหาเศรษฐกิจ ผู้เขียนไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่จากการสังเกตผ่านการเป็นผู้บริโภคและข่าวสาร นโยบายเศรษฐกิจที่อิงกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทำให้เกิดความเลื่อมล้ำในเรื่องรายได้ การอพยพของผู้คนที่หลั่งไหลมาหาโอกาสที่ดีกว่า หากมองดูจากด้านบน จะเห็นว่า กลุ่มทุนใหญ่ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่กลับกันนโยบายในรูปแบบนี้ทำให้ฐานรากคือประชาชนอ่อนแอ เพราะอำนาจการเงินไปอยู่กับกลุ่มทุนซึ่งอยู่ด้านบน และเมื่อคนส่วนใหญ่ไม่มีกำลังซื้อ ส่งผลให้เศรษฐกิจไม่ขับเคลื่อน และมีโอกาสเสียหายอย่างมากเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลก หากเปลี่ยนนโยบายที่อิงฐานศักยภาพของคนในท้องถิ่นมากขึ้น จะช่วยกระจายความเสี่ยง ความเสียหายเมื่อเกิดวิกฤต และพื้นตัวได้เร็ว
 จากทั้งหมดที่เล่ามานี้ ไม่ได้ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั่วอำนาจของฝ่ายใด ผู้เขียนแค่อยากจะเสนอสิ่งที่ต้องการเปลี่ยนแปลงในฐานะประชาชนต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และหลักประกันความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน เพราะจากสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าสังคมที่เราอยู่ร่วมกันกำลังเจ็บป่วย เป็นสังคมที่ประชาชนต้องปกป้องตัวเองจากปัญหาที่มีต้นเหตุมาจากการบริหารจัดการของผู้มีอำนาจ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่รัฐควบคุมได้ อย่างนโยบาย หรือการบริหารจัดการ ความสูญเสียในครั้งนี้คงไม่ใช้ครั้งสุดท้าย แต่จะเกิดขึ้นอีกแน่นอน
 https://news.thaipbs.or.th/content/287396
https://www.prachachat.net/property/news-417441
http://www.thaismescenter.com/เปิดสถิติวิกฤตเลิกจ้าง-ปิดกิจการ-ปี-62-หนัก/
https://www.khaosod.co.th/economics/news_3252069
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/861912
https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_3582653
https://www.khaosod.co.th/politics/news_2833399
https://tdri.or.th/2014/11/naewna-2014-11-12/
https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/648195
https://program.thaipbs.or.th/TobJote/episodes/67407
https://www.springnews.co.th/thailand/617107
https://www.youtube.com/watch?v=RP9xZm0LHr0

เข้าสู่ระบบก่อน พิมพ์หน้านี้
สายด่วนเรื่องสิทธิและกฎหมาย

02-1715135-6 - กรุงเทพฯ

038-993-242 - ระยอง

ทุกวัน เวลา 10.00 - 20.00 น.