สมัครสมาชิกใหม่

กล่องฝากข้อความ
ข้อจำกัด

มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
Foundation For AIDS Rights (FAR)
Choose your language :

คนกลายเป็นผี หมดศักดิ์ศรีเมื่อมีโควิด

ประเภท : กรณีศึกษา

โดย : มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์

สร้างเมื่อ : 30-Mar-2020

จำนวนเข้าชม 127 ครั้ง

ชื่นชอบ 0 ครั้ง

เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ประเทศไทยก็มีกฎหมายที่ไว้รับมือกับสถานการณ์เช่นนี้อยู่เหมือนกัน หากผู้อ่านตามข่าวเรื่องไวรัสโคโรนามาโดยตลอด ก็จะรู้ว่า เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 63 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563 ลงนามโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยประกาศว่าที่โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019(COVID-19)) เป็นโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๕๘ https://www.prachachat.net/general/news-426612
หาก โรค ใดที่ถูกประกาศว่าเป็นโรคติดต่อร้ายแรงตามพ.ร.บ.ฉบับนี้แล้ว หมายความว่า ผู้รับผิดชอบในสถานพยาบาล หรือผู้ควบคุมสถานประกอบการหรือสถานที่อื่นใด เช่น โรงแรม และประชาชนคนธรรมดา จะต้องรายงานต่อเจ้าหน้าที่เมื่อมีผู้ต้องสงสัยหรือผู้ป่วยที่เป็นโรคติดต่ออันตราย โดยจะต้องให้ข้อมูลเป็นจริง หากไม่แจ้งจะมีโทษ การประกาศใช้ราชกิจจานุเบกษาที่ว่ามานี้ จะมีมาตรการคัดกรอง มีการกักตัว อย่างเข้มงวด ทั้งนี้เป็นไปเพื่อความปลอดภัยและป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่นๆ
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเรื่องที่ถูกพูดถึงอย่างมากคงหนีไม่พ้น ประเด็น กลุ่มคนไทยที่ลักลอบเข้าไปทำงานในประเทศเกาหลีใต้แบบไม่ถูกต้อง หรือที่เราเรียกกันว่า “ผีน้อย” จากการสังเกตความคิดเห็น และข่าวผ่านสังคมออนไลน์ แรงงานกลุ่มนี้ถูกมองว่าเป็นตัวภาระ เห็นแก่ตัว เพราะตอนไปทำงานในเกาหลีใต้เข้าไปแบบผิดกฎหมาย ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาจากไทยถูกแพ่งเล็งจาก ตม.ของเกาหลีใต้ บางคนถึงกับเสียค่าตั๋วเรื่องบินฟรี ทั้งที่ตั้งใจไปเที่ยว ทำให้เกิดทัศนคติด้านลบต่อคนกลุ่มนี้อยู่แล้ว
สถานการณ์เริ่มแย่ลง เมื่อประเทศเกาหลีใต้ถูกประกาศว่าเป็นพื้นที่เสี่ยง ส่งผลทำให้เศรษฐกิจภายในเกาหลีใต้หยุดชะงัก ทำให้แรงงานไทยกลุ่มนี้ขาดรายได้และจำเป็นต้องกลับประเทศhttps://www.springnews.co.th/social/625091 มีแรงงานบางส่วนออกมาขอให้รัฐบาลไทยช่วยเหลือโดยมีข้อเรียกร้องที่สร้างความไม่พอใจจนเกิดการ ตอบโต้อย่างรุนแรงระหว่างคนในประเทศ และแรงงานไทยกลุ่มดังกล่าวบนสื่อสังคมออนไลน์ https://www.springnews.co.th/social/625525 จากการสำรวจความคิดเห็นบนสังคมออนไลน์ในหลายรูปแบบของผู้เขียน พบว่า นอกจากจะมีการตอบโต้กันบนสังคมออนไลน์แล้ว มุมมองที่คนในประเทศมีต่อแรงงานไทยกลุ่มนี้ ก็ส่งผลในเชิงพฤติกรรมอย่างชัดเจน ตัวอย่างกรณี ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ที่พอทราบว่ามีคนที่กลับจากเกาหลีใต้ไปใช้บริการที่ร้าน ก็ถึงกับปิดร้านเพื่อทำความสะอาดเลยทีเดียว https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/869323 เมื่อข่าวของร้านอาหารแห่งนี้เผยแพร่เข้าสู่สังคมออนไลน์ ก็มีคนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นในเชิงตำหนิ เกิดเป็นกระแสให้ร้านอาหารต่างๆพากันปิดร้านทำความสะอาด
จนถึงวันนี้ใครที่กลับมาจากเกาหลี ไม่เฉพาะที่เป็นแรงงานเท่านั้น จะถูกคนรอบข้างเตือนให้กักตัว 14 วัน ในส่วนที่เป็นแรงงานที่กลับมาจากเกาหลีใต้ ประชาชนในประเทศก็จับตามองการจัดการของรัฐเพื่อรับมือเป็นพิเศษ อีกการแสดงความเห็นเชิงตำหนิผ่านสังคมออนไลน์มีอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ในทางตรงกันข้าม ไม่มีการนำเสนอข่าวการคัดกรองคนกลุ่มอื่น ค่อยมีประชาชนไม่ตั้งคำถามกับการคัดกรองคนบางกลุ่มที่เข้ามาในประเทศ ถึงแม้ว่าไม่ได้มาจากพื้นที่เสี่ยงโควิด 19 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนกลุ่มอื่นๆไม่มีโอกาสสัมผัสเชื้อ ในเมื่อมีมาตรการคัดกรองแล้ว เพื่อความปลอดภัยก็ต้องคังคับใช้มาตรการแบบเดียวกันทุกคน ไม่ใช่บังคับใช้เฉพาะกลุ่ม
การปฎิบัติต่อกลุ่มแรงงานไทยที่กลับจากเกาหลีใต้เป็นพิเศษแบบนี้ หากวิเคราะห์ดีๆ อาจไม่ได้มีสาเหตุจากความตื่นตระหนกของประชาชนที่มีต่อโรค และความกลัวที่จะติดเชื้อเพียงเท่านั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นการตีตราและเลือกปฏิบัติที่มีความทำซ้อนกันระหว่างเหตุผลทางสุขภาพ ทัศนคติที่เกิดจากความกลัว ความไม่รู้ และมุมมองด้านลบที่มีต่อกลุ่มแรงงานไทยที่ลักลอบทำงานในเกาหลีใต้ ซึ่งส่งผลให้เกิดความรู้สึกเกลียดชัง การตอบโต้ระหว่างทั้งสองฝ่ายที่รุนแรง การกีดกัน กดทับ คนบางกลุ่ม หรืออาจร้ายแรงกว่านั้นคือส่งผลทำให้ไม่สามารถควบควมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าได้ เนื่องจากเกิดการต่อต้าน หลบหนีออกจากสถานกักตัว เป็นต้น
สำหรับผู้เขียนเห็นว่า สถานการณ์ในขณะนี้ไม่ได้มีฝ่ายใดถูก ฝ่ายใดผิด และเห็นด้วยว่า การทำตามมาตราการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งที่ควรถือปฏิบัติ แต่เพื่อไม่ให้เป็นการเลือกปฏิบัติ ควรบังคับใช้มาตรการดังกล่าวกับคนทุกกลุ่มโดยไม่มีข้อยกเว้น ในทางกลับกันฝ่ายผู้ที่มีความเสี่ยงควรปฏิบัติตามมาตรการ เพื่อป้องกันเชื้อไวรัสแพร่ระบาดสู่ผู้อื่นเช่นกัน ที่สำคัญเราทั้งสองฝ่ายตั้งเหตุของการปฏิบัติตามมาตรการเป็นเรื่องของความปลอดภัยทางสุขภาพ โดยมองข้ามบริบทการเป็นแรงงานผิดกฎหมาย หรือทัศนที่ทำให้เกิดความเกลียดชัง และมองเป็นเรื่องของการรักษาชีวิตมนุษย์ที่อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน จะช่วยให้การควบควมการแพร่ระบาดทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เข้าสู่ระบบก่อน พิมพ์หน้านี้
สายด่วนเรื่องสิทธิและกฎหมาย

02-1715135-6 - กรุงเทพฯ

038-993-242 - ระยอง

ทุกวัน เวลา 10.00 - 20.00 น.