สมัครสมาชิกใหม่

กล่องฝากข้อความ
ข้อจำกัด

มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
Foundation For AIDS Rights (FAR)
Choose your language :

ไขข้อข้องใจ Droplet ดรอปเลท VS Airborne แอร์บอร์น อยู่ห่างกันแค่ไหน ป้องกันอย่างไร เราถึงจะปลอดภัย

ประเภท : กรณีศึกษา

โดย : มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์

สร้างเมื่อ : 30-Mar-2020

จำนวนเข้าชม 127 ครั้ง

ชื่นชอบ 0 ครั้ง


ไขข้อข้องใจ Droplet ดรอปเลท VS Airborne แอร์บอร์น อยู่ห่างกันแค่ไหน ป้องกันอย่างไร เราถึงจะปลอดภัย
หลายคนก็เลี่ยงที่จะออกจากบ้านในช่วงนี้ เพื่อลดความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อ จากที่เห็นในข่าว องค์กร ห้างร้านก็ประกาศหยุด หรือให้ทำงานที่บ้านกันแล้ว แต่บางคนจำเป็นต้องออกไปทำงานจริงๆ ด้วยเหตุของลักษณะที่ทำ หรือนโยบายของที่ทำงาน ในภาวะที่หน้ากากอนามัยกับเจลล้างมือก็ขาดแคลนแบบนี้ สิ่งที่เราพอทำได้ก็คือพยายามไม่สัมผัสใบหน้า ล้างมือบ่อยๆ และหลีกเหลี่ยงการไปในสถานที่ที่มีคนมาก แต่ในเมื่อเราเลี่ยงไม่ได้เราก็คงอยู่ห่างๆกันไว้เพื่อเชื้อโรคจะได้ไม่แพร่กระจายมาที่ตัวเอง
แต่ไอ้ที่อยู่ห่างๆเนี่ย มันต้องเท่าไหร่กัน แล้วที่บอกว่า 1 เมตรนี้มันกันได้จริงๆหรือ แอดเลยเอาข้อเท็จจริงมาฝาก จะได้เอาไปใช้กันถูกจ้า อย่างที่เรารู้กันว่าโรคโควิต 19 เป็นโรคทางระบบหายใจ ในลักษณะนี้ในทางการแพทย์แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ 1.การแพร่กระจายไปกับฝอยละอองขนาดใหญ่ ในที่นี้จะขอเรียกว่า Droplet (ดรอปเลท) และ 2.การแพร่กระจายโรคทางอากาศ เรียกว่า Air-borne (แอร์บอร์น)
สองอย่างนี้ต่างกันที่ขนาดละออง โดยDropletจะมีขนาดละอองใหญ่กว่า 5 ไมครอน 1 ไมครอนคือ 1/25,000 ของหนึ่งนิ้ว เส้นผมของมนุษย์วัดขนาดได้ระหว่าง 30 และ 120 ไมครอน แสดงว่าละอองจะมีขนาดเท่ากับเส้นผมที่ถูกแบ่งออกเป็น 6-20 พอผู้ติดเชื้อหายใจออกมา ละอองเหล่านี้จะกระจายอยู่ในรัศมีประมาณ 1 เมตร โดยการป้องกันเชื้อโรคที่มากับละอองฝอยลักษณะนี้ สามารถป้องกันได้โดยการใส่หน้ากากอนามัยแบบธรรมดาที่ใช้ในห้องผ่าตัด หรือจะเป็นหน้ากากผ้าที่ซักแล้วใช้ซ้ำได้ก็ได้
ส่วนการแพร่ทางอาหาศแบบ Air-borne ละอองจะมีขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอนซึ่งเล็กกว่าแบบแรกมาก สามารถลอยเคว้งอยู่ในอากาศได้นานกว่า สำหรับระยะการกระจายเชื้อโรคของละอองชนิดนี้ ไม่มีข้อมูลที่แน่นอนว่าการกระจายจะกินพื้นที่รัศมีไกลเท่าใด เชื้อโรคที่มากับการแพร่กระจายในลักษณะนี้ป้องกันได้โดยการใส่หน้ากากอนามัยชนิด N95 เท่านั้น
สำหรับการติดต่อของไวรัสโคโรน่าโชคดีที่การแพร่กระจายจัดอยู่ในลักษณะ Droplet ซึ่งป้องกันได้ง่ายกว่า หลายคนเข้าใจผิดว่าไวรัสชนิดนี้จะต้องใช้หน้ากากอนามัยN95 ถึงจะป้องกันได้ แต่ตามข้อเท็จจริงแล้ว หน้ากากอนามัยแบบธรรมดา (ที่ไม่ถูกสงสัยว่าเมีสารก่อมะเร็ง) หรือหน้ากากผ้าก็สามารถป้องกันได้แล้ว
อย่างไรก็ตามการป้องกันด้วยหน้ากากอนามัย ยังไม่สำคัญเท่าการหลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อโรคในที่ต่างๆ ใบหน้า และอุปกรณ์ที่เป็นของสาธารณะเช่น ลูกปิดประตู ปุ่มลิตฟ์ ราวบันได รวมถึงการล้างมือบ่อยๆ เพราะหากไม่ระมัดระวังพฤติกรรมการสัมผัสนี้ทำให้มีโอกาสเสี่ยงติดโรคมากกว่า ดังนั้น ในสถานการณ์ที่เราไม่มีหน้ากากอนามัยใช้ เราก็สามารถป้องกันตัวเองเบื้องต้นโดยการใช้นำยาซักผ้าขาว แอลกอฮอล์ หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่พอหาได้ในบ้านผสมน้ำ เช็ดทำความสะอาดตามเฟอร์นิเจอร์ ข้าวของเครื่องใช้เพื่อป้องกันไว้ก่อน น่าช่วยเราได้มากที่เดียว
ติดตามความคืบหน้าโครงการ สาระความรู้เกี่ยวกับเอชไอวี/เอดส์ และ วัณโรค ได้ที่ แฟนเพจ มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
ขอบคุณข้อมูลจาก
https://med.mahidol.ac.th/…/Nosocomial%20infection%20%E0%B8…
http://www.phraehospital.go.th/…/…/file/1008171844DHQ8A1.PDF 
http://www.boe.moph.go.th/…/meeti…/slide_IHR_2DEC_pdf/11.pdf 
https://themomentum.co/covid-19-route-of-transmission/ 
https://www2.blueair.com/…/…/faq/small-micron-does-it-matter 
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/870208
เข้าสู่ระบบก่อน พิมพ์หน้านี้
สายด่วนเรื่องสิทธิและกฎหมาย

02-1715135-6 - กรุงเทพฯ

038-993-242 - ระยอง

ทุกวัน เวลา 10.00 - 20.00 น.