สมัครสมาชิกใหม่

กล่องฝากข้อความ
ข้อจำกัด

มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
Foundation For AIDS Rights (FAR)
Choose your language :

ไปต่อหรือพักก่อน คู่ชีวิต คู่สมรส แต่งงานเพศเดียวกัน

โดย : มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์

เมื่อ : 15-Jan-2020

ชื่นชอบ 0 ครั้ง

ไปต่อหรือพักก่อน คู่ชีวิต คู่สมรส แต่งงานเพศเดียวกัน

จากเวทีเสวนา”ทิศทาง คู่ชีวิต&สมรสเพศเดียวกัน ฟุบหรือไปต่อ #EqalityLovePride”
ในเวทีเสวนาในครั้งนี้ เล่าถึงการเดินทางของ พ.ร.บ.คู่ชีวิต และการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย เพื่อให้คู่รักเพศเดียวกัน จดทะเบียนสมรส และสามารถใช้สิทธิเท่าเทียมกับคู่สมรสชายหญิง เริ่มด้วยแนวคิด ที่มา ขั้นตอนการร่าง พ.ร.บ. การเสนอเข้าพิจารณาในหลายขั้นตอน พ.ร.บ.คู่ชีวิตฯ ฉบับนี้ผ่านการพิจารณาผ่านการประชุมอยู่หลายครั้ง ผ่านกรรมการหลายชุด ถูกตัด ลดทอน เพิ่มเติมเนื้อหาเข้าออกอยู่หลายครั้ง จนปัจจุบันจาก 98 มาตรา เหลือ 44 มาตรา เมื่อมาถึงจุดนี้ คณะทำงานที่ช่วยกันผลักดันกฎหมาย จึงกลับมาทบทวนว่า การผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิตฯ ฉบับนี้ควรจะพักหรือเดินหน้ากันต่อไป

สาเหตุที่เราต้องมี พ.ร.บ.คู่ชีวิตขึ้นมา เป็นเพราะในทางกฎหมาย จดทะเบียนสมรสไม่ได้เป็นเพียงหลักฐานที่แสดงว่าเราร่วมหอลงโลงกับคู่ของเราเท่านั้น แต่ทะเบียนสมรสเป็นเหมือนใบอนุญาตให้ทั้งสองฝ่ายใช้สิทธิ์ดำเนินการทางนิติกรรมแทนกัน หรือร่วมกันได้ เช่นรับบุตรบุญธรรม รับศพ จัดการทรัพย์สิน การทำธุรกรรมทางการเงิน หรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ แต่ในปัจจุบันกฎหมายระบุให้ชายกับหญิงเท่านั้นที่สามารถจดทะเบียนสมรสได้ ทำให้คู่รักเพศเดียวกันที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันไม่สามารถทำนิติกรรมใดๆแทนกันได้ ทั้งที่ว่าพวกเขาคือคนที่ใกล้ชิดดูแลกัน บางรายอาจแย่กว่านั้นคือไม่มีญาติพี่น้องที่สามารถรับรอง ทำให้เกิดการเสียโอกาส และปัญหาความเหลื่อมล้ำอื่นๆตามมา ดังนั้นการจดทะเบียนสมรสไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องที่ตามมาหลังจากการจดทะเบียนสมรสด้วย
ก่อนจะไปถึงข้อสรุปว่าจะไปต่อหรือจะพัก แอดจะเล่าแนวทางการผลักดัน กฎหมายในการสมรสเพศเดียวกันในต่างประเทศ ที่ไดจาก อ.อัครวัฒน์ เลาวัณย์ศิริ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในผู้ร่วมเสวนา อาจารย์อธิบายว่า ในต่างประเทศมีการขับเคลื่อน เป็น 2 รูปแบบหลักคือ

  1. การแก้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (กฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สิน มรดก เงินทอง) โดยเปลี่ยนคำจาก “ชายหรือหญิง” เป็น “บุคคล” ที่ไม่ได้ระบุว่าเป็นเพศไหนแทน
 2..การร่างข้อกฎหมายใหม่ที่ใช้อนุโลมเพิ่มเข้าไป

มองดูแบบผิวๆ เหมือนว่าเรากำลังใช้แนวทางที่ 2 คือการผลักดัน พ.ร.บ.คู่ชีวิต ไปพร้อมกับแนวทางที่ 1 การขับเคลื่อนเพื่อแก้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่จริงๆแล้ว ฐานแนวคิดอาจารย์ตั้งใจจะขับเคลื่อนคือ การขับเคลื่อนทางกฎหมายนี้ไม่ได้เป็นการขับเคลื่อนเพื่อสิทธิของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการสร้างนวัตกรรมทางกฎหมายใหม่ สามารถปรับใช้ตามสภาพปัญหา โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ใช้ในปัจจุบันเป็นประมวลกฎหมายที่ร่างขึ้นมาภายใต้บริบทสังคมที่กดขี่ทางเพศไม่ใช่เฉพาะเพศทางเลือก แต่ครอบคลุมเพศกระแสหลักอย่างชายและหญิงด้วย นวัตกรรมทางกฎหมายนี้จะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดจากการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ

อุปสรรคสำคัญของการขับเคลื่อนของ พ.ร.บ.คู่ชีวิตฉบับนี้คือ ทัศนคติของผู้มีอำนาจตัดสินใจ ช่องว่างของเจนเนอเรชั่น และพลังของกลุ่มประชากรที่ยังไม่เข้มแข็งมากพอ ผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ ซึ่งเติบโตมาในบริบทสังคมที่มองว่ามีแค่ชายกับหญิง มีความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศในด้านลบ เป็นโรคจิต ฯลฯ สวนทางกับคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มการยอมรับเรื่องความลื่นไหลทางเพศมากขึ้น และมองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ในขณะเดียวกันกลุ่มคนที่มีความหลากหลายเองก็มีความกลัวที่จะแสดงเจตจำนง หรือตัวตนของตัวเอง นอกจากนี้ยังรวมถึงความรู้ความความเข้าใจทางเรื่องเพศ รวมถึง ความเข้าใจเจตนาที่แท้จริงของการผลักดัน พ.ร.บ.คู่ชีวิต ทั้งหมดนี้เองเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การขับเคลื่อนยังไปไม่ถึงไหน

บทสรุปของเวทีเสวนานี้คือ การผลักดัน พ.ร.บ.คู่ชีวิตจะยังคงมีต่อไป แต่ทิศทางการผลักดันอาจจะเป็นการผลักไปพร้อมกับพ.ร.บ.อื่นๆ เช่น พ.ร.บ.เพศสภาพ การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อให้ไปถึงการใช้นวัตกรรมทางกฎหมายใหม่ ที่สามารถปรับใช้ตามสภาพปัญหา โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ แต่สิ่งที่สำคัญที่เวทีเสวนานี้ฝากให้เราในฐานะประชาชน และคนในที่จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไปอีก 10 ปี 20 ปี คือ จงอย่าหยุดที่จะส่งเสียงเพื่อผลักดันไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนในช่วงจังหวะใดก็ตาม เพื่อให้ประเด็นนี้เป็นที่ยอมรับและแสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็นเราจะต้องเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมกับคนทุกเพศ

เข้าสู่ระบบก่อน พิมพ์หน้านี้
สายด่วนเรื่องสิทธิและกฎหมาย

02-1715135-6 - กรุงเทพฯ

038-993-242 - ระยอง

ทุกวัน เวลา 10.00 - 20.00 น.