สมัครสมาชิกใหม่

กล่องฝากข้อความ
ข้อจำกัด

มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
Foundation For AIDS Rights (FAR)
Choose your language :

อัพเดตข่าวเครื่องมือวัดการตีตราและเลือกปฎิบัติอันเนื่องมาจากวัณโรคกันสักนิด

โดย : มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์

เมื่อ : 12-Feb-2020

ชื่นชอบ 0 ครั้ง

อัพเดตข่าวเครื่องมือวัดการตีตราและเลือกปฎิบัติอันเนื่องมาจากวัณโรคกันสักนิด
เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 มูลนิธิศูยน์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ จัดประชุมหารือและรับพังความคิดเห็นต่อเครื่องมือสำรวจสถานการณ์การตีตราและเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากวัณโรค ครั้งที่ 3
ณ ห้องประชุม โรงแรมฮิพ โฮเทล รัชดาภิเษกกรุงเทพ
โดยในครั้งนี้เป็นการหารือครั้งสุดท้ายระหว่างคณะทำงานพัฒนาเครื่องมือสพรวจฯ ก่อนที่จะนำเครื่องมือไปทดสอบในพื้นที่
ประเด็นที่สำคัญที่การือต่อเนื่องจากเวทีรับฟังความคิดเห็น เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2562 คือ ความขัดเจนของการดำเนินโรค ระยะแพร่เชื้อวัณโรค ระยะเวลาการรักษา ซึ่งจากการรับฟังความเห็นในเวทีก่อนหน้ามีความเข้าใจไม่ตรงกัน
จากการทบทวนเอกสาร และงานวิจัย ของ รศ.นพ.เกรียงไกร ศรีธนบุญวิชัย ผู้จัดทำเครื่องมือสำรวจสถานการณ์การตีตราและเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากวัณโรค นำเสนอว่า ในเอกสารขององค์การอนามัยโลก พบว่าจากการทดสอบหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเพาะเชื้อแบบแข็ง หรือการตรวจสอบเชื้อวัณโรคในเสมหะ การรักษาวัณโรคใช้ระยะเวลาโดยเฉลี่ย 2 สัปดาห์ ถึง 2 เดือน หากรักษานาน โอกาสที่ผลการทดสอบเป็น บวก(มีเชื้อ) จะน้อยลง
แต่อย่างไรก็ตามในเอกสารชุดเดียวกันระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เชื่อว่า ถ้าผู้ป่วยวัณโรคได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง คือทานยาครบ 2 สัปดาห์ ก็ไม่สามารถแพร่กระจายวัณโรคได้
การแพร่กระจายวัณโรค โดยทั่วไปเกิดเมื่อผู้ป่วยวัณโรคระยะแพร่เชื้อปล่อยเชื้อไปในอากาศ เมื่อมีคนอื่นหายใจเอาเชื้อวัณโรคเข้าไป เชื้อโรคจะเข้าสู่ปอด
แต่มีกรณีที่เชื้อวัณโรคในปอด ทำให้เกิดวัณโรคนอกปอดได้ มีกรณีศึกษาของพ่อลูกคู่หนึ่ง พ่อเป็นผู้ป่วยวัณโรคที่ปอด แต่ลูกที่เป็นผู้ได้รับเชื้อมาจากพ่อ กลับเป็นวัณโรคที่ต่อมน้ำเหลือง คำอธิบายสำหรับพฤติการนี้คือ ถึงแม้ว่าจะได้รับเชื้อผ่านทางการหายใจ แต่เชื้ออาจไปสร้างความเสียหาย ในอวัยวะอื่นๆที่ไม่ใช่ปอดก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเชื้อวัณโรคจะไปรวมกันอยู่ที่ใด
ในทางกลับกันผู้ที่เป็นวัณโรคนอกปอด อวัยวะที่ติดเชื้อวัณโรคไม่สามารถแพร่กระจายเชื้อได้ ยกเว้นการแพร่กระจายจากที่มีการแพร่กระจายของเหลวออกมา เช่น ฝีแตกมีหนอง จะทำให้เชื้อโรคฟุ้งกระจายในอากาศ หรือเป็นอวัยวะที่อยู่ในระบบหายใจเช่น กล่องเสียง เป็นต้น
อีกประเด็นของที่มีการถกเถียงคือ แนวปฏิบัติการป้องกันการติดเชื้อในสถานบริการสุขภาพ เช่น การสวมหน้ากากอนามัย และ การแยกแผนกเฉพาะผู้ป่วยวัณโรค
คำถามที่สำคัญของประเด็นนี้คือ ใครต้องเป็นผู้สวมใส่น่ากาก น่ากากที่ใช้ควรจะต้องเป็นแบบไหน จำเป็นหรือไม่ที่เจ้าหน้าในสถานบริการสุขภาพภุกคนจะต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา หรือการแยกแผนกเฉพาะทางเป็นการตรีตราผู้ป่วยหรือไม่
ข้อสรุปในที่ประชุม สรุปว่า การใส่หน้ากากอนามัยขึ้นกับบริบทของสถานที่ เช่น หากทำงานในคลีนิควัณโรค หรือโรคที่ติดต่อผ่านทางเดินหายใจ บุคคลากรก็ต้องใส่เพิ่อป้องกันการสัมผัสเชื้อ ในกรณีของผู้ป่วย ให้ดูที่อาการบ่งชี้ต่างๆ เช่น หากไอมากกว่าปกติควรให้ผู้มารับบริการสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ ถึงแม้ยีงไม่ได้ถูกวินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคก็ตาม
ส่วนการแยกแผนกเฉพาะเป็นเรื่องการบริหารจัดการในโรงพยาบาลที่จะต้องมีแผนกแบ่งตามโรค แต่การระบุว่าเป็นคลีนิควัณโรคโดยตรง ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายใจ กลัวคนอื่นจะรู้ว่าเป็นวัณโรค เพือ่ลดการตีตรา ในสถานบริการสุขภพบางแห่ง คลีนิควัณโรคเปลี่ยนชื่อเป็นคลีนิคหางเดินหายใจ
นอกจากนี้สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับการอยู่ร่วมกับผู้ป่วยวัณโรคได้แก่ การแยกจานชาม กินข้าวร่วมโต๊ะได้หรือไม่ การแยกห้องนอน หากแยกห้องไม่ได้จะต้องทำอย่างไร และระยะเวลาการใส่หน้ากากเพื่อป้องกันการกระจายเชื้อจะต้องใส่นานเท่าไหร่ เพื่อลดการตีตราจากอยู่รวม และการตีตราภายในตนเอง
สำหรับการดำเนินงานหลังจากการประชุมหารือในครั้งนี้จะมีการจัดเวทีเพื่อพูดคุยทำความเข้าใจกับหน่วยงานภาครัฐด้านสาธารณสุข และด้านแรงงาน ตัวแทนเครือข่ายสถานประกอบการ และหน่วยงานภาคประชาสังคมในพื้นที่ทดสอบเครื่องมือ ก่อนลงพื้นที่ทดสอบเครื่องมือต่อไป 
ติดตามความคืบหน้าโครงการ สาระความรู้เกี่ยวกับเอชไอวี/เอดส์ และ วัณโรค ได้ที่ แฟนเพจ มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
เข้าสู่ระบบก่อน พิมพ์หน้านี้
สายด่วนเรื่องสิทธิและกฎหมาย

02-1715135-6 - กรุงเทพฯ

038-993-242 - ระยอง

ทุกวัน เวลา 10.00 - 20.00 น.