สมัครสมาชิกใหม่

กล่องฝากข้อความ
ข้อจำกัด

มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
Foundation For AIDS Rights (FAR)
Choose your language :

นางงามข้ามเพศร้องกาชาดไม่รับบริจาคเลือดกลุ่มความหลากหลายทางเพศ เป็นการเลือกปฏิบัติ ภาคประชาสังคมและนักวิชาการชี้ ถึงเวลาต้องทบทวน และประเทศไทยควรมีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ

โดย : มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์

เมื่อ : 13-Aug-2020

ชื่นชอบ 0 ครั้ง



นางงามข้ามเพศร้องกาชาดไม่รับบริจาคเลือดกลุ่มความหลากหลายทางเพศ เป็นการเลือกปฏิบัติ ภาคประชาสังคมและนักวิชาการชี้ ถึงเวลาต้องทบทวน และประเทศไทยควรมีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ
เมื่อวันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม 2563 ที่โรงแรม เดอะ พาลาซโซ่ รัชดาภิเษก มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ และเครือข่ายความหลากหลายทางเพศ ร่วมกันจัดกิจกรรมเสวนา “ไม่รับบริจาคเลือดกลุ่มความหลากหลายทางเพศ ถึงเวลาต้องทบทวน?” จากกรณีที่สาวข้ามเพศเจ้าของตำแหน่ง Miss Queen Rainbow Sky 2018 คุณปุญชรัสมิ์ ตาเลิศ ออกมาเปิดเผยว่า ตนถูกปฏิเสธการรับบริจาคเลือด แม้มีเอกสารรับรองการตรวจหาเชื้อเอชไอวีแล้วก็ตาม โดยนางงามข้ามเพศเล่าถึงเรื่องนี้ว่า
“เราไปที่สภากาชาด กดบัตรคิวทำบัตรตามขั้นตอน แต่พอเจ้าหน้าที่เห็นคำนำหน้านามเราก็รีบมาคุย ถามเราเป็นผู้ชายใช่ไหม แล้วบอกว่า น้องอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ไม่สามารถรับบริจาคเลือดได้นะ เลยอธิบายให้เจ้าหน้าที่ฟังว่า ตัวเองไม่ได้มีพฤติกรรมเสี่ยง รวมทั้งได้นำเอกสารผลเลือดที่ระบุถึงการไม่มีเชื้อเอชไอวีมายืนยันด้วย วันนั้นพยายามพูดทุกอย่าง เพราะเอาเข้าจริงไม่ว่าจะเพศไหน ชายหรือหญิงก็มีความเสี่ยงได้เหมือนกัน แต่เจ้าหน้าที่ยืนยันด้วยการบอกว่า เพศแบบน้องมีความเสี่ยงมากกว่า ซึ่งเราก็เข้าใจในการทำหน้าที่ของเขา เลยไม่ได้บริจาค” เหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้เธอถูกปฏิเสธการบริจาคเลือดมาแล้วถึงสามครั้ง
ต่อเรื่องนี้นายสมชาย หอมลออ ที่ปรึกษาคณะทำงานยกร่างพระราชบัญญัติการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล กรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ผู้ร่วมเสวนามีความเห็น กรณีไม่รับบริจาคเลือดกลุ่มความหลากหลายทางเพศของสภากาชาดไทย ว่าถึงเวลาแล้วที่ระเบียบนี้ต้องทบทวน
“กรณีนี้ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ เพราะสภากาชาดไทยปฏิบัติต่อเขาแตกต่างจากคนอื่น ด้วยการตัดสินจากเพศสภาวะ แม้จะมีการอ้างถึงข้อมูลต่าง ๆ ก็ตาม แต่มันทำให้กลุ่มคนเหล่านี้กลายเป็นตัวประหลาด แล้วโดยเฉพาะกับหน่วยงานด้านมนุษยธรรมอย่างสภากาชาดยิ่งไม่ควรมี เรื่องนี้กระทบกระเทือนความรู้สึกของคนทั้งกลุ่ม ไม่ใช่คนคนเดียว ผมคิดว่าหากมีการร้องเรียนไปในระดับสากล จะไม่เป็นผลดีต่อกาชาดไทยเลย ดังนั้นจำเป็นและถึงเวลาที่ต้องมีการทบทวนมาตรการนี้กันจริงจัง โดยยังคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้รับโลหิต และต้องเริ่มคุยเรื่องว่า เราจะทำให้การเลือกปฏิบัติ ทั้งที่ตั้งใจก็ดีไม่ตั้งใจก็ดีแบบนี้ หมดไปจากสังคมไทยได้อย่างไร ”
จากการตรวจสอบพบว่ากิจกรรมดังกล่าว ได้มีการเชิญผู้แทนจาก ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ร่วมพูดคุยถึงแนวทางการแก้ปัญหาด้วย แต่หน่วยงานไม่สามารถมาร่วมกิจกรรมได้ และส่งหนังสือตอบกลับอย่างเป็นทางการถึงผู้จัดกิจกรรมแล้ว โดยมีการยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรตอนหนึ่งว่า
ศูนย์บริการโลหิตฯ ตระหนักดีถึงปัญหาที่จะต้องจัดหาโลหิตให้มีปริมาณเพียงพอ ในขณะเดียวกันยังต้องคำนึงถึงคุณภาพ และความปลอดภัยของโลหิตบริจาคทุกยูนิต การปรับเกณฑ์การคัดเลือกผู้บริจาคโลหิตบางอย่าง เพื่อหวังผลให้ได้ปริมาณโลหิตเพิ่มขึ้นจนเพียงพอ ไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสมที่ควรนำมาใช้ในงานบริการโลหิตของประเทศใด ๆ ก็ตาม เนื่องจากเป็นการปฏิบัติผิดไปจากมาตรฐาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยที่รับโลหิตได้ อย่างไรก็ดีเกณฑ์ต่าง ๆ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ที่เป็นจริง ซึ่งจะมีการประเมินเป็นระยะต่อไป
ในขณะที่อดีตผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทยศาสตราจารย์กิตติคุณ นพ.ประพันธ์ ภานุภาค หนึ่งในผู้ร่วมเสวนา ได้ร่วมนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องนี้
“หลักเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลกที่สภากาชาดไทยนำมาใช้ มีมาจะสิบปีแล้ว และในรายละเอียด คนกลุ่มเดียวที่เขาระบุห้ามบริจาคเลือดเลย คือกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีด ส่วนกลุ่มชายผู้มีเพศสัมพันธ์กับชาย เขาระบุว่าต้องไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงมาก่อนหน้านี้ 12 เดือน คือระบุที่พฤติกรรมเสี่ยง ไม่ได้บอกว่ากลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศทั้งกลุ่มเสี่ยง แล้วกาชาดของประเทศอื่นอย่าง ออสเตรเลีย แคนนาดา เริ่มมีการลดเกณฑ์ของพฤติกรรมเสี่ยงลงเหลือ 3 เดือน จาก 12 เดือนแล้ว สภากาชาดไทยก็น่าจะปรับตัว เพราะตามขั้นตอนพอมีคนบริจาคเลือด ศูนย์บริการโลหิตก็ต้องเอาไปตรวจด้วยวิธีที่ไวที่สุดดีที่สุด ถ้าเจอเลือดติดเชื้อก็ทิ้ง เพื่อจะให้ได้เลือดที่มีความปลอดภัยสูงสุดต่อผู้รับ ตัวอย่างกรณีนี้ คือถ้าผู้สนใจบริจาคเอาเอกสารตรวจสอบผลเลือดมาแสดงได้ ก็ควรให้บริจาค หลังจากนั้นคือกระบวนการตรวจสอบตามปกติแค่นั้นเอง”
ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ประกอบกับมีกรณีศึกษาการเลือกปฏิบัติหลากหลายเหตุการณ์ในทุกกลุ่มประชากร ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ นางสาวสุภัทรา นาคะผิว ในฐานะผู้จัดงาน ได้เปิดเผยความสำคัญ และขั้นตอนการผลักดันให้ประเทศไทยมีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลที่กำลังดำเนินการว่า
“ที่ผ่านมาเครือข่ายประชาชน 9 เครือข่าย ได้แก่ เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี เครือข่ายคนพิการ เครือข่ายความหลากหลายทางเพศ เครือข่ายผู้สูงอายุ เครือข่ายชาติพันธุ์ เครือข่ายเด็กและเยาวชน เครือข่ายผู้หญิง เครือข่ายแรงงาน และเครือข่ายผู้ใช้ยา ได้ร่วมกันจัดทำร่างกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล ภาคประชาชน โดยเป็นไปตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 และ มาตรา 27 ได้ยื่นริเริ่มกฎหมายนี้กับประธานรัฐสภาแล้ว ขณะนี้มีรายชื่อผู้สนับสนุนกฎหมาย 11,350 รายชื่อ เพื่อเตรียมยื่นต่อประธานรัฐสภาโดย กฎหมายนี้จะรับรองสิทธิ เพื่อให้คนทุกคนต้องปลอดพ้นจากการถูกเลือกปฏิบัติ กำหนดให้เป็นหน้าที่รัฐที่จะต้องส่งเสริม ป้องกัน ช่วยเหลือ เยียวยา และป้องกันการเลือกปฏิบัติซ้ำ โดยมีกลไกคณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล ที่ต้องออกมาตรการ นโยบาย เพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล มีกลไกการรับเรื่องเรียนและวินิจฉัยเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องมีกฎหมายนี้แล้ว” นางสาวสุภัทรา กล่าวในที่สุด ดูน้อยลง
เข้าสู่ระบบก่อน พิมพ์หน้านี้
สายด่วนเรื่องสิทธิและกฎหมาย

02-1715135-6 - กรุงเทพฯ

038-993-242 - ระยอง

ทุกวัน เวลา 10.00 - 20.00 น.